โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะมุมมอง 'ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์' รื้อระบบภาษีใหม่ต้อง 'ไม่ปะผุ'

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ม.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2567 เวลา 04.01 น.
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับการ “รื้อโครงสร้างภาษี” ที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง โยนหินมาว่าจะต้องดำเนินการ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเก็บรายได้น้อยกว่ารายจ่าย รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนระดับหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน

เรื่องนี้มีข้อเสนอแนะจากกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี “ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ให้ความเห็นในฐานะประธานคณะกรรมการกฎหมายภาษีและกฎระเบียบสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ในยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมการปฏิรูปภาษีอากรของกระทรวงการคลัง

ตีโจทย์ปฏิรูปภาษี 2 ประเด็นใหญ่

ภาพรวมเห็นด้วยที่ต้องมีการปฏิรูปภาษี แต่สูตร 15-15-15 อย่างที่เขาพูดกัน ผมว่าไม่เวิร์ก ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษี ต้องไม่ใช่แค่ปะผุ เหมือน 80 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้เคยเสนอตั้งแต่ตอนเป็น สปช. ที่มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตอนนั้น ในส่วนของกรมสรรพสามิต กับกรมศุลกากร ทำสำเร็จไปแล้ว เหลือแต่รัษฎากรของกรมสรรพากร”

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์กล่าวและว่า การปฏิรูปภาษีมีโจทย์สำคัญอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1.ต้องแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ให้ได้ โดยภาษีเราไม่สูงกว่าประเทศอื่น

และ 2.มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต่อไปนี้จะทำยากขึ้น เนื่องจากมีเงื่อนไขของ OECD ตามเสาหลักที่ 2 หรือ Pillar 2 ที่กำหนดให้เก็บภาษีนิติบุคคลจากบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนขั้นต่ำ 15% หากประเทศไทยยกเว้นตรงนี้ให้บริษัทเหล่านี้ ก็จะไปเสียภาษีให้ประเทศตัวเองที่เก็บ

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้าง ซึ่งรัฐบาลก็กำลังดูกันอยู่ว่า ถ้าเราไม่มีมาตรการบีโอไอ แล้วใครจะมาลงทุนบ้านเรา ฉะนั้น ถ้าเราเก็บภาษีตรงนี้ 15% ก็อาจจะต้องมีกองทุนขึ้นมาอุดหนุน เพื่อจูงใจให้มาลงทุน ซึ่งทุกประเทศก็กำลังดูกันอยู่”

ภาษีนิติบุคคล 15% แข่งขันได้

ปัจจุบันภาษีนิติบุคคลของไทย เก็บอัตรา 20% หากรวมเงินปันผลอีก 10% คิดเอฟเฟ็กทีฟออกมาจะประมาณ 28% คือ บริษัทต่างชาติมาตั้งบริษัทในไทย ต้องจ่าย 28% ซึ่งอัตรานี้ถือว่าไม่ช่วยเรื่องการแข่งขัน เพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์เก็บภาษีนิติบุคคลอยู่ 17% ฮ่องกงเก็บ 18% และไม่มีเรื่องภาษีเงินปันผล

แต่ถ้าไทยเก็บ 15% แล้วเก็บภาษีเงินปันผลอีก 10% ก็จะเป็น 23.5% ก็น่าจะแข่งขันได้ นอกจากนี้หากจะจูงใจบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะไม่เก็บภาษีเงินปันผลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่นอกตลาดเก็บก็ได้

“แนวทางของคลังที่จะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้น โดยลดภาษีนิติบุคคลลง แล้วก็ปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าลดภาษีนิติบุคคลลง สมมุติว่าจาก 20% เป็น 15% แล้วมีภาษีเงินปันผลอีก 10% ก็จะเท่ากับว่า เสียภาษี 23.5% ซึ่งระดับนี้ถือว่าโอเค แข่งกับสิงคโปร์ กับฮ่องกงได้ เพราะประเทศเราค่าใช้จ่ายถูกกว่า”

ดึงธุรกิจนอกระบบเข้าฐานภาษี

อย่างไรก็ดี หากจะทำแบบนี้ ต้องปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบด้วย เพราะปัจจุบันบริษัทในไทยมีประมาณ 9 แสนบริษัท เสียภาษีจริง ๆ มีแค่ราว 1 แสนบริษัทเท่านั้น ที่เหลือขาดทุนบ้าง อะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่มีการทำบัญชี 2 เล่ม ซึ่งที่ผ่านมายังแก้กันไม่ตก ดังนั้นจึงต้องดึงบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ระบบด้วย ซึ่งจะมีแรงจูงใจด้วยการคืนภาษี VAT ให้เร็วกว่าบริษัทที่ยื่นภาษีด้วยกระดาษ

