โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คอนเทนต์พิเรนทร์เป็นเหตุ! "ร้านซูชิญี่ปุ่น" เลิกใช้ระบบสายพาน

Khaosod

อัพเดต 08 มี.ค. 2566 เวลา 09.42 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2566 เวลา 08.39 น.

อวสานมื้อโปรด ร้านซูชิดังในญี่ปุ่น เลิกใช้ระบบสายพาน เปลี่ยนมารับออเดอร์แทน หลังคลิปไวรัลวัยรุ่นทำพฤติกรรมพิเรนทร์


จากเหตุการณ์ต้นเรื่องที่เป็นคลิปไวรัลบนโลกโซเชียลฯ มีกลุ่มวัยรุ่นในญี่ปุ่นทำพฤติกรรมไม่ถูกสุขอนามัยอย่างร้ายแรงด้วยการเลียขวดโชยุ รวมถึงป้ายน้ำลายไว้ที่ซูชิที่วิ่งไปตามสายพาน ในร้านอาหารญี่ปุ่นจนพฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า“Sushi Terrorism” หรือ อาชญากรรมซูชิ

เรื่องนี้ทำให้ร้านซูชิ พากันหาวิธีป้องกันพฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบของลูกค้าและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพราะกลายเป็นวิกฤติหนักหน่วง สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยทางร้านซูชิแห่งนึง แก้เกมให้ “ลูกค้า” กลับมาเชื่อมั่นใน ‘ซูชิสายพาน’ อีกครั้ง ผุดไอเดียติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมทั้งระบบ AI ที่วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า ผสานกับทีมงานที่คอยนั่งตรวจผ่านกล้อง


ไม่เพียงแค่นั้น บางร้านพยายามจะเพิ่มความสะอาดด้วยการใช้ฝาพลาสติกใสเพื่อสร้างความมั่นใจ อีกทั้งทางร้านซูชิ ยังอัพเกรดระบบของตัวเอง ให้คอยสอดส่องพฤติกรรมของลูกค้า เช่น เปิดฝาแต่วางกลับเข้าไปที่สายพานอีกครั้ง และถ้าหากว่าลูกค้าทำอย่างนั้นจริงๆ ระบบ AI จะ “แจ้งเตือน” ไปที่ศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ซึ่งพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกด้วย

แต่เมื่อเกิดเหตุวัยรุ่นเล่นพิเรนท์ และคำนึงพบกระทบที่เกิดขึ้น ล่าสุดร้านซูชิใหญ่ชื่อดังในญี่ปุ่น จึงได้ยกเลิกการหยิบอาหารที่วิ่งไปบนสายพานซูชิ และเปลี่ยนมาเสิร์ฟอาหารตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งแทน โดยลูกค้าสามารถสั่งกับพนักงาน หรือจากจอสั่งอาหารที่ติดอยู่ตามโต๊ะก็ได้ เพื่อป้องกันพฤติกรรมไร้ความรับผิดชอบของลูกค้าซ้ำรอย และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูล : Japantoday

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...