โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะข้อมูล “ดีสโตน” ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ กับยอดขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท กำลังเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 02.03 น. • ศุภมาศ ศรีขำ

ไทยเป็นประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์และมีโรงงานตั้งอยู่ในไทยย่อมได้รับผลบวกจากข้อได้เปรียบนี้ เพราะสามารถเข้าถึงยางธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ง่ายและมีต้นทุน ซึ่ง “บริษัท ดีสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ผู้ผลิต จำหน่าย และส่งออกยางล้อสำหรับยานพาหนะประเภทต่าง ๆ เป็นหนึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว
โดย บริษัท ดีสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางล้อชั้นนำมาตรฐานระดับโลกของประเทศไทย มีเครือข่ายการขายและการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดบริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า “DEE”เพื่อขยายกำลังผลิตสร้างการเติบโตที่มากกว่า ดังนั้นก่อนที่บริษัทจะเข้าทำการซื้อขาย Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาดูว่าธุรกิจของ ดีสโตน น่าสนใจแค่ไหนและมีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร

ดีสโตน ผู้ผลิตยางสัญชาติไทยไปตลาดโลก

ดีสโตนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางล้อหลากหลายรูปแบบ เช่น ยางรถจักรยานยนต์และจักรยาน (Two-Wheel)ยางไบแอส (Bias Tire) สำหรับรถและเครื่องจักรที่ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ยางเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก รวมถึงยางรถบรรทุกและรถโดยสาร ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ได้แก่ Deestone, Thunderer, D-master, BLU HORSE และแบรนด์ของลูกค้า (Private Brand) ในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอื่นๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย
โดยสินค้าของดีสโตนจะวางขายในประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายสินค้าช่องทาง Traditional Trade จำนวนกว่า 400แห่ง ซึ่งครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย และร้านค้าช่องทาง Modern Trade ซึ่งเป็นศูนย์บริการบำรุงรักษารถยนต์ชั้นนำ จำนวนกว่า 300 แห่ง ส่วนตลาดต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดีสโตนส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายสินค้ากว่า 100ประเทศทั่วโลก

เข้าถึงวัตถุดิบง่าย-ต้นทุนต่ำ

จุดแข็งที่ทำให้ดีสโตนได้เปรียบและสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ในตลาดโลกได้คือ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ แรงงานมีองค์ความรู้ และมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่ากว่า นับตั้งแต่ปี 2534ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตยางล้อรถยนต์ จึงช่วยให้ผู้ผลิตยางล้อในไทยลดความผันผวนของราคายางธรรมชาติได้ นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของไทยซึ่งใกล้กับประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น กัมพูชา สปป.ลาวและประเทศเมียนมา จะทำให้ผู้ประกอบการในไทยสามารถเข้าถึงแรงงานจำนวนมากในต้นทุนที่ต่ำแต่มีทักษะความสามารถสำหรับการผลิตยางล้อได้

เติบโตดีกว่าอุตสาหกรรม

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง ดีสโตนมีรายได้จากการขายสินค้าเติบโตจาก 18,077.3 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 19,132.4 ล้านบาท ในปี 2564 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 1.9%
ส่วนกำไรมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 18% จาก 836.3 ล้านบาท ในปี 2561เป็น 1,374.0 ล้านบาท ในปี 2564ซึ่งทำได้ดีกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของตลาดยางล้อทั่วโลกที่ลดลง 1%เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขายระหว่างปี 2561 ถึงปี 2563 ตามข้อมูลของ Frost & Sullivan

ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตแตะ 4.5 แสนตัน

เพื่อขยายฐานลูกค้าและรองรับการเติบโตในตลาดโลก ดีสโตนมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตที่ติดตั้งให้มากกว่า 450,000ตันภายในปี 2569จากปี 2564 อยู่ที่ราว 339,675ตัน โดยเฉพาะกำลังการผลิตที่ติดตั้งแล้วสำหรับยางเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก ยางรถบรรทุกและรถโดยสาร และยางไบแอส (Bias Tire) สำหรับรถและเครื่องจักรที่ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ด้วยการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตใหม่ และการก่อสร้างโรงงานใหม่ 2 แห่ง
ปัจจุบันดีสโตนมีโรงงาน 5 แห่งในประเทศไทย มีคลังสินค้า 20 หลัง และศูนย์กระจายสินค้า 8 แห่ง และมีความสามารถในการจัดเก็บวัตถุดิบรวมมากกว่า 27,200 ตัน รวมถึงสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วมากกว่า 30,300 ตัน

สัดส่วนการถือครองหุ้น

ดีโสตนมีทุนจดทะเบียน 3,132 พันล้านบาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2,705 พันล้านบาท โครงสร้างการถือหุ้น ณ วันที่ 15 ต.ค. 64 มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น กลุ่มครอบครัววงศาริยวานิช รวม 72.22% ซึ่งภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จะลดสัดส่วนลงเหลือ 63.36% (ภายใต้สมมติฐานว่ามีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) ส่วน Fitzroy Capital Group Limited ถือหุ้น 10% และ Stanhurst Power Limited ถือหุ้น 10% จะขายหุ้นออกทั้งสองราย

ข้อมูลเสนอขายหุ้น IPO

ดีโสตนจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 842,000,000 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 28% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO แบ่งเป็น

  • หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 301,000,000 หุ้น

  • หุ้นสามัญเดิม เสนอขายโดย Fitzroy Capital Group Limited จำนวนไม่เกิน 270,500,000 หุ้น

  • หุ้นสามัญเดิม เสนอขายโดย Stanhurst Power Limited จำนวนไม่เกิน 270,500,000 หุ้น

ทั้งนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 126,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ โดยดีโสตนมีราคาพาร์อยู่ที่ 1.00 บาท และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) หมวดธุรกิจยานยนต์ โดยมี บล.กสิกรไทย และบล.เกียรตินาคินภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุน ดีสโตนจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินต่างๆ สร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และพัฒนาระบบและจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงซื้อวัตถุดิบและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...