บ่อนพนัน จากเรื่องเล่า คณะที่ปรึกษาป๋าเปรม ถึง ประยุทธ์
บ่อนพนัน จากเรื่องเล่าคณะที่ปรึกษาป๋าเปรม ถึงยุค พล.อ.ประยุทธ์
“บ่อนที่ระยองที่เปิดถาวรมีการลักลอบเล่นการพนันโดยมีคนจำนวนมากเข้าออกในแต่ละวัน มีการได้เสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และเป็นแหล่งแพร่เชื้อระบาดโรคโควิด 19 ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่นี่”
แต่เมื่อเดือน มิถุนายน ปีนี้ที่มีการระบาดของโควิด 19 รุนแรงในรอบแรก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้เข้าทลายเพื่อจับกุมบ่อนพนันแบบเดียวกันนี้ที่ท้องที่ อ. เมือง ต.มาบตาพุด จ. ระยอง จนเป็นประเด็นข่าวดังไปทั่วประเทศ”
มีการโยกย้ายนายตำรวจพื้นที่ 5 เสือ ที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง โดยถูกย้ายไปประจำกองบังคับการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเบื้องบน
แต่หลังจากนั้นไม่นานพอหมดกระแสจากสื่อและสังคม นายตำรวจทั้งหมดเหล่านี้ก็กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิมด้วยเหตุผลว่า ไม่พบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรับผลประโยชน์จากบ่อนนี้แต่ประการใด
สังคมตั้งข้อสงสัยหลายคำถามมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ติดใจเพราะเข้าใจได้ว่าบ่อนนั้นได้ปิดตัวไปแล้ว
“ผมนำเรียนปัญหานี้กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วสั่งการจนเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจหน้าที่ในจังหวัดนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก”
“ผมอยากเชิญชวนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมเคารพในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ถึงเวลาที่เราต้องเอาจริงและจริงจังกับแหล่งแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 มีชื่อว่า “บ่อนถาวร” ที่มีอยู่เกลื่อนกลาด ทั่วประเทศให้หมดไป”
จดหมายเปิดผนึกกรณี “บ่อนระยอง” ของ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 บางช่วง-บางตอน
กรณีปัญหาดังกล่าวทำให้เห็นปัญหาของคนระดับผู้นำที่นิ่งเฉย-ละเลยกับเสียงเตือนล่วงหน้าถึงความไม่ถูกต้องจนเป็นสาเหตุของการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง
ทำให้คิดถึง “คณะที่ปรึกษา” ทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม ของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี 5 เดือน ตลอดการครองตำแหน่งเก้าอี้ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมที่จะเงี่ยหูฟัง-เปิดใจรับคำแนะนำของ “ทีมที่ปรึกษา”
“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร อดีตคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี-พล.อ.เปรม เคยสดุดี พล.อ.เปรม ไว้ว่า ตลอดเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันยาวนานถึง 8 ปี 5 เดือน ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่ท่านให้ความไว้วางใจ อนุญาตในเข้านั่งในที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ยกมือพูดในที่ประชุมได้เช่นเดียวกับรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ บางครั้งไม่ได้ยกมือขอพูดท่านก็เรียกให้พูด เพราะท่านทราบมาล่วงหน้าแล้วว่าจะพูดอะไร
ขณะนั้นรัฐบาล พล.อ.เปรม ต้องบริหารเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันครั้งที่ 2 เศรษฐกิจโลกซบเซา-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สถาบันเงินทุนล้ม-ธนาคารพาณิชย์ง่อนแง่น
“มีข่าวลือว่าธนาคารกรุงเทพจะล้ม ประชาชนแห่กันออกมาขอถอนเงิน ที่ปรึกษารีบเข้าไปพบท่านแล้วขอให้ท่านออกมายืนยันว่าท่านได้ตรวจสอบแล้ว ธนาคารกรุงเทพยังมีสภาพคล่องเพียงพอ ให้สำนักงานสาขาของธนาคารกรุงเทพเบิกเงินสดเอามาตั้งกองไว้ให้เห็น แต่เมื่อป๋าออกมายืนยันทางโทรทัศน์ประชาชนก็เชื่อ หยุดแห่กันออกมาถอนเงิน สถานการณ์จึงสงบลง”
