ประกันเตือนภัยน้ำท่วม ความคุ้มครองไม่ถึง100%
ทันหุ้น-สมาคมประกันวินาศภัยไทย เตือนนิคมอุตสาหกรรมรับมือน้ำท่วม แนะตรวจสอบความคุ้มครอง เพราะรีอินชันรันส์ปรับเงื่อนไขใหม่ในส่วนของภัยจากธรรมชาติ เดิมคุ้มครองเต็มมูลค่า 100%ของทรัพย์สิน เป็นกำหนดจำนวนเงินสูงสุดในการรับผิดชอบ ส่งผลให้ผู้เอาประกันแบกรับความเสี่ยงไว้เองส่วนหนึ่ง
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน หรือ IAR มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลังจากเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 จากเดิมภัยที่เกิดขึ้นทั้งไฟไหม น้ำท่วม ที่เกิดจากธรรมชาติ จะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนตามที่ผู้เอาประกันซื้อไว้ แต่ปัจจุบันความคุ้มครองดังกล่าวถูกจำกัดค่าเสียหายไว้
ในอดีต ถ้าซื้อประกัน IAR จะให้ความคุ้มครองรวมถึงภัยธรรมชาติด้วย และยังสามารถซื้อความคุ้มครองได้ครองคลุมทรัพย์สินที่มี เช่น ซื้อความคุ้มครองวงเงินพันล้านบาท หากเสียหายเป็นไปตามเงื่อนไขบริษัทประกันภัยก็จะจ่ายให้พันล้านบาท ซึ่งความคุ้มครองที่สูงมากเช่นนี้โดยมากบริษัทประกันวินาศภัยจะส่งต่อไปยัง รีอินชัวรันส์ต่างประเทศ (Reinsurance)
“แต่ภายหลังจากที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รีอินชัวรันส์ต่างประเทศก็เปลี่ยนเงื่อนไขในการรับประกัน โดยผู้เอาประกันที่ต้องการความคุ้มครองในส่วนของภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะน้ำท่วมหรือไฟไหม้จะต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมแยกจากตัวกรมธรรม์หลัก นอกจากนี้ยังมีการจำกัดความรับผิดชอบไว้”
จำกัดวงเงินคุ้มครอง
นายอานนท์ อธิบายว่า บริษัทประกันภัยต่อได้จำกัดความรับผิดชอบ หรือจํานวนเงินเอาประกันภัย (Sum Insured) ไว้ ซึ่งเป็นการกำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชอบ หรือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเรียกร้องได้ เช่น คุ้มครอง 5-10% ของสินทรัพย์ที่มี ต่างจากอดีตที่สามารถซื้อความคุ้มครองได้เต็ม 100%
ด้วยความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีมูลค่าสูง และไทยก็เป็นจุดที่มีความเสี่ยงในการเกิดภัยน้ำท่วมใหญ่ได้อีก หลังจากปี 2554 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก (climate Change) ที่เกิดจากมนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจก ทำให้ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศมีการปรับแผนความคุ้มครองใหม่
นายอานนท์ กล่าวว่า ความคุ้มครองภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหวที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองภัยธรรมชาติไว้เต็มมูลค่าของทรัพย์สินหลังจากเกิดภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับความเสี่ยงไว้เองสูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วมจึงเป็นสิ่งที่ผู้เอาประกันภัยรวมถึงผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปควรต้องมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงและฉับพลันในหลากหลายประเทศและก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าที่สูงมากในปีนี้ โดยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่เยอรมันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 30,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกว่า 8,300ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่น้ำท่วมที่มณฑลเหอหนานในประเทศจีนเนื่องมาจากฝน 1,000 ปี ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 20,630 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
จะเห็นได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วมในแต่ละเหตุการณ์นั้น มีทรัพย์สินเพียงส่วนน้อยที่ได้มีการทำประกันภัยรองรับเอาไว้ โดยผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าวของ Fitch Ratings แสดงให้เห็นว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติในทวีปเอเชียที่ไม่ได้มีการทำประกันภัยไว้ อาจมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตั้งแผนรับมือ
สมาคมประกันวินาศภัยแนะนำให้ ประชาชนผู้เอาประกันภัย รวมถึงผู้ประกอบการให้เตรียมการรับมือกับภัยน้ำท่วม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสิทรัพย์ โดยแนะนำให้ 1. ติดตามการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า อย่างใกล้ชิด 2.ยกระดับความสูงของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ติดตั้ง รวมถึงขนย้ายวัตถุดิบและสต๊อกสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ขึ้นที่สูง3. เคลื่อนย้ายทรัพย์สินมีค่าและยานพาหนะไปยังสถานที่ปลอดภัย
4. สำหรับนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ควรสำรวจแนวป้องกันที่สร้างไว้ว่ายังมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะป้องกันน้ำจากภายนอกหรือไม่ และเตรียมเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอเพื่อระบายน้ำออกจากนิคมในกรณีที่ฝนตกหนักและเกิดการท่วมขังภายใน 5. สำรวจกรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ว่ามีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือไม่ และได้มีการต่ออายุกรมธรรม์เรียบร้อยแล้วหรือไม่ เป็นต้น