โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หรือหนังจากวิดีโอเกมจะต้องคำสาปให้กลายเป็นหนังห่วยตลอดกาล?

The MATTER

อัพเดต 22 มี.ค. 2561 เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 13.00 น. • Rave

ในขณะที่หลายคนรู้สึกว่า Black Panther ยังครองโรงอยู่ รู้ตัวอีกทีหนัง Tomb Raider ฉบับล่าสุดก็ได้เข้าฉายในบ้านเราไปแล้ว ความจริงหนังฉบับรีบูทที่อิงตามเกมรีบูทเรื่องนี้ก็ดูไม่แย่เลยนะ แต่เมื่อดูตัวเลขรายได้ และคะแนนรีวิวจากหลายๆ ที่ ก็ดูท่าทางว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าข่ายหนังแป้กไปเสียแล้ว หรือมันจะเป็นคำสาปอะไรที่ทำให้หนังจากวิดีโอเกมไปไม่รอดจริงๆ นะ ?

ภาพจาก - Bleedingcool.com

*คะแนนที่นำมาอ้างอิงในบทความนี้เป็นการตรวจสอบคะแนนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2018*

หนังจากเกมเจ๊งจริงหรือ ?

ภาพจาก - eBay.com

พอเห็นคะแนนของ Tomb Raider แล้วก็เลยอยากจะเช็คคะแนนของหนังเรื่องอื่นๆ ที่ผู้เขียนประทับใจในสมัยก่อนขึ้นมาตงิดๆ อย่างเรื่อง Mortal Kombat ตอนเด็กๆ ก็คิดว่าสนุกไม่หยอกนะ (แถมมาถ่ายเมืองไทยด้วย) ได้คะแนน Rotten Tomato 34%, IMDB 5.8/10, และ Metascore 58 หรือ Silent Hill ที่แฟนเกมหลายคนชื่นชมการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนให้เหมาะกับคนดูทั่วไป แต่ยังเก็บเอาเนื้อหาจากเกมมาได้ค่อนข้างครบก็ได้คะแนนชวนน้อยเนื้อต่ำใจ แบบนี้ Rotten Tomato 29%, IMDB 6.6/10 และ Metascore 31

ภาพจาก - Impawards.com

เพราะฉะนั้น หนังจากวิดีโอเกมไม่ใช่หนังเจ๊งซะทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็บอกได้ว่าหนังจากวิดีโอเกมนั้นยังไปไม่ถึงจุดที่เรียกว่าหนังดีเลยแม้แต่เรื่องเดียว ซึ่งผลพวงนั้นทำให้คนดูหนังทั่วไปจดจำว่า หนังจากวิดีโอเกมเป็นว่าที่หนังเจ๊งไปเสียทุกเรื่องมากกว่า

งั้นลองสร้างหนังจากเกมด้วยเนื้อเรื่องใหม่ แต่อิงระบบและบรรยากาศของเกมจะทำให้หนังดีขึ้นไหม ?

ประเด็นนี้ชาแนลที่เสวนาเรื่องเกมในเชิงการผลิตอย่าง Extra Credits เคยออกความเห็น บางทีการทำหนังจากวีดีโอเกมก็ไม่จำเป็นต้องดึงตัวเกมหรือตัวละครไปแบบตรงๆ ก็ได้ คนทำหนังน่าจะลองดัดแปลง 'ปัจจัยที่ทำให้เกมเป็นที่จดจำ' แล้วนำมาทำเป็นหนังเรื่องใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องอิงกับเนื้อเรื่องของวิดีโอดั้งเดิมโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น ถ้านำเกม Call Of Duty มาเล่าเป็นหนัง ทำไมถึงไม่ลองสร้างหนังสงครามในมุมมองบุคคลที่หนึ่งไปเลยล่ะ?

และภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทาง Extra Credits ยกเป็นตัวอย่างว่าเป็นหนังที่ลองดัดแปลง 'ปัจจัยที่ทำให้เกมเป็นที่จดจำ' ที่เคยสร้างมาแล้วอย่างเรื่อง Clue ซึ่งทำการดัดแปลงมาจากบอร์ดเกม Cluedo ซึ่งในหนังดังกล่าวเดินเรื่องด้วยตัวละครกลุ่มหนึ่งไปร่วมงานเลี้ยงในคฤหาสน์ที่ในงานต้องใช้นามแฝงแทนชื่อจริง และเมื่ออยู่ๆ มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น ทุกคนในบ้านหลังใหญ่จึงต้องพยายามพิสูจน์ว่าตนเองไม่ใช่คนร้ายและตามหาว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริง

