โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถุงยางอนามัยยังจำเป็นอยู่ไหม? ในยุคที่มีทางเลือกในการป้องกันการติดเชื้อ HIV มากขึ้น

The MATTER

อัพเดต 06 ก.พ. 2563 เวลา 12.13 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2563 เวลา 08.49 น. • Health

เมื่อการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น เรามีทางเลือกในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ HIV มากขึ้น นอกเหนือจากถุงยางอนามัย

เช่น ยาต้านไวรัสก่อนหรือหลังการสัมผัส (PrEP หรือ PEP) ซึ่งนักวิจัยเผยว่ามีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV ได้มากกว่า 99% หรือ แคมเปญ U=U (Undetectable = Untransmittable) ที่กล่าวว่าหากผู้ติดเชื้อ HIV กินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ จนเชื้อไวรัสในเลือดมีระดับต่ำ จนไม่สามารถตรวจพบได้ และจะไม่มีการส่งต่อเชื้อ HIV ไปยังคู่นอน

คำถามที่ตามมา คือ  แล้วการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคู่ชายและชาย ยังจำเป็นที่จะต้องใช้ถุงยางอนามัยอยู่หรือไม่?

The MATTER อยากพาทุกคนไปค้นหาคำตอบของคำถามนี้ ผ่านประวัติศาสตร์ของถุงยางอนามัย ข้อมูลด้านการแพทย์ และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์

ถุงยางอนามัยมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ

งานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์พบว่า มีหลักฐานการใช้อุปกรณ์ป้องกัน ที่เหมือนถุงยางอนามัยมาตั้งแต่ในสมัยกรีก-โรมัน ในปกรณัมกรีก ซึ่งมีการเล่าว่า พาซีฟาอี มเหสีของพระราชาไมนอส ได้สอดใส่กระเพาะปัสสาวะของแพะในช่องคลอด เพื่อป้องกันอันตรายจากน้ำอสุจิของราชาไมนอส ที่ว่ากันว่ามีการบรรจุ ‘แมลงป่องและงู’ 

นอกจากนี้ ชาวอิยิปต์มีอุปกรณ์หุ้มปลายอวัยวะเพศที่มีลักษณะคล้ายถุงยางอนามัย ทำหน้าที่ในการป้องกันอันตรายจากพยาธิใบไม้ และมีการย้อมสีต่างๆ เพื่อแบ่งแยกชนชั้นของคนในสังคม และชาวโรมันโบราณ ก็ได้มีการใช้กระเพาะของสัตว์ในการปกป้องผู้หญิงจากกามโรค  

ส่วนถุงยางอนามัยในยุคสมัยใหม่เกิดขึ้นหลังจากที่ ชาร์ล กู๊ดเยียร์(Charles Goodyear) ได้คิดค้นวิธีการ พัฒนาคุณภาพของยาง ที่เรียกว่า ‘วัลคาไนเซชัน’ (vulcanization) หรือกระบวนการพัฒนายางให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น สามารถดัดได้และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการนำยางไปผสมกับกำมะถันในปริมาณที่พอเหมาะและในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลวของกำมะถัน ทำให้โลกสามารถผลิตถุงยางจากยางดิบ (latex) ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันได้ 

Condom in Opened Package,Isolated On White,Studio Shot

ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันการส่งต่อเชื้อไวรัส HIV ได้มากกว่า 50%

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ.2015 ที่ดอว์น สมิท(Dawn Smith) และนักวิจัยอีก 3 คน จากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ได้ทำการศึกษาเรื่องการมีเพศสัมพันธุ์ทางทวารหนักของผู้ชาย โดยการวิเคราะห์งานวิจัย 2 ชิ้น ได้แก่งานวิจัยที่ชื่อว่า VAX 004 (ศึกษาผู้ชาย 4,492 คน ในระหว่างปี ค.ศ.1998 และ ค.ศ.1999) และ EXPLORE (ศึกษาผู้ชายจำนวน 3,233 คน ในระหว่างปี ค.ศ.1999 และค.ศ. 2001)

งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยที่เกิดขึ้นก่อนจะมีการคิดค้น PrEP หรือ ยาต้านเชื้อไวรัส HIV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และผู้เข้าร่วมการทดลองก็เป็นคนที่มีเลือดลบ รายงานว่ามีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเลือดบวกอย่างน้อย 1 คน 

ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่ใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอ สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ถึง 70% แต่อย่างไรก็ตาม คนที่รายงานว่าใช้ถุงยางอนามัยเป็นบางเวลา กลับได้รับการปกป้องจากการติดเชื้อ HIV ต่ำมาก หรือไม่ได้รับการปกป้องเลย โดยถุงยางอนามัยสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้เพียง 8% 

อย่างไรก็ตาม ได้มีงานวิจัยชิ้นถัดมา ที่แย้งว่างานวิจัยดังกล่าวได้ประเมินค่าความสามารถของถุงยางอนามัยในการป้องกันการติดเชื้อ HIV ต่ำเกินไป 

