โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปธ.สภาตลาดทุนฯ ไขข้อข้องใจ “เศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นกระทิง...ผิดปกติหรือไม่”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2563 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 06.28 น.

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว Paiboon Nalinthrangkurn โดยจั่วหัวเรื่องไว้ว่า เศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นกระทิง … ผิดปกติหรือไม่ ว่า หลัง SET Index ทะยานขึ้น 50% จากช่วงกลางมีนาคมจนถึงต้นมิถุนายน ก็เกิดคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้น ทำไมถึงโตสวนทางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997-1998 และเริ่มมีเสียงเตือนออกมาให้นักลงทุนระวังแรงเทขาย เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมาก

หลังจากนั้น ในช่วงเพียงสัปดาห์เศษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยก็ปรับลงถึง 110 จุด มูลค่าตลาดหายไป 1 ล้านล้านบาท สวนทางกับสถานการณ์โควิดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศนานต่อเนื่องถึง 3 สัปดาห์ และภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นจากมาตรการคลายล็อกทั้ง 4 ระยะ

ความผันผวนที่รุนแรง ถือเป็นภาวะปกติของตลาดหุ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะความไม่แน่นอนมีสูง ทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นทำได้ยากมาก เวลาหุ้นลงก็มักจะลงมากไป เวลาขึ้นก็ขึ้นมากไป การเทรดหุ้นระยะสั้นๆ ในภาวะแบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจุดต่ำสุดและสูงสุดของราคาหุ้นในแต่ละรอบอยู่ที่ไหน

โดยส่วนตัว ผมยังเชื่อว่าเราอยู่ในตลาดหุ้นขาขึ้นระยะยาว และมองการปรับลงรอบนี้เป็นการปรับฐานเพื่อหาจุดสมดุลใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก ผมเชื่อว่าการลงทุนระยะยาวในช่วงนี้ คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องรับ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมคิดเช่นนั้น?

ข้อแรก การที่รัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การคลายล็อกกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้มาก เม็ดเงินที่รัฐบาลใช้ในการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสูงถึง 10% ของ GDP น่าจะมากพอที่จะประคองเศรษฐกิจไปได้จนเริ่มมีวัคซีนต้านโควิดออกมา และถ้าจำเป็นรัฐบาลก็ยังมีช่องว่างในการกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกพอสมควร

ข้อสอง ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นได้สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบรูปตัว U ไปแล้ว และถ้าดูจากมูลค่าตลาดที่ลดลงไปเกือบ 2 ล้านล้านบาท (จาก 12 เดือนก่อนหน้านี้) หรือเท่ากับ 200% ของมูลค่า GDP ที่คาดว่าจะลดลง 1 ล้านล้านบาทในปีนี้ ราคาหุ้นก็น่าจะสะท้อนความเสียหายของวิกฤตครั้งนี้ไปพอสมควรแล้ว

ข้อสาม ถ้าเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบสองอีกครั้งจริง ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยการปิดธุรกิจเป็นประเภทๆ ไป หรือเป็นพื้นที่ๆ โดยไม่ต้องกลับไปปิดเศรษฐกิจทั้งประเทศอีกรอบ ผลกระทบในวงกว้างแบบที่ผ่านมาก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก

ข้อสี่ ถึงแม้ค่า Forward P/E ปีหน้าของตลาดหุ้นไทยที่ 16 เท่า อาจดูแพงเมื่อเทียบกับบางประเทศ แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยในอดีต 10 ปีของตลาดหุ้นไทยที่ 16 เท่า และต้องไม่ลืมด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งแปลว่า Forward P/E ในปัจจุบันอาจไม่สูงเกินไป

ข้อห้า นักวิเคราะห์ได้ลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไปแล้วถึง 30% ซึ่งน่าจะสะท้อนความเสียหายจากวิกฤตครั้งนี้ไปพอสมควรแล้ว

ข้อหก ถ้าดูจากปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงินที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างเต็มสูบของธนาคารกลางทั่วโลก โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินเหล่านี้ทยอยไหลเข้าตลาดหุ้นในระยะยาวมีสูงมาก

ข้อเจ็ด ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีเม็ดเงินจำนวนมากทั่วโลกที่ไหลเข้ากองทุนประเภทเสี่ยงต่ำที่สุดอย่าง Money Market Funds (MMF) ซึ่งสะท้อนว่ายังมีนักลงทุนอีกพอสมควรทั่วโลกที่ยังไม่ได้กลับเข้าตลาดหุ้น ในไทย เม็ดเงินไหลเข้ากองทุน MMF มากถึง 150,000 ล้านบาท นับจากเดือนมีนาคม หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในขณะที่ของสหรัฐฯ เงินไหลเข้า MMF สูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญ เม็ดเงินเหล่านี้น่าจะพร้อมไหลเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งเมื่อความเสี่ยงลดลง

ในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราจะเห็นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น ของ Pension Funds ทั่วโลก เพราะภาวะดอกเบี้ยต่ำที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี แปลว่ากองทุนเหล่านี้จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้เกษียณ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...