ภาพจาก - Movieposter.com
ภาพจาก - Rogerebert.com

แต่…หนังเรื่องดังกล่าวได้คะแนน Rotten Tomato 45%, MDB 6.4/10 และ Metascore 49 แย่กว่า Clue เสียอีก ส่วนเรื่องรายได้ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน จากต้นทุนราว 137 ล้านเหรียญ กลับทำรายได้ในบ้านเกิด 85 ล้านเหรียญ ทั้งยังกล่าวกันว่าตัวหนังเรื่องนี้เป็นเหตุผลหลักที่ Square Soft ต้องยอมรวมบริษัทกับ Enix เพื่อความอยู่รอด

ส่วนไอเดียอีกอันที่ Extra Credits กล่าวเอาไว้ ว่าลองทำหนังแบบประเภทของเกมไปเลย ความจริงหนังเรื่อง DOOM ได้เคยทำเอาไว้เป็นฉากสั้นๆ ก่อนที่จะมีหนัง Hardcore Henry ซึ่งอาจจะไม่ได้ดัดแปลงมาจากวิดีโอเกมแต่ใช้มุมมองแบบเกมยิงบุคคลที่หนึ่งเดินเรื่องตลอดเรื่อง ก็ไปได้ดีในฝั่งรายได้ แต่ในฝั่งคำวิจารณ์ก็ยังไม่ถึงฝัน (Rotten Tomato 50%,  IMDB  6.7/10 กับ Metascore 51) เพราะงั้นแนวทางนี้อาจจะไม่ใช่แนวทางที่เวิร์กเสียทีเดียว

หรือเพราะเนื้อเรื่องเกมไม่เวิร์กอยู่แล้ว ?

ถ้าพูดถึงหนังทั่วๆ ไป จุดหนึ่งที่กำหนดความเป็นไปของหนังได้ก็คือตัวเนื้อเรื่อง ยิ่งเนื้อเรื่องน่าสนใจก็จะเป็นแรงจูงใจให้คนตีตั๋วเข้าไปดูหนังได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามองไปที่วิดีโอเกมซีรีส์ยอดนิยมหลายๆ เกม นั้นมีเนื้อเรื่องตั้งต้นที่ไม่ได้ดีมากขนาดนั้นน่ะสิ อย่างเกมที่เคยทำหนังไปแล้วอย่าง Super Mario ก็เป็นแค่เรื่องของชายหนุ่มที่ไปช่วยเจ้าหญิง, Tekken คนรวยที่มีปัญหาครอบครัว โปรยเงินจัดงานต่อยกันเพื่อเคลียร์ดราม่า, Double Dragon เป็นสองพี่น้องฝาแฝดบุกไปช่วยแฟนสาว ฯลฯ

ตอนที่เป็นเกมอยู่นั้นมันก็ไม่แย่อะไรหรอกครับ แต่พอจะต้องดัดแปลงมาเป็นหนังแล้ว พล็อตที่ว่านี้มันซ้ำอยู่เยอะ คนทำหนังจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดัดแปลงโครงเรื่องอะไรบางอย่างไปเพื่อให้เนื้อเรื่องของหนังมีอะไรนอกจากเป้าหมายหลักของตัวเกมบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่คนทำหนังก็มักจะใส่อะไรให้เยอะขึ้นมากกว่าทอนออก อย่างล่าสุดผู้เขียนเพิ่งได้เห็นตัวอย่างหนังที่สร้างจากเกม Dynasty Warriors หรือ Sangoku Musou ที่แปลงเรื่องไปเป็น ในเมืองจีนจะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ได้รับพลังมาจากเทพผานกู่ ที่เรียกว่าพลัง 'มุโซ' ซึ่งผู้มีพลังเหล่านี้สามารถครองแผ่นดินได้ …อะหือ เวอร์เกินเกมต้นฉบับไปพอตัวเลย

งั้นแปลว่าเกมจะมีพล็อตห่วยเสมอไปไหม คำตอบก็คือไม่ครับ อย่างช่วงนี้หลายๆ คนน่าจะเห็นหลายๆ เกมที่พล็อตดี อย่าง Nier: Automata ที่ชวนคิดชวนตั้งคำถามว่าแท้จริงการมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ ? BioShock ที่เล่าเรื่องเหมือนหนังแอคชั่นทั่วไป แต่อุดมไปด้วยคำถามเชิงปรัชญา, The Last Of Us ที่ทำให้คนเล่นหรือคนดูเกมเข้าใจว่าความสัมพันธ์แบบครอบครัวที่ไม่ได้มาจากครอบครัวนั้นมีอยู่จริง ฯลฯ

