โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

ราสมาลัย หวานนุ่มชุ่มนมอย่างอินเดีย

KRUA.CO

อัพเดต 26 พ.ย. 2564 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2564 เวลา 10.00 น. • KRUA.CO | Food is a Big Deal เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหาร

ชวนทำของหวานยอดนิยมจากแดนภารตะอย่าง ‘ราสมาลัย’

ราสมาลัย (रसमलाई - Ras Malai) คือขนมหวานอินเดียอันดับหนึ่งในดวงใจของฉัน ด้วยว่ามันหวานกำลังดี หอมกลิ่นกระวานเขียว และมีความมันนุ่มนวลจากชีสอย่างอินเดียและน้ำนมที่เคี่ยวจนเนื้อข้นหนา เมื่อรวมกับความกรุบกรอบเคี้ยวเพลินจากพิสตาชิโอและอัลมอนด์สับหยาบก็กลายเป็นการปิดมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะนึกออก 

ยามที่พูดถึงขนมหวานอินเดีย หลายคนอาจจะนึกถึงรสหวานที่หวานจัดจนแสบไส้ น้ำเชื่อมหวานเยิ้มหยดติ๋ง และคาร์โบไฮเดรตมหาศาลจากแป้งและสารพัดถั่ว ซึ่งก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลเพราะคนอินเดียเชื่อว่าของหวานต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะให้ความสดชื่นหลังมื้ออาหารแล้ว ยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้พลังงานมากๆ เพื่อที่จะได้มีแรงไปทำงานและใช้ชีวิตต่อได้ตลอดทั้งวัน

แต่ไม่ใช่กับขนมหวานขวัญใจฉันอย่าง ‘ราสมาลัย’ แน่ ๆ เพราะความหวานหอมของราสมาลัย เมื่อเทียบกับลิ้นคนไทยอย่างฉันก็ยังอยู่ในระดับหวานพอดี หวานกลมกล่อม หวานชื่นใจแต่ไม่แสบคอ ใครที่อยากลองเข้าวงการขนมอินเดียดูบ้าง ฉันมักจะแนะนำชวนลองกินราสมาลัยก่อนเสมอเลยค่ะ

ราสมาลัยเป็นขนมที่ประกอบไปด้วย 4 ยอดกุมารแห่ง India Sweet นั่นก็คือ นม น้ำตาล ถั่ว และเครื่องเทศ แต่จะเน้นหนักที่นมเสียมากกว่า หากพูดให้เห็นภาพง่ายๆ มันก็คือการนำชีสไปต้มในน้ำเชื่อมแล้วนำมาแช่ในน้ำนมที่เคี่ยวจนรสชาติเข้มข้น ปรุงกลิ่นให้หอมด้วยกระวานเขียวและหญ้าฝรั่น พร้อมเพิ่มรสสัมผัสกรุบกรอบด้วยถั่วอย่างพิสตาชิโอสับหยาบและอัลมอนด์หั่นแท่ง เสิร์ฟแบบแช่มาเย็นๆ กินหลังมื้ออาหารชื่นใจแบบลืมนับแคลอรีไปเสียทุกที

ราสมาลัยมีส่วนประกอบคือ ตัวราสมาลัยที่นุ่มฟูคล้ายฟองน้ำเรียกว่า ‘เฉนา’ (दही - Chhena) ซึ่งเกิดจากการนำนมมาต้มแล้วเติมกรดลงไปเพื่อทำให้โปรตีนตกตะกอน แบบเดียวกับการทำคอตเทจชีส หากนำตะกอนนั้นไปเทลงพิมพ์ให้จับตัวเลยจะได้ ‘ปนีร์’ (पनीर - Paneer) หรือชีสที่ใส่ในแกงและอาหารอินเดียแบบต่างๆ แต่การทำตัวราสมาลัยเราต้องการให้ชีสมีความชื้นน้อยที่สุด เพื่อให้มันไปดูดซับความหวานมันของน้ำนม เราจึงต้องนวดและคั้นเอาของเหลวออกให้มาก ส่วนน้ำนมหวานๆ ที่แช่มาคือ ‘มาลัย’ (मलाई - Malai) ซึ่งหมายถึงครีมหรือนมนั่นเอง

ราสมาลัยน่าจะมีแหล่งกำเนิดอยู่ในอินเดียตะวันออก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบรรดาขนมอินเดียที่ประกอบไปด้วยก้อนชีสทั้งหลาย แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าสูตรดั้งเดิมของราสมาลัยเกิดขึ้นที่ร้านขนมหวานชื่อดังในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก อย่าง KC Das. (K.C. Das Grandson Pvt. Ltd.) แต่จริงๆ ก็ยังไม่ได้มีหลักฐานอื่นมายืนยันเป็นชิ้นเป็นอัน พูดไปก็กลัวจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสงครามแย่งชิงราสกูลาเอาเสียเปล่าๆ 

