โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

คุยกับ ‘Atome’ ถึงบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” เทรนด์แรงในไทยที่มีโอกาสโตถึง 16 เท่า

Positioningmag

อัพเดต 27 ก.พ. 2566 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2566 เวลา 09.06 น.

ในยุคนี้ถ้าจะต้องซื้อสินค้าที่มีราคาสูงสักชิ้นการ ‘ผ่อนจ่าย’ นับเป็นอะไรที่ช่วยได้มากเพราะเราไม่ต้องจ่ายเงินก้อน สามารถแบ่งจ่ายได้ตามกำลัง จนนำไปสู่เทรนด์ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ “Buy Now Pay Later” (BNPL) ที่กำลังเติบโตมากในไทย

รู้จัก BNPL

สำหรับคนไทยที่มีบัตรเครดิตก็น่าจะชินกับการผ่อนจ่ายสินค้าผ่านบัตรฯ อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นของที่มีราคาสูงสักนิดโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น แต่ด้วยการมาของบริการ Buy Now Pay Later ที่ช่วยให้ผ่อนชำระสินค้าที่มีมูลค่าน้อยลงมา

โดยบริการ Buy Now Pay Later นี้ จะสามารถแบ่งผู้เล่นได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

  • Pure Pay หรือ แพลตฟอร์ม Buy Now Pay Later โดยเฉพาะ ปัจจุบันในไทยมีผู้ให้บริการประมาณ 2-3 ราย

  • Close ecosystem ฟีเจอร์ที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในอีโคซิสเต็มส์ของตัวเอง เช่น SPayLater ของ Shopee

  • Bank หรือ บริการ BNPL จากธนาคารเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในด้านของดิจิทัล เพย์เมนต์โลก โดยในปี 2021 มีปริมาณการทําธุรกรรมการชําระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time payment transactions) ประมาณ 9.7 พันล้านครั้ง มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศอินเดียและจีน และคาดว่าการใช้จ่ายทางดิจิทัลจะเติบโตขึ้นถึง 12% ภายในปี 2025 จากการส่งเสริมนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่บริการ BNPL ถือเป็นหนึ่งในการชําระเงินที่เติบโตไวที่สุด โดยปัจจุบันมีการเติบโตเฉลี่ยกว่า 50% ต่อปี และคาดว่าจะเติบโตถึง 16 เท่า จาก 893 ล้าน เป็น 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2021-2028

ลูกค้าผ่อนได้ ร้านก็ขายได้มากขึ้น

หนึ่งในผู้เล่น Pure Pay ในตลาดไทยที่พึ่งทำตลาดได้ประมาณ 1 ปีก็คือ Atome (อาโตมี่) หนึ่งในธุรกิจของ Advance Intelligence Group หรือ AI Group สตาร์ทอัพด้านฟินเทคระดับยูนิคอร์นรายแรกของสิงคโปร์ ปัจจุบันให้บริการใน 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง จีน และไทย มีผู้ใช้รวม 30 ล้านคน มียอดการใช้จ่ายรวม 3 พันล้านเหรียญ โดย Atome ได้เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปลายปี 2021

“แม้บริการ BNPL จะมีมานาน แต่เราพึ่งเข้ามาไทยเพราะเรามองว่าไทม์มิ่งสำคัญมาก ปีที่ผ่านมาทุกคนพยายามจะเพิ่มยอดขาย และช่องทางการชำระเงินเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นการจับจ่าย โดยเฉพาะการซื้อก่อนจ่ายทีหลังที่ช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้า ช่วยให้เขาตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น” ภูมิพงษ์ ตันเจริญผล ผู้จัดการทั่วไป Atome ประจำประเทศไทย กล่าว

หลังจากให้บริการได้ 1 ปีเต็ม Atome พบว่า บริการ BNPL เพิ่มมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง (increase basket size) ถึง 35% ปัจจุบันแพลตฟอร์มมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 2,500 บาท/ครั้ง และการใช้บริการจะเน้นไปที่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยหมวดหมู่สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น,บิวตี้, ท่องเที่ยว, สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าตกแต่งบ้าน

“บริการ BNPL จะต่างจากการผ่อนของบัตรเครดิตที่เป็นสินค้าใหญ่ ๆ แต่จะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเขาสามารถแบ่งจ่ายได้ เขาก็สามารถจะซื้อสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นได้ เพราะเขารู้ว่าเขามีกำลังจ่ายนะ แต่เป็นในอนาคต ดังนั้น บริการของเราจะเน้นตอบโจทย์สินค้าประจำวัน และการใช้จ่ายระยะสั้น”

วางเป้าผู้ใช้โต 3 เท่า พร้อมขยายพาร์ทเนอร์กลุ่มคลินิก

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา Atome มียอดใช้จ่ายรวม 1,500 ล้านบาท มีผู้ใช้งานรวม 750,000 คน ปัจจุบันแอคทีฟประมาณ 400,000 คน โดยผู้ใช้ 78% เป็นผู้หญิง กลุ่มอายุ 26-35 ปี มีสัดส่วนใหญ่ที่สุด (45%) ตามด้วยกลุ่ม 36-55 ปี (31%) โดยในปี 2023 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าให้ได้ 2-3 เท่า โดยจะเน้นไปที่กลุ่ม First Jobber ที่เริ่มทำงานมีรายได้ ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดตัว Atome+ Point รอยัลตี้โปรแกรมสำหรับใช้แลกส่วนลดหรือสินค้าต่าง ๆ จากพาร์ทเนอร์ เพื่อกระตุ้นการใช้งาน