ป๋าถามที่ปรึกษาว่า “แล้วป๋าจะรู้ได้ยังไงว่าเขามีเงินให้ถอน” ที่ปรึกษาเรียนว่า รู้ไม่รู้ท่านก็ต้องออกมายืนยัน การพูดอย่างนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “white lie” เขาอนุญาตให้พูดปดได้ ท่านลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดท่านก็ยอม ท่านจึงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่ ธนาคารกรุงเทพและระบบธนาคารทั้งหมด เพราะถ้าธนาคารกรุงเทพล้ม ธนาคารทุกแห่งก็จะพลอยล้มตามกันเป็นโดมิโน่ ขณะนั้นประชาชนไม่ฟังธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์แล้ว ฟังป๋าเท่านั้น
“บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เขียนถึง “กลุ่ม 5 พี” ซึ่งเป็น “ทีมที่ปรึกษาลับ” ของพล.อ.เปรม ไว้ว่า มีทีมที่ปรึกษาชุดหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญมาก ทำงานใกล้ชิด พล.อ.เปรม ประสานงานทั้งกับรัฐบาลและกองทัพ
ถ้า พล.อ.เปรม มีนโยบายหรือต้องการแก้ปัญหาอะไร ท่านก็จะส่งผ่านมาที่ที่ปรึกษาชุดนี้ เพราะทำงานใหญ่ เกี่ยวกับความมั่นคง การทำงานของที่ปรึกษาชุดนี้จึงค่อนข้างจะเป็นความลับ
มีสื่อต่างประเทศเรียกที่ปรึกษาคณะนี้ว่าเป็น “กลุ่ม 5 พี” ซึ่งถ้าตั้งชื่อตามอักษรตัวแรกของที่ปรึกษายังถือว่าไม่ถูกต้องเพราะผมก็เป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาชุดนี้และมีอาวุโสน้อยกว่าใคร
ทีมที่ปรึกษามี พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นเพื่อนสนิท พล.อ.เปรมเป็นหัวหน้าทีม ส่วนคนอื่น ๆ ประกอบด้วย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คุณปิยะ จักกะพาก อธิบดีกรมประมวลข่าวกลาง พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และผม
ตอนหลังมี พล.ต.อ.เภา สารสิน เลขาธิการ ป.ป.ส. และคุณอาสา สารสิน จากกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาสมทบอยู่ในทีมชุดนี้ด้วย เรามีการประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ เอาข้อมูลข่าวสารมาวิเคราะห์ รวมทั้งภารกิจที่ พล.อ.เปรมมอบหมายให้มาทำ
“ปิยะ จักกะพาก” เล่าไว้ในหนังสือ “โลกสีขาว” ถึงบทบาทที่ปรึกษาชุดนี้มีความสำคัญ ว่า ทีมงานชุดนี้ทำงานให้ป๋าทุกอย่าง ทั้งเรื่องการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลข่าวสารเสนอให้ป๋าตัดสินใจ
“เราทำให้ท่านทุกอย่าง เรื่องคอมมิวนิสต์ เรื่องพรรคการเมือง เราทำเข้าแฟ้ม ข่าวต้องก้าวหน้าอยู่เรื่อย”
แม้กระทั่งแชร์แม่ชม้อยที่โด่งดังในสมัยนั้นและมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพลหลายคนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย คณะทำงานชุดนี้ยังต้องจัดการแก้ปัญหาให้ป๋าจนกระทั่งเรียบร้อย
“บางเรื่องเกี่ยวข้องกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องเชิญประธานองคมนตรี นายกฯ มาหมดเลย ดังนั้น หลายเรื่องจึงเปิดเผยไม่ได้”
คณะทำงานชุดนี้ประชุมกันทุกอาทิตย์ เรียกหน่วยข่าวมาประชุม สรุปปัญหาและแก้ไขปัญหาให้รัฐบาล หากมีเรื่องต่างประเทศก็จะให้คุณอาสา สารสิน รับผิดชอบไป
เช่นเดียวกับเรื่องของการเมืองและทหาร ก็เป็นหน้าที่ของ พล.อ.ชวลิต ที่จะต้องรับไป คณะทำงานจะประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล เมื่อได้ข้อตกลงใจแล้วก็จะประสานสั่งการออกไปทันที
ยกตัวอย่างการทลายแหล่งผลิตยาเสพติดของขุนส่า พล.อ.เปรมสั่งการมากับ พล.อ.ชวลิต หลังจากต่างประเทศซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาได้แสดงความวิตกกังวลต่อปัญหายาเสพติด