(ราสกูลาเป็นขนมหวานจากชีสคล้ายกันกับราสมาลัยนี่แหละค่ะ แต่ไม่ได้มีการนำมาแช่ในน้ำนม ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง ก็เกิดวาระแห่งชาติอินเดียขึ้น เมื่อรัฐเบงกอลตะวันตกและรัฐข้างๆ อย่างโอริสสาเปิดศึกแย่งชิงกันอย่างดุเดือดว่าใครเป็น ‘ออริจินัล’ ของราสกูลากันแน่ ใครสนใจอ่านเรื่องสงครามแย่งชิงราสกูลา คลิกอ่านได้ที่นี่นะคะ จบดราม่าราสกูลาระดับชาติสองปีครึ่ง)

นักชิมบางคนบอกว่า ราสมาลัยถ้าจะให้อร่อยก็ต้องไปกินที่อินเดียตะวันออกจริงๆ เพราะว่ารสชาติของน้ำและคุณภาพของนมมีผลต่อความหวานมันของราสมาลัยด้วยเหมือนกัน (ซึ่งเมืองโกลกาตานี่ก็นั่งเครื่องไปจากไทยแค่ 4-5 ชั่วโมงอีกต่างหาก มันน่านัก!) แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนแดนภารตะเสียที จึงทำได้แค่เดินเล่นในย่านพาหุรัดไปพลางๆ 

แต่ทั้งนี้ฉันก็พอจะบรรยายรสชาติของราสมาลัยได้ว่า มันคล้ายกับขนมปังในจ้ำบ๊ะหรือน้ำแข็งไส ที่ดูดเอาความหวานของน้ำหวานไว้ แต่เนื้อของราสมาลัยจะมันและหอมนมมากกว่า ส่วนน้ำหวานก็ไม่ได้มีกลิ่นสละจากน้ำหวานเข้มข้น แต่เป็นความมันของนม กลิ่นกระวานเขียว และกลิ่นหญ้าฝรั่น

ราสมาลัยที่ดีควรจะมีเนื้อสัมผัสแบบฟองน้ำ เพื่อจะได้อุ้มเอาน้ำนมไว้ให้ได้มากๆ เมื่อตักราสมาลัยเข้าปาก น้ำนมมันๆ หวานๆ ก็จะแผ่ไปทั่วปาก ทั้งบนลิ้นและกระพุ้งแก้ม เคล็ดลับของฉันคือต้องใช้เวลาในการละเมียดเคี้ยวสักหน่อยแล้วเราจะได้กลิ่นเครื่องเทศที่อบอวลในช่องปากชัดเจนขึ้น 

แต่พูดก็พูดเถอะ ราสมาลัยก็ไม่ใช่ขนมที่หากินได้ง่ายนัก และไม่ใช่ร้านอาหารอินเดียในไทยจะมีขายทุกร้าน เพราะมันเก็บไว้ได้ไม่นาน ด้วยเหตุผลว่า หนึ่ง เป็นขนมที่ทำมาจากนมจึงเสียง่าย และสอง ต่อให้แช่เย็นเก็บไว้ เนื้อสัมผัสแบบฟองน้ำหยุ่นๆ นั้นก็จะหายไปในวันสองวัน เพราะฉะนั้นก็จงอย่าให้ความหายากมาเป็นอุปสรรคในการกิน เราจงมาลงครัวต้มนม ทำราสมาลัยโฮมเมดกินเองกันดีกว่าค่ะ

ราสมาลัย 
สำหรับ 4-5 คน

Ingredient

ตัวราสมาลัย (Chhena)

  • นมสดชนิดจืด 4 ถ้วย  
  • น้ำส้มสายชู 2  ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำ 1 ช้อนโต๊ะ 
  • แป้งข้าวโพด 1   ช้อนชา 
  • น้ำแข็ง

น้ำเชื่อมสำหรับต้ม 

  • น้ำ 4 ถ้วย  
  • น้ำตาลทราย 1  ถ้วย 

น้ำนมเครื่องเทศ

  • นมสดชนิดจืด  2 ถ้วย  
  • น้ำตาลทราย 2  ช้อนโต๊ะ  
  • อัลมอนด์หั่นแท่ง 1 ช้อนโต๊ะ 
  • พิตาชิโอสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เม็ดกระวานเขียวป่น 1/8 ช้อนชา
  • หญ้าฝรั่น เล็กน้อย 

Steps

1.เริ่มจากการทำตัวราสมาลัยกันก่อน ด้วยการตั้งนมบนไฟกลาง (ถ้าเป็นไปได้เลือกใช้นมเต็มมันเนยนะคะ) หมั่นคนบ่อยๆ อย่าให้นมไหม้ติดก้นหม้อ พอนมเดือดเป็นฟองฟูแล้วให้ปิด และใส่น้ำส้มสายชูลงไปทันที

2.หลังจากนั้นโปรตีนในนมจะเริ่มตกตะกอนแยกส่วนออกมาเป็นตัวๆ สีขาวๆ ให้ใส่น้ำแข็งลงไปเพื่อลดอุณหภูมิลง คนจนน้ำแข็งละลายหมด การใส่น้ำแข็งลงในขั้นตอนนี้จะทำให้ราสมาลัยนุ่มขึ้น