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปีค.ศ.2018 โดย วยน์ จอห์นสัน  (Wayne Johnson) และทีมวิจัย จาก CDC ได้ทำการวิเคราะห์งานวิจัย 4 ชิ้น ได้แก่ งานวิจัย 2 ชิ้นที่ สมิทและทีม เคยทำการศึกษา และงานวิจัยอีก 2 ชิ้นที่ชื่อว่า JUMP-START และ HIVNET ซึ่งเป็นงานวิจัยด้านวัคซีน เริ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1990 เก็บข้อมูลของผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวนกว่า 3,626 คน 

นักวิจัยพบว่า ในกลุ่มผู้ชายที่มีเพศสัมพันธุ์ทางทวารหนัก  ถ้ามีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส HIV ได้ถึง 92% 

แต่ก็มีการโต้แย้งว่าผลการวิจัยที่แตกต่างกันระหว่างงานวิจัยในปี ค.ศ.2015 และ ปี ค.ศ.2018 เกิดจากการใช้วิธีการทำการวิจัยที่แตกต่างกัน และตัวแปรที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งงานวิจัยในปี ค.ศ.2015 ได้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยต่อจำนวนครั้งการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนงานวิจัยในปี ค.ศ.2018 จะสนใจที่ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยต่อจำนวนคู่นอน

The PrEP is HIV prevention pill for medical concept 3d rendering.

PrEP เมื่อยาต้านเชื้อไวรัส HIV มีประสิทธิภาพมากกว่าถุงยางอนามัย

เมื่อมีการคิดค้นยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัส หรือ PrEP ซึ่งสรรพคุณในการต้านเชื้อ HIV ของมันได้ถูกพูดถึงไปทั่วโลก หลังจากนั้นก็ได้เกิดการรณรงค์เรื่องของการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ 

โดยในปี ค.ศ.2019  มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ชื่อว่า ‘See It Clearly 2020’ ได้ทำการติดโปสเตอร์โฆษณาที่อธิบายถึงสรรพคุณของ PrEP ในจุดที่มีกลุ่ม LGBT สัญจรอยู่เป็นประจำ ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในโปสเตอร์ได้มีการอธิบายถึงสรรพคุณของ PrEP ว่า ‘ดีกว่าถุงยาง’ โดยอ้างว่า ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV ได้ถึง 99% เมื่อเทียบกับถุงยางที่ลดความเสี่ยงได้ 72 - 91% ซึ่งทำให้มีกลุ่มคนที่กังวลว่ามันจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ถุงยางอนามัยกันน้อยลง ในหมู่ผู้ชายรักชาย 

ถึงแม้ PrEP จะสามารถกันเชื้อ HIV ได้ดีกว่าถุงยาง แต่ก็ไม่สามารถช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดที่ถุงยางสามารถป้องกันได้ เช่น โรคหนองใน และโรคซิฟิลิส 

กระแสนี้ ไม่ได้มีแค่ในต่างประเทศเท่านั้น อย่างในประเทศไทยตอนนี้ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ เช่นกัน อย่างเพจ ‘พีทคนเลือดบวก’ ที่ได้ออกมาพูดว่า ปัจจุบันคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใส่ถุงยางอนามัย ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ติดเชื้อไวรัส HIV เสมอไป เพราะปัจจุบันมียา PrEP แล้ว นอกจากนี้ เขายังเปิดคอร์สสอนการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งทำให้เขาเจอกระแสจากสังคมเหมือนกัน

homosexual Bed - Happy Couple

แคมเปญ U=U ความหวังของผู้ติดเชื้อ HIV

นอกจากกระแส PrEP แล้ว อีกกระแสหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงอยู่ คือ เรื่องแคมเปญ U=U ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ ในงานประชุมเอดส์ เมื่อปี ค.ศ.2018 นักวิจัยได้นำเสนองานวิจัยที่ชื่อว่า PARTNER 2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย ในคู่ที่คนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ HIV แต่กินยาต้านเชื้อไวรัสเป็นประจำ จนเชื้อไวรัสอยู่ในระดับต่ำมากจนตรวจไม่เจอ และคู่อีกคนหนึ่งไม่ติดเชื้อ ซึ่งผลการวิจัยพบว่าไม่เกิดการส่งต่อเชื้อระหว่างคู่เลย 

PARTNER 2 เป็นการวิจัยคู่ชายรักชาย 635 คู่ในยุโรป  ซึ่งคู่คนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ HIV และอีกคนหนึ่งไม่มีเชื้อ HIV อย่างในวิธีของแคมเปญ U=U ซึ่งผลวิจัยก็พบว่า เมื่อทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็ไม่พบการติดเชื้อระหว่างคู่เลยด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็พบว่า ในระหว่างทำการวิจัย มีผู้เข้าร่วมที่ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นมา 15 คน แต่พบว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับเชื้อ HIV จากคู่นอนคนอื่น ซึ่งไม่ใช่คู่นอนระหว่างเก็บงานวิจัย

