โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กองหุ้นสหรัฐ” ยังบวกต่อเนื่องตาม ‘การฟื้นตัวของศก.’ -โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ยครึ่งปีแรก 14.80% !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 22.08 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 13.30 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

“ธีมการเปิดเมือง” หลังจากคลายล็อกดาวน์ เป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจหรือให้น้ำหนักการลงทุนเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงในตอนนี้
เพราะในช่วงที่มีการ “ล็อกดาวน์” เศรษฐกิจของหลายประเทศได้เกิดการชะลอตัวไปจนถึงการหยุดชะงักชั่วคราวซึ่งทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
โดยการ “คลายล็อกดาวน์” หรือ “การเปิดเมือง” ก็ย่อมมีผลให้เศรษฐกิจมีฟื้นตัวตัวกลับมาได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ หรือในมุมมองการลงทุนก็ย่อมสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่า ซึ่งประเทศที่มีการเปิดเมืองเป็นอันดับแรกๆ อย่างประเทศจีน ถ้าจะหาโอกาสการลงทุนในตอนนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่สายเกินไป
แต่ประเทศใหญ่ๆ ที่เริ่มมีการเปิดเมืองในช่วงนี้ อย่างประเทศ “สหรัฐฯ” ก็อาจจะมีนักลงทุนที่ยังคงลังเลหรือกำลังมองหาโอกาสการลงทุนใน“หุ้นสหรัฐฯ” ว่าเป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุนได้หรือไม่
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯ” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้

“กองABAG” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดกลุ่ม ‘กองหุ้นสหรัฐ’…โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 26.39%

“หุ้นสหรัฐ” เป็นตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนไทยค่อนข้างดี โดยตลาดมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนมี.ค.19 มาจนถึงปัจจุบัน ขึ้นมาทำ “สถิติสูงสุดใหม่ (All Time High)” ในทุกดัชนีหลักไปหมดแล้ว หลังบวกมาต่อเนื่องมากกว่า 2 ปี ในปีนี้ “หุ้นสหรัฐ” ก็ยังบวกได้ต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 ก.ค. 21) ดัชนี NASDAQ +15.64%, S&P500 + 18.02% และ Dow Jones +15.22%
“ปัจจุบันมี ‘กองหุ้นสหรัฐ’ ทั้งหมด 35 กอง ช่วงครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.80% ซึ่งถือเป็นตลาดหนึ่งที่ยังเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่องในโลกท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 โดยผลการดำเนินงานโดยรวมของกลุ่มกองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีทิศทางเป็นบวกทั้งหมดซึ่งจะแตกต่างกันที่ตัวนโยบายของกองทุนหลักที่จะเน้นลงทุนในหุ้นประเภทใด”
ซึ่งกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานที่สูงสุดในกลุ่มมีชื่อว่า “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อเมริกัน โกรท ฟันด์” หรือ ABAG” จาก ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)’ นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 19 ก.ค. 64) ทำผลตอบแทนได้ 26.39%
“ที่ตัวนโยบายของกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ ชื่อ ‘อเบอร์ดีน โกลบอล – นอร์ท อเมริกัน เอคควิตี้ ฟันด์ (Aberdeen Global – North American Equity Fund)’ (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยกองทุนหลักมีการลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารแห่งทุนหรือตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุน (equities or equities related securities) ของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว”

อันดับถัดมาจาก ‘บลจ.ทิสโก้’ ที่มีชื่อกองว่า “กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ อันเฮดจ์” หรือ TUSEQ-UH” ด้วยผลตอบแทน 24.44%
“ซึ่งนโยบายของกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘SPDR S&P 500 ETF’ (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวม อีทีเอฟ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุน (ก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของ ‘ดัชนี S&P 500’โดยกองทุนดังกล่าวบริหารและจัดการโดย ‘State Street Global Advisors’ ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR S&P 500 ETF โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยความแตกต่างของ ‘กองทุน TUSEQ-UH’ กับกองทุนอื่นนั้น จะ ‘ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน’ ทำให้ในบางครั้งนักลงทุนสามารถได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากอัตราการแลกเปลี่ยนของค่าเงินได้
อันดับที่ 3 เป็นกองทุนจาก ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)’ อีกหนึ่งกองที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อเมริกัน โกรท - สมอลเลอร์ คอมพานี ฟันด์” หรือ ABAGS” ด้วยผลตอบแทน 23.51%
“ซึ่งจะมีความแตกต่างจากกองทุน ABAGที่ตัวนโยบายการลงทุนของกองนั้น จะเน้นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘อเบอร์ดีนโกลบอล – นอร์ท อเมริกัน สมอลเลอร์ คอมพานี ฟันด์ (Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund) Class A-2’(กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยกองทุนหลักมีการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารแห่งทุนหรือตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุน (equities or equities related securities) ของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทข้างต้นมีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ‘น้อยกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ’ณ วันที่ลงทุน
อันดับที่ 4 มีชื่อ “กองทุนว่ากองทุนเปิดทหารไทยยูเอสออพพอร์ทูนิตี้ส์” หรือ TMBUSO” จาก ‘บลจ.ทหารไทย’ ด้วยผลตอบแทน 20.06% (ณ วันที่ 16 ก.ค. 64)
“กองทุนมีนโยบายจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว (Master Fund) คือ กองทุน ‘BNP PARIBAS FUNDS US VALUE MULTI-FACTOR EQUITY’ ในหน่วยลงทุนชนิด (Class) ”I” ในอัตราโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยกองทุนหลักเป็นกองทุนย่อยกองทุนหนึ่งภายใต้กองทุน ‘PARVEST’ กองทุน BNP PARIBAS FUNDS US VALUE MULTI-FACTOR EQUITY ซึ่งภายใต้กองทุน PARVEST จะประกอบด้วยกองทุนย่อยหลายๆ กองทุนที่มีนโยบายการลงทุน ชนิดหน่วยลงทุน รวมถึงสกุลเงินที่แตกต่างกันไป
สุดท้ายกองทุนจาก ‘บลจ.กรุงไทย’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิดเคแทม ยูเอส โกรท อิควิตี้ ฟันด์” หรือ KT-US-A” ด้วยผลตอบแทน 19.11%
“กองทุนมีนโยบายจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Legg Mason ClearBridge US Aggressive Growth Fund’ (Master Fund) ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (retail fund) เพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยนโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในตราสารทุน (หุ้นสามัญ, หลักทรัพย์ที่แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญและสิทธิ และ ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ) ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา ที่มีขนาดใหญ่ มีคุณภาพสูง และมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างมาก และได้รับการคัดสรรอย่างระมัดระวัง ภายใต้การพิจารณาจากผู้จัดการกองทุน
“ถึงแม้ว่าผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวจะสามารถบ่งชี้หรือการันตีในอนาคตได้ว่าจะมีทิศทางเป็นเช่นไร แต่ด้วยสัญญาณของผลตอบแทนที่ออกให้เราได้เห็น ก็เป็นตัวช่วยสำหรับนักลงทุนที่กำลังลังเลหรือมองหาโอกาสการลงทุนในธีมการเปิดเมืองให้มีความมั่นใจมากขึ้นหรืออาจจะให้น้ำหนักการลงทุนใน ‘หุ้นสหรัฐฯ’ ไว้เพื่อเสริมพอร์ตการลงทุนในกลุ่มของตลาดพัฒนาแล้วก็ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...