โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การบริหารจัดการภาษี ความท้าทายยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (1)

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ย 2564 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2564 เวลา 09.54 น.

ช่วยกันคิด สมศักดิ์ อนันทวัฒน์

 

กรมสรรพากรกำลังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการบริหารจัดเก็บภาษียุคเศรษฐกิจดิจิทัล อันสืบเนื่องมาจากความล้าสมัยของกฎหมาย การบริหารจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบันดำเนินการภายใต้ประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 ซึ่งเหมาะสมกับเศรษฐกิจยุคสมัยนั้น ดังนั้น การบริหารจัดเก็บภาษีเงินได้จากนิติบุคคลต่างประเทศถูกบัญญัติขึ้นภายใต้กรอบแนวคิดว่า การประกอบธุรกิจของบริษัทต่างชาติจำเป็นต้องมีสถานประกอบการทางกายภาพ (physical presence) หรือลูกจ้างพนักงาน (agent) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทย

จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่า หากบริษัทต่างชาติเข้ามามีสถานประกอบการ หรือสาขา หรือผู้แทน หรือผู้กระทำการแทนในประเทศไทย และก่อให้เกิดเงินได้ในประเทศไทย ย่อมมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

หลักกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดเก็บภาษีเงินได้จากนิติบุคคลต่างประเทศ สอดคล้องกับหลักกฎหมายภาษีอากรระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร (Double Tax Agreement: DTA) ภายใต้ข้อบทสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment: PE) ที่มีการระบุหลักเกณฑ์การมีสถานธุรกิจประจำ (Fixed Place of Business) และมีการประกอบธุรกิจผ่านสถานธุรกิจประจำดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6-12 เดือน หรือการมีผู้แทนหรือผู้กระทำการแทน (Agency PE) ในการติดต่อหาคำสั่งซื้อเป็นปกติวิสัยในประเทศแหล่งเงินได้

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้บริษัทต่างชาติประกอบกิจการในประเทศไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานประกอบการ หรือผู้แทนในประเทศไทยอีกต่อไป เช่น บริษัทต่างชาติสามารถขายสินค้า หรือให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์ม หรือเว็บไซต์ของบริษัทโดยไม่มีสถานประกอบการ หรือลูกจ้างพนักงานในประเทศไทย ซึ่งทำให้บริษัทต่างชาติไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

ความล้าสมัยของกฎหมายที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกล่าวคือ บริษัทไทยที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันกับบริษัทต่างชาติมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ซึ่งทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการแข่งขันทางการค้าที่เกิดจากมีหน้าที่ทางภาษีไม่เท่าเทียมกัน

นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ได้กล่าวมาแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนำมาบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้กฎหมายนี้มีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจที่มีการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งผู้เขียนขอใช้สินค้าที่มีมูลค่าต่ำเป็นกรณีตัวอย่าง

ในอดีตการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำอาจไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการจัดเก็บ กรมศุลกากรจึงมีข้อกำหนดให้ยกเว้นอากรนำเข้า (import duty) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท (Low Value Goods: LVG) และประมวลรัษฎากรมีบทบัญญัติยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรนำเข้า แต่เมื่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เติบโตเป็นอย่างมาก ข้อยกเว้นนี้ได้ส่งผลกระทบแก่ผู้ประกอบการไทย เนื่องจาก ลูกค้าคนไทยสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทจากผู้ประกอบการต่างชาติผ่านแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (e-Market Place Platform) ชำระราคาสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และจัดส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบผู้ประกอบการต่างประเทศ

กล่าวคือ หากเป็นการขายสินค้าโดยผู้ประกอบการไทยที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการไทยดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าในอัตราร้อยละ 7 และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้กรมสรรพากร แต่หากผู้ขายเป็นผู้ประกอบการต่างประเทศขายสินค้า LVG จะได้รับการยกเว้นอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้สินค้าที่ซื้อจากผู้ประกอบการไทยมีราคาสูงกว่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือขายโดยผู้ประกอบการต่างประเทศทั้งที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกัน

ข้อเสนอแนะ/แนวทางการแก้ไข

– ภาษีเงินได้

เนื่องจากหลักเกณฑ์การบริหารจัดเก็บภาษีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความลักลั่นในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจรูปแบบดั้งเดิม และธุรกิจรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ดังนั้น องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะให้แก่หน่วยงานจัดเก็บภาษีอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดเก็บภาษีอากรให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัล
กรณีภาษีเงินได้ OECD เสนอแนะกรอบความคิด “สถานประกอบการถาวรเสมือน (Virtual Permanent Establishment)” สำหรับการบริการจัดเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทที่ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการผ่านระบบดิจิทัล 3 แนวทาง ได้แก่

1) การขยายนิยามสถานประกอบการทางกายภาพให้ครอบคลุมถึงเว็บไซต์ที่ดำเนินการผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ และประกอบกิจการผ่านประเทศนั้น ๆ โดยให้ถือว่าเว็บไซต์เป็นสถานธุรกิจเสมือนการมีสำนักงานสาขาในประเทศนั้น ๆ (Virtual Fixed Place of Business)

2) การขยายนิยามการมีผู้แทนในประเทศนั้น โดยหากมีการทำสัญญาผ่านเว็บไซต์เป็นปกติวิสัย ให้ถือว่าเว็บไซต์เป็นสถานประกอบการประเภทตัวแทนในประเทศนั้น ๆ (Virtual Agency PE)

3) การเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ใหม่ โดยพิจารณาจากการมีตัวตนทางเศรษฐกิจ (economic presence) เช่น หากมีการประกอบกิจการผ่านระบบดิจิทัล และมีจำนวนลูกค้าหรือรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ให้ถือว่ามีสถานประกอบการในประเทศนั้น ๆ

ประเทศไทยควรนำหลัก “สถานประกอบการถาวรเสมือน” มาใช้ในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทต่างชาติที่ขายสินค้า หรือให้บริการผ่านระบบดิจิทัลแก่ลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งกรมสรรพากรควรปรับปรุงแก้ไขประมวลรัษฎากรและ DTAโดยการขยายขอบเขตของกฎหมายปัจจุบันที่ยึดโยงกับการมีสถานประกอบการหรือผู้แทนที่มีลักษณะทางกายภาพแต่เพียงอย่างเดียว ให้ครอบคลุมถึงสถานประกอบการทางอิเล็กทรอนิกส์และการมีตัวตนทางเศรษฐกิจในประเทศไทย เพื่อป้องกันมิให้บริษัทต่างชาติใช้ช่องว่างของกฎหมายในการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ในประเทศไทย และยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้แก่บริษัทไทยอีกประการหนึ่งด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...