3.กรองตะกอนโปรตีนด้วยผ้าขาวบาง เทน้ำเย็นไหลผ่านเพื่อลดกลิ่นและความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูออก รวบชายผ้าให้เป็นก้อนแล้วใช้มือคั้นน้ำออกหมด เนื้อที่ได้ในขั้นตอนนี้จะต้องแห้งและร่วนจึงจะดีที่สุดค่ะ

4.เทเนื้อชีสที่ได้ลงในถาดแล้วใช้อุ้งมือถูตามภาพ นวดไปเรื่อยๆ จนได้ที่ สังเกตว่าเนื้อจะเนียนเป็นครีมและไม่ติดมือ หลังจากนั้นเติมแป้งข้าวโพดแล้วนวดให้เข้ากันอีกที

5.ตัดแบ่งเป็นส่วนๆ ให้เท่ากัน คลึงส่วนที่ตัดแล้วให้เป็นก้อนกลม ใช้นิ้วกดเบาๆ ให้แบนลงเล็กน้อย ถ้าตัวชีสของเราได้ที่ดีจะต้องทิ้งความมันไว้บนมือ และเมื่อกดแล้วขอบจะต้องไม่แตกออกจากกัน เสร็จแล้ววางพักไว้ในถาด คลุมด้วยผ้าขาวบางชุมน้ำบิดหมาด

6.ทำน้ำเชื่อมสำหรับต้มด้วยการผสมน้ำและน้ำตาลทรายแล้วยกขึ้นตั้งบนไฟแรง พอเดือดใส่ชีสที่เราปั้นไว้ ปิดฝา ต้มทิ้งไว้นาน 15 นาที ชีสจะพองเพิ่มขนาดเป็นสองเท่า ปิดไฟ ทิ้งก้อนชีสของเราไว้ในน้ำเชื่อมจนเย็นสนิท

7.ทำนมสำหรับแช่ด้วยการตั้งหม้อนมบนไฟกลาง เคี่ยวและหมั่นคนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 5 นาที เมื่อนมเริ่มงวดแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย อัลมอนด์ พิตาชิโอ เม็ดกระวานเขียวป่นและหญ้าฝรั่น ต้มต่อสักพัก ปิดไฟ เทนมลงในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วพักไว้ให้คลายร้อน

8.เมื่อตัวราสมาลัยเย็นสนิท บีบน้ำเชื่อมออกแล้วนำลงแช่ในน้ำนมให้ท่วม ปิดฝาแล้วแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาไว้อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงหรือข้ามคืนในตู้เย็น เพื่อให้ตัวรัสมาลัยดูดน้ำนมไว้เต็มที่

9.เมื่อต้องการเสิร์ฟก็ให้ตักราสมาลัยเย็นๆ ใส่ถ้วย จะโรยหน้าด้วยอัลมอนด์และพิตาชิโอสับ หรือจะวางหญ้าฝรั่นลงไปสักช่อเล็กๆ ก็ดูหรูหราดีไม่หยอก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ

Tips & Trick

  • หญ้าฝรั่นราคาค่อนข้างสูง หากไม่ต้องการใช้ จะไม่ใส่ก็ได้นะคะ
  • กระวานป่นมีขายสำเร็จรูปในร้านเครื่องเทศบางร้าน แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้กระวานเขียวธรรมดานี่แหละค่ะ แกะเปลือกออก นำเม็ดด้านในมาโขลกให้ละเอียดก็ใช้ได้เหมือนกัน
  • ปิดไฟแล้วใส่น้ำส้มสายชูลงไปทันทีตอนร้อนๆ เลยนะคะ ขั้นตอนนี้สำคัญมากกกกก เพราะนมที่เราใช้เป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ ต้องใส่กรดตอนที่ยังร้อนอยู่โปรตีนในนมจึงจะตกตะกอนได้ดี
  • แต่ถ้าเป็นหัวน้ำนมหรือนมดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ เมื่อนมเดือดดีแล้วให้ยกลง คนให้หายร้อนสัก 2-3 นาทีแล้วค่อยใส่กรดลงไปได้ค่ะ
  • ถ้าอยากจะหรูหราแฟนซีขึ้นไปอีก ตอนเคี่ยวนมสำหรับแช่ ให้เพิ่มน้ำกุหลาบลงไปแล้วเคี่ยวให้งวดลงมาเหลือปริมาณราว 2 ถ้วยก็ได้ค่ะ โรยกลีบกุหลาบแห้งเกรดที่รับประทานได้ไว้ด้านบนก่อนเสิร์ฟ ขนาดทำเองกินเองยังรู้สึกดีเหมือนเป็นมหารานีมีคนมาปรนนิบัติเลยค่ะ (แต่กินเสร็จแล้วอย่าลืมไปล้างหม้อล้างถ้วย เก็บครัวที่ทำรกไว้ด้วยนะคะ ฮาาา)

คลิกที่นี่เพื่อดูสูตรราสมาลัย

Bon appetit ค่ะ :-)

อ่านบทความเพิ่มเติม

Tags: Dairy Product , ของหวาน , อาหารอินเดีย , เครื่องเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...