วิทยาศาสตร์ของสมองเน่าๆ การเสพเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิด Brain-rot คำศัพท์แห่งปีได้อย่างไร?
สมองเน่า ๆ คำศัพท์แห่งปีจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งมีความหมายประมาณว่าการเสพเนื้อหาแย่ ๆ บนอินเตอร์เน็ตทำให้สมองของเราทำงานได้ดีน้อยลง แต่เรื่องนี้มีความจริงทางวิทยาศาสตร์แค่ไหน? และคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียส่งผลต่อสมองได้อย่างไร?
คำว่า brain-rot หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สมองเน่า ๆ’ (คล้ายกับ tomato-rot) นั้นปรากฎขึ้นบนออนไลน์ตั้งแต่ปี 2007 โดยในขณะนั้นเป็นคำที่ใช้ในเชิงสนุกสนามซัมากกว่า ทว่าเมื่อนักวิจัยจากโรงพยาบาลเด็กบอสตันได้นำคำนี้มาอธิบายเพิ่มเติมโดยเรียกอาการนี้ว่าเป็น ‘ Problematic Interactive Media Use’
“เป็นวิธีอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณใช้เวลาออนไลน์มากเกินไป และคุณเปลี่ยนความสนใจไปอยู่ในนั้นแทนโลกแห่งความจริง และกรองทุกอย่างผ่านเลนส์ของสิ่งที่โพสต์กับสิ่งที่โพสต์ได้” Michael Rich กุมารแพทย์ผู้ก่อตั้ง Digital Wellness Lab กล่าว
ดูเหมือนว่าคำนี้จะสร้างชื่อเสียงให้ตัวมันเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแม้แต่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดผู้จัดพิมพ์ Oxford English Dictionary ที่มีชื่อเสียงก็ได้เลือกคำว่า brain-rot ให้เป็นคำแห่งปี 2024 โดยบรรยายไว้ว่าเป็นคำที่คนหนุ่มสาวมักใช้เพื่ออธิบายถึง ‘ความเสื่อมถอยของสภาพจิตใจหรือสติปัญญาของบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดจากการบริโภคเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่ไม่สำคัญมากเกินไป’
ตามรายงานของอ็อกซ์ฟอร์ดเผยว่า คำดังกล่าวมีการใช้งานเพิ่มขึ้นประมาณ 230% ในช่วงปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะใน TikTok ที่มีการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับ Joel Cave อินฟลูเอนเซอร์ซึ่งกล่าวว่า “วิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการบอกว่าสมองของใครถูกโซเชียลมีเดียทำลายก้คือ การสังเกตว่าพวกเขาใช้ศัพท์เฉพาะทางอินเตอร์เน็ตบ่อยแค่ไหน”
พร้อมยังเสริมอีกว่า “ความจริงที่ว่าอินเตอร์เน็ตสามารถแทรกซึมเข้าไปในสมองของเราได้มากจนผู้คนไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ตนพูดได้ พวกเขาเพียงแค่ต้องพูดถึง ‘มีม’ ที่พวกเขาเห็นบ่อย ๆ ออกมา ถือเป็นเรื่องบ้ามากสำหรับผม”
แต่การเสพเนื้อหาที่สื่อต่างประเทศใหญ่ ๆ เรียกกันว่า ‘ไร้สาระ’ หรือมีคุณค่าต่ำนั้นสามารถส่งผลต่อสมองได้จริงหรือ? และมันทำได้อย่างไร? คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจต้องย้อนกลับไปที่ระบบฟประสาทของเราเอง
นับตั้งแต่อินเตอร์เน็ตเข้ามาบนโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักประสาทวิทยา นักวิจัย และแม้แต่นักออกแบบเว็บไซต์ก็ได้ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอินเตอร์มีผลต่อการทำงานของจิตใจของเราอย่างไร? หัวนี้ได้รับการศึกษาอย่างร้อนแรงโดยเฉพาะในหลายปีที่ผ่านมา
