โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วินเทจ Rolex GMT-Master ราคายังดี สวนกระแสราคานาฬิกาหรูมือสองขาลง

THE STANDARD

อัพเดต 29 ก.ค. 2567 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • thestandard.co
วินเทจ Rolex GMT-Master ราคายังดี สวนกระแสราคานาฬิกาหรูมือสองขาลง

ดูเหมือนจะยังไม่มีข่าวดีสำหรับตลาดนาฬิกาหรูมือสอง เพราะหลังจากจบไตรมาสที่ 2 ของปีไปหมาดๆ ล่าสุดรายงานดัชนีตลาดโดยรวมจาก WatchCharts ที่ติดตามนาฬิกาหรู 60 เรือนจาก 10 แบรนด์ในตลาดมือสองเผยว่า ราคายังคงลดลงเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน โดยลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก 2.1% และ 1.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี

หากเทียบการเปลี่ยนแปลงปีต่อปีมีเพียง 5 แบรนด์เท่านั้นที่มีราคาสูงขึ้น เช่น Montblanc +2.4% และ Hamilton +2.2% ส่วนแบรนด์ระดับไฮเอนด์อย่าง A. Lange & Söhne ลดลง -5.3%, Breitling -5.9%, Omega -6.8%, Rolex -7.2% และ Audemars Piguet -12.5% โดยนักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley เชื่อว่า ราคาจะยังไม่คงที่ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนนาฬิกามือสองหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดมากกว่าความต้องการถึง 3 เท่า และหากเทียบกับปี 2021 ขณะนี้มีนาฬิกามือสองมากกว่า 4 เท่า แต่ถึงอย่างนั้นก็มีประมาณ 2 ใน 3 รุ่น ยังคงมีมูลค่าในตลาดขายต่อมากกว่ารุ่นใหม่จากร้านค้าปลีก

สำหรับแบรนด์ยอดนิยมอย่าง Rolex มีราคาขายต่อของแบรนด์ลดลงอีก 2.2% จากไตรมาสก่อน รวมแล้วลดลง 2.1% ในไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน โดยมีนาฬิการุ่นหายากอย่าง Daytona ช่วยพยุงราคาของทั้งแบรนด์เอาไว้ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อ Rolex Daytona ได้จากร้านค้าปลีก

จากรายงานข่าวของ Robb Report ปัจจุบัน Rolex Daytona 126500LN ราคาขายปลีกอยู่ที่ 15,100 ดอลลาร์ หรือราว 545,000 บาท แต่ในตลาดมือสอง นาฬิการุ่นนี้อาจราคาอาจพุ่งไปถึง 30,000 ดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านบาท เพราะต้องใช้เวลารอคิวจองในร้านค้าปลีกเป็นเวลาหลายปี ส่วนหนึ่งก็เป็นกลยุทธ์ของสินค้าในกลุ่มลักชัวรีที่ต้องจำกัดการเข้าถึงของสินค้า แบบเดียวกับที่ Louis Vuitton และ Hermès มักผลิตน้อยกว่าความต้องการประมาณ 20% ซึ่ง Rolex ก็ลดการผลิต Daytona ลงตั้งแต่ปี 1988 ส่วนรุ่นอื่นๆ ก็หาได้ไม่ง่ายเช่นกัน

เมื่อปีที่แล้ว Rolex ก็เปิดโปรแกรม Certified Pre-Owned เพื่อเป็นผู้เล่นในตลาดมือสองเสียเอง ทั้งเพื่อบรรเทาความขาดแคลนของร้านค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก Rolex และเป็นแหล่งรายได้ที่น่าสนใจแบบเดียวกับที่ Ferrari เคยทำได้มาแล้ว ซึ่งหากเทียบจากสถิติในปี 2022 ยอดขายนาฬิกามือสองเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดขายนาฬิกาใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 12% เท่านั้น

Rolex อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองคือ GMT-Master โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Rolex Pepsi GMT-Master II (Ref. 126710BLRO) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Pepsi’ เป็นเพียง 1 ใน 2 สองรุ่นที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 2.9% ในช่วง 12 เดือน ซึ่งรุ่นนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินในปี 1955 โดยมีเข็มนาฬิกาติดตามเวลา 24 ชั่วโมง และใช้กรอบ 2 สีคือ สีแดงสำหรับเวลากลางวัน และสีน้ำเงินสำหรับกลางคืน หลังจากนั้นจึงมีการนำสีอื่นๆ มาใช้ในภายหลัง