ส่วนพาร์ทเนอร์ร้านค้าคาดว่าจะเติบโตจาก 1,300 ราย เป็น 2,000 ราย โดยในช่วงไตรมาส 2 จะมีพาร์ทเนอร์ใหม่ เช่น King Power, AI-Futtaim Group, Major Cineplex และ Super Sports นอกจากนี้ แพลตฟอร์มจะเพิ่มพาร์ทเนอร์เพย์เมนต์เกตเวย์อีก 3-4 รายเพื่อเพิ่มความสะดวกของการใช้บริการ

“ปีนี้จะเป็นปีที่เราเน้นเพิ่มผู้ใช้งาน ส่วนร้านค้าพันธมิตรจะเริ่มโฟกัสไปที่แบรนด์ย่อย ๆ มากขึ้น จากตอนแรกที่เน้นไปที่แบรนด์ใหญ่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยในปีนี้เราเห็นโอกาสในกลุ่มของคลินิกความงาม, คลินิกทันตกรรม และเฮลท์แคร์”

ทิ้งห่างคู่แข่ง 5 เท่า

ในส่วนของการแข่งขัน ภูมิพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ดุเดือด หากนับเฉพาะผู้เล่น Pure Pay แพลตฟอร์ม Atome ทิ้งห่างคู่แข่งถึง 5 เท่า เนื่องจากจุดเด่นของ Atome คือ ใช้งานได้แบบ Omnichannel สามารถจ่ายแบบ Offline หรือช้อป Online ผ่านแพลตฟอร์มได้เลย โดยลูกค้าสามารถผ่อนจ่ายได้ 3 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ชำระค่าสินค้าให้ก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่ชำระตามกำหนด บัญชีจะถูกล็อกจนกว่าจะจ่ายครบ พร้อมคิดดอกเบี้ยที่ 0.25% ทั้งนี้ ระบบในปัจจุบันจะตัดผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเท่านั้น ยังไม่สามารถผูกกับบัญชีธนาคารได้

“คู่แข่งรายอื่นก็ไม่ได้รุกตลาดหนักมาก ในขณะที่ผู้ให้บริการอย่าง Shopee เราเชื่อว่าเขาคงจะไม่เอาฟีเจอร์ออกมานอกอีโคซิสเต็มส์ ส่วนบริการ BNPL ของแบงก์ก็คิดดอกเบี้ยในการการผ่อน แต่เราไม่คิด เพราะเราค่าธรรมเนียมจากร้านค้า ซึ่งเรามองว่าแบงก์คงไม่โฟกัสที่ BNPL เพราะเขาเป็นองค์กรใหญ่ มีบริการหลักให้โฟกัสมากกว่า

BNPL ไม่เกี่ยวกับหนี้ครัวเรือน

แน่นอนว่าบริการ BNPL ได้ถูกมองว่ามีส่วนทำให้เกิด หนี้เสีย หรือทำให้เกิดพฤติกรรมการ ใช้จ่ายเกินตัว แต่ ภูมิพงษ์ มองว่าไม่เกี่ยว เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมูลค่าไม่สูงมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะคำนวณแล้วว่ามีกำลังพอจ่ายได้ใน 3 เดือน ที่น่าเป็นห่วงคือ หนี้นอกระบบมากกว่า

“เรามองว่าการผ่อนจ่ายสินค้ากับการกู้เงินมาซื้อของมันต่างกัน แลพแพลตฟอร์มเราก็แสดงให้เขาเห็นเลยว่าต้องผ่อนเท่าไหร่ ไหวไหมหากจะซื้อ ซึ่งเราก็มีความกังวลเรื่องหนี้เสียเหมือนกัน ดังนั้น แพลตฟอร์มเราก็จะมีระบบคอยดูธุรกรรมที่ผิดปกติ หรือห้ามซื้อสินค้าที่แปลเป็นเงินสดง่าย เช่น ทองคำ ซึ่งปัจจุบันอัตราหนี้เสียเราต่ำมากไม่ถึง 1%”

มุ่งสู่ไฟแนนเชียลซูเปอร์แอป!

ภูมิพงษ์ ทิ้งท้ายว่า บริการ BNPL เป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Atome โดยบริษัทยังมีบริการทางการเงินอื่น ๆ ที่อาจจะทำตลาดในอนาคต อาทิ Atome Card หรือบริการบัตรเครดิตที่ให้บริการแล้วในฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย โดยเป้าหมายระยะยาวของ Atome ต้องการเป็น ไฟแนนเชียลซูเปอร์แอป ในไทย

“ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทแม่ให้ความสำคัญ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ทั้งการใช้งานมือถือ อินเตอร์เน็ต การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และความพร้อมของรีเทล และในปี 2023 ถือเป็นปีที่กำลังเปลี่ยนผ่าน หลายองค์กรกำลังกลับมาฟื้นตัวเพราะผู้บริโภคกลับมาจับจ่าย แต่ตอนนี้ร้านไม่ใช่แค่ต้องการเพิ่มยอดขาย เขาต้องการหาลูกค้าที่เด็กลง เขาไม่ได้ต้องการแค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ต้องการเครื่องมือที่พาลูกค้ามาหาเขา ดังนั้น เรามีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจเหล่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...