ถ้าจะปรับโครงสร้างภาษีก็ต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่ปะผุแค่ขึ้นภาษี ลดภาษี เพราะการลดอัตราลงก็จะมีแต่บริษัทใหญ่ ๆ ที่ได้ประโยชน์ ส่วนบริษัทเล็ก ๆ ไม่เสียอยู่แล้ว ก็ไม่สนใจ ผมเลยบอกว่า ต้องปรับโครงสร้างใหญ่ ว่าต่อไปนี้ใครที่จะได้ภาษีที่ลดลงนี้ ต้องยื่นภาษีด้วย e-Payment ของกรมสรรพากรทั้งหมด ก็คือยื่นภาษีออนไลน์ โดยรัฐสามารถสร้างระบบ สร้างแพลตฟอร์มมาให้กรอก ไม่ต้องไปจ้าง

นอกจากนี้ การดึงบริษัทนอกระบบเข้าในระบบ ก็ต้องไม่ไปตรวจภาษีย้อนหลังด้วย โดยกำหนดเวลาให้เข้าสู่ระบบ เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งต้องออกเป็นกฎหมายให้ชัดเจน ไม่ใช่เป็นแค่นโยบาย เพราะไม่อย่างนั้น หากรัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็จะเปลี่ยน

ถ้าจะนิรโทษกรรมผู้เสียภาษี โดยไม่ปรับโครงสร้างภาษี จะไม่มีประโยชน์ ต้องปรับโครงสร้าง เพิ่มฐานผู้เสียภาษี เช่น ต่อไปนี้ทุกคนต้องยื่นภาษี ต้องเข้าสู่ระบบหมด มีรายได้ตั้งแต่ 1 บาท ก็ต้องยื่น แต่ไม่ต้องเสียภาษี”

ทยอยขึ้น VAT สูงสุด 10% ก็พอ

ขณะที่การปรับโครงสร้าง ก็ต้องขึ้นภาษี VAT ซึ่งอาจจะขึ้นเป็น 10% ก็พอ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าก็บอกว่าจะได้เม็ดเงิน 2.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี อาจจะขึ้นทีละ 1% ก็ได้ ขณะที่การดูแลคนจนที่ได้รับผลกระทบ ก็ใช้วิธีการโอนเงินคืนให้

“คนจนก็ตั้งฐานเงินเดือนเลยว่า คนเงินเดือนไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท หรือไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทก็ได้ ดูจากค่าแรงขั้นต่ำก็โอนให้เลย 10% ของค่าสินค้าและบริการที่ซื้อ หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมได้ลดด้วย เพราะเดิมเคยเสีย 7% หรือสินค้าจำเป็น ก็ไม่ต้องขึ้น VAT ก็ได้ ก็เก็บ 7% แต่ของฟุ่มเฟือย สุรา ยาสูบ เครื่องสำอาง น้ำหอม ฯลฯ ก็ขึ้นเป็น 10% ไป คือคนใช้ของแพง ก็จ่ายแพง ส่วนพวกยารักษาโรคก็ลดให้เขาเหลือ 5%”

นอกจากนี้การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษี VAT ก็ไม่ควรว่าจะต้องมีรายได้ตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป แต่ควรขยับขึ้นไปเป็น 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท ส่วนคนไม่เข้า ก็ต้องเสียภาษีรายรับ หรือภาษีการค้า 3% หรือ 5% ก็แล้วแต่ เหมือนสมัยเก่า แบบนี้รัฐบาลก็จะได้คนเข้าระบบ VAT หมด

ภาษีบุคคลขั้นบันไดสูงสุด 25%

ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปัจจุบันมีคนเสียภาษีจริง ๆ ประมาณ 4 ล้านคน จากที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีกว่า 10 ล้านคน มองว่าหากจะเหลือแค่ 15% อัตราเดียวจะดีแต่กับคนที่รายได้สูง ๆ ดังนั้นควรเก็บเป็นขั้นบันไดเหมือนเดิม แต่ลดอัตราสูงสุดลงมาจาก 35% เหลือ 25% แล้วแต่ละขั้นก็อาจจะถ่างให้กว้างขึ้น และยังมีค่าลดหย่อนตามความจำเป็น เช่น ซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ลงทุน เป็นต้น

“ผมคิดว่า 25% รับได้ แล้วรายการหักลดหย่อนยังจำเป็นต้องมี เอาเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ ก็พอ หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ จริง ๆ รัฐบาลควรตั้งเป้าเลยว่าคนมีรายได้เท่าไหร่ควรเสียภาษี เช่น คนรายได้ 3 หมื่นบาท หรือ 5 หมื่นบาท ควรจะเสียภาษีสัก 5% ก็ต้องมาดูตัวเลขกัน แต่ถ้า 15% คนรวยจะได้เปรียบ”