โดยเฉพาะโรงงานผลิตยาเสพติดรายใหญ่แถบบริเวณชายแดนไทย-พม่า ที่มีขุนส่า เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ควบคุมอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่สามารถทำอะไรขุ่นส่าได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อของสองประเทศ และขุนส่าก็มีกองกำลังติดอาวุธคอยคุ้มกันอยู่ การทลายโรงงานผลิตยาเสพติดของขุนส่าจึงทำได้ยากลำบาก
“เมื่อ พล.อ.ชวลิตรับบัญชาจาก พล.อ.เปรมมา จึงมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะทำงาน เชิญเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมประมวลข่าวกลาง ป.ป.ส.มาประชุม เอาข้อมูลข่าวสารมาแลกเปลี่ยนกัน เมื่อได้ข้อยุติว่าจะต้องใช้กำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการ ก็เป็นหน้าที่ของ พล.อ.ชวลิตที่จะประสานกับกองทัพต่อไป”
“ประสงค์ สุ่นศิริ” หนึ่งในคณะทำงานเล่าว่า ยาเสพติดในตอนนั้นเห็นว่า ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาก็จะไม่สิ้นสุด จากข้อมูลข่าวกรองต่าง ๆ ที่กรมประมวลข่าวกลางส่งเข้ามาและแลกเปลี่ยนข่าวสารกับข่าวกรองของต่างประเทศ ก็มีความเห็นว่า โรงงานผลิตยาเสพติดมีอยู่มากบริเวณชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนส่าซึ่งตอนนั้นเข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านหินแตก
“ประชุมหารือกันและป๋าเปรมก็ฟังจากพวกเรา ผลสุดท้ายต้องใช้กำลังทหารเข้าไปกดดันในพื้นที่ชายแดนและใช้กำลังทางอากาศโจมตีโรงงานผลิตยาเสพติดตั้งแต่เชียงราย มาเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน”
ในส่วนของการปฏิบัติการนั้นใช้กำลังของรบพิเศษบวกกับทหารพรานค่ายปักธงชัยรวมกำลังพลทั้งหมด 62 นาย นำโดย พ.อ.อรพันธ์ วัฒนวิบูลย์ ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 2 ลพบุรี (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น ปัจจุบันยศพลเอก เกษียณแล้ว)
“พล.อ.อรพันธ์ วัฒนวิบูลย์” เล่าว่า เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาจึงจัดกำลังคัดเลือกมือดี มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ เราถูกผู้ใหญ่กำชับมาให้ใช้กำลังน้อย เพราะเป็นการทำงานที่ล่อแหลม โดยจัดรูปแบบหน่วยจู่โจมเฉพาะกิจเรียกว่า “หน่วยเฉพาะกิจเสือดำ” และเรียกยุทธการบ้านหินแตก
เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงนำกำลังเข้าปฏิบัติการเมื่อปลายเดือนกันยายน 2524 แม้จะจับขุนส่าไม่ได้ เนื่องจากมีกำลังติดอาวุธและหลบหนีไปก่อน แต่ก็สามารถทำลายโรงงานผลิตยาเสพติดได้ทั้งหมด
แม้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะใช้แนวทางการบริหารราชแผ่นดินแบบ “พล.อ.เปรมโมเดล” คือ ไม่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง (แม้ในความเป็นจริงพล.อ.ประยุทธ์ คือ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ)
ทว่า ศาสตร์-ศิลป์ในการบริหารบ้านเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เทียบไม่ได้กับ “สไตล์ป๋า” ที่เปี่ยมบารมี และพร้อมที่จะสดับตรับฟังเสียงเตือน-คำแนะของคณะที่ปรึกษา และนำไป “แก้วิกฤต” ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนภายคุกคามทั้งในประเทศ-นอกประเทศ
ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมที่จะประนีประนอม-ประสานประโยชน์กับพรรครัฐบาล แต่ไม่ประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม
***อ้างอิงจาก บทความ “จิ๋วเล่าเรื่องป๋า : กลุ่ม 5 พี คือ ใคร สำคัญแค่ไหนต่อรัฐบาลเปรม” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 – 26 ธันวาคม 2562 https://www.matichonweekly.com/special-report/article_258423
***บทความ “ป๋า นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ : วีรพงษ์ รามางกูร” เว็บไซต์มติชน https://www.matichon.co.th/article/news_1513960