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ต่อยอดมาจากงานวิจัย PARTNER ที่นำเสนอผลในปี ค.ศ.2014 ซึ่งมีปัญหาเรื่องจำนวนคู่ชาย-ชายมีจำนวนน้อยกว่าคู่ชาย-หญิง และระยะเวลาในการติดตามผลการทดลองน้อยเกินไป โดยได้ทำการเลือกลุ่มผู้ร่วมการทดลองเป็นคู่ชายชายทั้งหมด ซึ่งผลการวิจัยชิ้นก็ได้สอดคล้องกับการวิจัยเมื่อปี ค.ศ.2014 และมีความน่าเชื่อถือทางสถิติมากกว่า เพราะมีเวลาตามผลเยอะกว่า และมีจำนวนคู่ชายรักชายมากกว่า 

ในช่วงท้ายของการนำเสนอ อัลลิสัน รอดเจอร์ (Alison Rodger) นักวิจัยหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ได้สรุปว่า “ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่” หรือ U=U (Undetectable = Untransmittable) จึงเป็นที่มาของแคมเปญ U=U ที่มีการพูดถึงไปทั่วโลก

ใช้ถุงยางอนามัยควบคู่กับการใช้ยา PrEP ป้องกันได้ทั้งการติดเชื้อ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตามทั้ง PrEP หรือ U=U ก็เป็นเพียงทางเลือกอื่นในการป้องกันการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ส่วนเรื่องการใส่ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ 

ด้าน พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เผยว่า ถุงยางอนามัยยังคงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะสุขภาพหลายอย่างไปพร้อมๆ กันทั้งเรื่องการท้อง ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียต่างๆ ส่วน PrEP, PEP และ U=U เป็นเพียงออฟชั่นที่เสริมเข้ามาสำหรับคนที่ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ในทุกๆ ครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ 

เธอได้อธิบายถึงหลักการของ U=U ว่า มันไม่ทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อจากผู้ติดเชื้อ HIV ที่กินยาต้านไวรัส จนกระทั่งตรวจเชื้อไม่เจอในเลือด ไปยังคนอื่นๆ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเธอได้ย้ำว่ามันไม่ใช่ทฤษฏี แต่เป็นข้อเท็จจริง

สำหรับเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย แพทย์หญิง กล่าวว่า U=U, PrEP และ PEP มันคือเรื่องของ HIV แต่ถ้าไม่พูดถึง HIV ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย เช่น ซิฟิลิส หนองใน และป้องกันไวรัส ในบริเวณที่สวมใส่ เช่น โรคเริม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถ้าเกิดว่าใครมีขึ้นมา มันก็จะถ่ายทอดไปยังคนอื่น ซึ่งอาจจะไม่รู้เรื่องของการใช้ถุงยางอนามัย หรือรู้แต่ก็ไม่ได้ใช้ มันก็จะถ่ายทอดไปยังคนอื่นได้ ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา 

อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกอย่าง มันสามารถป้องกันได้เฉพาะส่วนที่มันครอบถึงเท่านั้น เพราะฉะนั้น หูด ซึ่งสามารถอยู่ได้ทุกที่ อย่างเช่น บริเวณถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้รับการปกป้องจากถุงยางอนามัย ก็สามารถเกิดการส่งต่อเชื้อนี้จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้เช่นกัน  

เมื่อถามว่าวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือ การใช้ทั้ง PrEP และถุงยางอนามัยร่วมกันใช่หรือไม่ พญ.นิตยา แสดงความเห็นด้วย และเผยว่า ถ้าใช้ทั้งถุงยางอนามัย ทั้ง PrEP จะสามารถป้องกันได้ทั้งการติดเชื้อ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังแนะนำหลักการการใช้ถุงยางอนามัยด้วยว่า “ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับทุกคน และใช้อย่างถูกต้อง ทุกช่องทางที่มีเพศสัมพันธ์”

ประเทศไทยมีการสำรวจผู้ใช้ถุงยางอนามัยทุก 2 - 3 ปี โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสำรวจทั้งผู้ชาย-หญิง กลุ่มชายรักชาย และสาวประเภท 2 ซึ่งผลการสำรวจเผยว่าอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งกับทุกอย่างสม่ำเสมออยู่ที่ 40-50% จนถึง 80-90% มีเพียงประมาณ 10% ที่ไม่สามารถใช้ถุงยางได้ทุกครั้ง

เมื่อพูดถึงกรณีของเพจพีทคนเลือดบวก เธอเผยว่า สิ่งที่เห็นได้จากกรณีนี้คือ เขาเป็นตัวแทนของ 10 ใน 100 คน (10%) ที่พยายามแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีเชื้อหรือไม่มีเชื้อ พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง 

นอกจากนี้เธอยังได้เน้นย้ำว่า บุคลากรทางการแพทย์ ต้องเน้นให้ความรู้ รณรงค์ทำให้คนทั่วไปรู้ว่า ถึงแม้ถุงอนามัยจะเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด แต่ด้วยบริบทชีวิตของเขา ทำให้เขาไม่สามารถจะใช้ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้งกับทุกคน เขาจึงต้องรับรู้ทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PrEP, PEP หรือ U=U

Cover photo by Waragorn Keeranan

อ้างอิงจาก

ncbi.nlm.nih.gov

tncathai.org/

pinknews.co.uk

mdmag.com

avert.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...