ข้อเสนอแนะเก็บภาษีทรัพย์สิน

ส่วนที่กระทรวงการคลังพูดถึงการลดความเหลื่อมล้ำโดยเก็บภาษีทรัพย์สินจากคนรวยนั้น มองว่า ภาษีการรับมรดก ควรยกเลิก เพราะไม่คุ้มกับการเรียกเก็บ แต่อาจจะเก็บภาษีเงินได้จากการรับมรดกเฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์ โดยการรับที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 5-10% โดยยกเว้นการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และเก็บอากรแสตมป์จากการโอนหุ้นที่เป็นการรับมรดกในอัตราก้าวหน้า ไม่เกิน 10%

คนเรารวยจากไม่กี่เรื่อง ที่ดิน หุ้น และเงินสด ถ้าจะเก็บ Wealth Tax ก็ควรเก็บต่อเมื่อเขาส่งต่อให้ลูกหลาน คือเก็บภาษีจากกองมรดก แต่วันนี้การเก็บภาษีการรับมรดกเก็บได้น้อยมาก ได้ไม่ถึงพันล้าน แต่ถ้าจะเก็บ อย่างเช่น ถ้าใครไปโอนที่ดินให้ลูกหลาน มูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ก็เก็บอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 5-10% หรือจนกระทั่งถึง 20% แบบนี้จะได้เงินเพิ่มทันที

ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะเก็บแต่ไม่ควรเก็บบ้านหลังที่สองขึ้นไป ควรเก็บทุกหลังที่ราคา 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่เก็บอัตราถูกลงมา หรือให้นำใบเสร็จค่าเสียภาษีที่ดินไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ให้เหมือนกับนิติบุคคลที่หักได้

แนวทางเก็บเงินได้ต่างประเทศ

นอกจากนี้เรื่องการเก็บภาษีเงินได้ในต่างประเทศ ไม่ควรเก็บทันทีที่เกิดเงินได้ เพราะประเทศไทยไม่ใช่ระบบ Worldwide Income แบบสหรัฐ อย่างสิงคโปร์ก็เก็บแต่เงินได้ที่เกิดในประเทศ ส่วนไทยหากจะเก็บก็ควรเก็บตอนนำกลับเข้าประเทศ เหมาะสมแล้ว โดยวิธีการคำนวณต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่ใช่บอกแค่ว่าตามประกาศ ไม่ต้องมาใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และไม่ควรเก็บถึง 35% รวมถึงต้องดูด้วยว่า มีการเสียภาษีที่ต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้าเสียแล้วก็ไม่ต้องเก็บอีก

“เรื่องนี้ต้องมาคิดว่าถ้าจะแข่งกับสิงคโปร์ควรจะเก็บอย่างไร ซึ่งถ้ารื้อกฎหมายก็ต้องมาแก้กันใหม่ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปโครงสร้าง ควรต้องยกร่างประมวลรัษฎากรใหม่ ไม่ใช่เอาอันใหม่มาใช้ การกำหนดอำนาจการประเมิน การหักค่าใช้จ่าย การหักลดหย่อน ต้องรื้อกันใหม่ ซึ่งจริง ๆ มีโครงอยู่แล้ว ตอนสมัย สปช.ที่เคยทำไว้ ก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา แล้วเอามาดูได้เลย”

รัฐบาลต้องใช้ความกล้าหาญ

“ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์” สรุปในตอนท้ายว่า การปฏิรูปภาษีต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แก้แบบ “ปะผุ” โดยต้องรื้อประมวลรัษฎากรทั้งฉบับ ซึ่งมีแนวทางที่ สปช.เคยทำไว้ สามารถหยิบมาพิจารณาได้ทันที โดยควรจะมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีขึ้นมา ทั้งนี้หากดำเนินการอย่างจริงจัง คาดว่าใช้เวลาแค่ 3 เดือน ก็สามารถยกร่างกฎหมายออกมาได้

“ฟังคอนเซ็ปต์แล้ว รัฐบาลต้องกล้ามากที่จะทำ แล้วต้องทำให้เป็นธรรม ทำทั้งโครงสร้างภาษี คือรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น คนจนไม่เดือดร้อน และบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง รัฐบาลควรมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ด้วยการจัดเกรดผู้เสียภาษี ให้เขารู้สึกว่าเสียภาษีให้รัฐบาลแล้วเขาได้ผลตอบแทน เช่น สามารถกู้เงินได้”

ฉากชีวิตมือกฎหมายด้านภาษี ประธานบอร์ดตลาดหุ้นไทย | กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

https://www.youtube.com/watch?v=mJBKaE50kkQ&t=545s

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะมุมมอง ‘ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์’ รื้อระบบภาษีใหม่ต้อง ‘ไม่ปะผุ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...