GMT-Master เป็นรากฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ Rolex

และนี่คือนาฬิกา 5 เรือนที่เป็นตัวแทนของคอลเล็กชันที่ดีที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นที่ต้องการ น่าสะสม และมีคุณค่ามากที่สุดที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้

1. Rolex GMT-Master 6542 จากปี 1958 ราคาประมาณ 2.34 ล้านบาท

นาฬิกา GMT-Master 6542 วินเทจที่มีพื้นฐานมาจาก Turn-O-Graph (Ref. 6202) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1955 ด้วยกรอบเบเซลที่แยกครึ่งบนเป็นสีน้ำเงินและครึ่งล่างเป็นสีแดงเพื่อแสดงเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อ BLRO ที่จะกำหนดคอลเล็กชัน และนาฬิกา GMT อื่นๆ ของ Rolex จนถึงปัจจุบัน โดยนำมาจากสองอักษรต้นของคำว่า BLue และ ROuge และเนื่องจากนาฬิการุ่นนี้ใช้วัสดุ Bakelite หรือพลาสติกทางวิศวกรรมที่ค่อนข้างเปราะ ทำให้รุ่นที่เป็นออริจินัลเหลืออยู่ในปัจจุบันน้อยมาก

2. Rolex GMT-Master 1675/8 Yellow Gold จากปี 1977 ราคาประมาณ 1.32 ล้านบาท

ความน่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้ นอกจากตัวเรือนที่ทำจากวัสดุล้ำค่าอย่างทองคำแล้ว ยังเป็นการปรับปรุงโทนสีให้เป็นสีน้ำตาลทั้งหมด ไม่ใช่แบบทูโทน จับคู่ไปกับสายแบบ Jubilee เข้ากับหน้าปัดและกรอบสีน้ำตาล (ไม่ใช่แบบสองสี) และยังปรับปรุงตำแหน่งบอกชั่วโมงให้เป็นรูปทรงกรวย เปลี่ยนบุคลิกของ GMT-Master และเข้ากับสีใหม่อย่างลงตัว

3. Rolex GMT-Master 1675 Double Signed จากปี 1963 ราคาประมาณ 1.19 ล้านบาท

Rolex GMT-Master 6542 ผลิตจนถึงปี 1959 จากนั้นก็แทนที่ด้วยรหัส 1675 และผลิตต่อมาจนถึงปี 1980 โดยในรุ่นนี้ใช้ขอบหน้าปัดอะลูมิเนียม แม้จะมีเสน่ห์ไม่เท่ากับวัสดุ Bakelite แต่ก็ใช้งานได้จริงมากกว่า นอกจากนี้ยังใช้กลไก Calibre 1565 และนำ Crown Guard มาใช้กับตัวเรือนแตกต่างจากรุ่น 6542 ทำให้มีความคงทนมากกว่า จนกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสม

4. Rolex GMT-Master 16758 Yellow Gold จากปี 1984 ราคาประมาณ 1.25 ล้านบาท

เวอร์ชันอัปเดตของ 1675 โดยในปี 1981 Rolex เริ่มเปลี่ยน GMT เป็นรหัสอ้างอิง 5 หลัก และเพิ่มความทันสมัยเข้าไป เช่น กลไกอัปเดตพร้อมคุณสมบัติแสดงวันที่แบบตั้งค่าเร็ว มาพร้อมกับหน้าปัดแบบด้านขอบ White Gold และหน้าปัดแบบมัน โดย GMT รุ่นนี้ผลิตแบบ Yellow Gold เต็มรูปแบบและแบบทูโทนด้วย

5. Rolex GMT-Master II 16760 ราคาประมาณ 1 ล้านบาท

ในปี 1983 Rolex เปิดตัวการอัปเดต GMT ครั้งใหญ่ด้วยรหัสอ้างอิง 16760 ซึ่งเป็น GMT-Master II รุ่นแรก และมีการผลิตเพียง 5 ปีเท่านั้น โดยมีชื่อเล่นอีกอย่างว่า ‘Fat Lady’ เนื่องจากมีตัวเรือนที่หนาขึ้น และนำกรอบหน้าปัดชั่วโมง White Gold มาใช้ พร้อมกับกรอบสีแดงและสีดำ หรือที่เรียกว่า ‘Coke’ และสาเหตุที่เคสต้องหนาและอ้วนนั้นเพื่อรองรับกลไก Calibre 3085 ซึ่งตัวเครื่องมีขนาดหนาและใหญ่นั่นเอง

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...