ถ้าไม่นับว่าเกมที่ยกชื่อไปเพิ่งออกไม่นานล่ะ ทำไมเราถึงยังไม่เห็นเกมเนื้อเรื่องดีเหล่านี้กลายเป็นหนัง มันยังมีอีกปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ต่อให้ใครเอาเกมเหล่านี้มาดัดแปลงไปเป็นหนังแบบดื้อๆ หนังก็ยังมีโอกาสเจ๊งอยู่ดี

ปัญหาที่น่าจะสำคัญที่สุดของหนังจากวิดีโอเกมก็คือ…

ภาพจาก - First Day on the Internet Kid

และนี่น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่ทำให้หนังจากวิดีโอเกมไปไม่ถึงฝันในแง่การเป็น 'หนังดี' เสียที

แล้วทำไมคนทำหนังถึงยังพยายามสร้างหนังจากวิดีโอเกมอีก ?

ภาพจาก - Impawards.com
ภาพจาก - SlashFilm.com

ซึ่งเงินที่เขาได้ไม่ใช่เงินจากรายได้ที่ล่อแฟนเกมไปดูในโรง แต่เป็นเรื่องกฎหมายในหลายๆ ประเทศของยุโรป ที่พยายามต้านการมาของภาพยนตร์จากฮอลลีวูดด้วยการเปิดกุศโลบายลดภาษีให้กับผู้สร้างหนังในประเทศนำเอาเงินลงทุนสร้างหนังมาใช้เป็นเงินลดหย่อนภาษีและขอรับเงินคืนได้ โดยเฉพาะในฝั่งเยอรมันที่ระบุว่าสามารถจ่ายภาษีตามสัดส่วนรายได้ของหนัง ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นไม่ใช่แค่ Boll ที่ทำ ค่ายหนังใหญ่ก็มักจะตั้งบริษัทสร้างหนังในเยอรมัน (หรือประเทศอื่นที่มีกฏหมายลักษณะคล้ายๆ กัน) เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่เมื่อหนังของ Boll ตีตราว่า 'เจ๊งแน่นอน' ก็จะทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับ Uwe Boll รวย รวย รวย นั่นเอง… จนกระทั่งทางเยอรมันทำการอัพเดตกฎหมาย การทำหนังห่วยรัวๆ ของ Uwe Boll ก็จบลง

ถ้างั้นทำไมหลังจากยุค 2000 ตอนต้นและหลังจากกฎหมายโดนปรับไปแล้ว ถึงยังมีคนทำหนังจากเกมอีก ? ส่วนหนึ่งก็แน่นอนว่าเจ้าของเงินทุนทำหนัง มองเห็นตัวเลขของคนเล่นเกมที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกหลายสิบล้านคน พวกเขาก็ย่อมอยากจะหารายได้จากกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เพราะคนสร้างหนังในยุคนี้นั้นเป็นกลุ่มคนที่โตมากับการเล่นเกม และเมื่อพวกเขามีความผูกพันกับมันขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็อยากจะสร้างหนังจากเกมในมุมมองของพวกเขาขึ้นมา

แล้วสุดท้ายเราจะได้มีโอกาสเห็นหนังจากวิดีโอเกมที่อยู่ในข่ายหนังดีไหม ผมเชื่อว่าเรามีโอกาส ซึ่งชาแนล Extra Credits ก็ยังยกตัวอย่างไว้ว่า ขนาด Lord Of The Rings ยังใช้เวลาเกือบ 50 ปีถึงจะได้หนังดีๆ ออกมาเลย ฝั่งวิดีโอเกมอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นสักหน่อย ลองดูได้จากการที่วิดีโอเกมพัฒนาไปได้มากขนาดในช่วงไม่กี่ทศวรรษนี้ดูสิ

ผมเชื่อว่า ความรัก ผูกผันและชื่นชอบวิดีโอเกม หรือ 'ความเป็นแฟน' นี่ล่ะที่จะเป็นอุปกรณ์นำทางให้คนทำหนังสามารถสร้างหนังจากวิดีโอเกมที่ดีออกมา แค่อาจจะต้องร้องเพลงรอกันอีกนิดเท่านั้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

Extra Credits

Game Theory

Collider

Gamespot

Forbes

Cinemablend

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...