และการศึกษาหลายสิบครั้งได้ให้ข้อสรุปไปในทางเดียวกันนั่นคือ เมื่อเราเข้าสู่โลกออนไลน์ เราจะเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านแบบผิวเผิน (ยาวไปไม่อ่าน) ซึ่งสนับสนุนการคิดแบบเร่งรีบและฟุ้งซ่าน การเรียนรู้แบบผิวเผินนี้ขัดขวางการคิดแบบลึกซึ้ง ซึ่งทำให้ไม่ทำสิ่งที่ควรต้องทำ
“ผมแค่เลื่อนดู TikTok หรือ Instagram แล้วผัดวันประกันพรุ่งในการทำการบ้าน และผมก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้” Joshua Rodriguez Ortiz นักศึกษาวัย 18 ปีผู้เข้าร่วมงานวิจัยของ ดร. Rich กล่าว “ผมนอนดึกกว่าที่ควรจะเป็น และผมก็คิดว่าต้องหาทางหยุดสิ่งนี้”
สิ่งนี้ชัดเจนมากในมุมมองทางประสาทวิทยาและจิตวิทยา เมื่อเรา ‘เสพ’ สิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ สมองของเราจะปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงระบบประสาทให้เข้ากับสิ่งนั้น ท้ายที่สุดเราจะกลายเป็น ‘คนที่มีความคิดแบบเดียวกับสิ่งที่เราเสพ’ หรือก็คือ สิ่งที่เราเสพกลายเป็นมาตรฐานความคิดของเรา
พร้อมกันนั้นมันก็ได้สร้างพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ ให้กลายเป็นเรื่องปกติ เช่น เมื่อเราเปิดโทรศัพท์ของเราและกดเข้าแอปโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ ในทุกเช้า ร่างกายของเราก็จะทำแบบนั้นได้ไวขึ้นโดยที่ไม่ต้องคิดอะไร นิ้วของเรารู้ได้เลยว่าแอปพลิเคชันนั้นอยู่ที่ตรงไหนของหน้าจอ
ไม่เพียงเท่านั้นอินเตอร์เน็ตยังทำหน้าที่เป็นระบบความเร็วสูงในการส่งคำตอบอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสิ่งที่จิตวิทยาเรียกว่า ‘การเสริมแรงเชิงบวก’ ทั้งจากคอมเมนต์ชมเชย การกดไลค์ กดแชร์ ยิ่งส่งเสริมให้เราพฤติกรรมนั้นซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้รางวัลแบบเดิม จนท้ายที่สุดเราก็ยึดติดกับสิ่งดังกล่าว
ท้ายที่สุด เราจะติดอยู่ในความคิดที่วนเวียนและซ้ำซากกับเรื่องเดิม ๆ เช่นจะทำอย่างไรดีให้ได้ยอดไลค์เช่นเดิม หรือได้รับคำชมเชยเช่นเดิม แต่ด้วยการที่อินเตอร์เน็ตทำให้เราคิดแบบ ‘ผิวเผิน’ ทำให้ท้ายที่สุดเราไม่สามารถคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ได้ อีกทั้งยังทำให้หงุดหงิดอย่างถึงที่สุด
“อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายทั้งต่อความคิดทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทำให้จิตใจของเราคิดอย่างลึกซึ้งหรือสร้างสรรค์ไม่ได้ สมองของเราเปลี่ยนเป็นหน่วยประมวลผลสัญญาณง่ายๆ ที่นำข้อมูลเข้าสู่จิตสำนึกอย่างรวดเร็วแล้วจึงนำออกมาอีกครั้ง” Nicholas G. Carr ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Shallows: What the Internet Is Doing to Our Brains กล่าว
#และนั่นก็มีผลต่อ ‘สติปัญญาของเรา’
ในปี 2005 Michael Merzenich นักประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความยืดหยุ่นของสมองได้กล่าวถึงอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตไว้ในการสัมภาษณ์ว่า มันไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่มันเปลี่ยนแปลงพื้นฐานโครงสร้างสมองไปเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเรียนรู้
“สมองของเราถูกปรับเปลี่ยนในระดับที่สำคัญ ทั้งทางกายภาพและการทำงาน ทุกครั้งที่เราเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ หรือพัฒนาความสามารถ” เขากล่าว
โดยทั่วไปแล้วการเรียนรู้ของสมองนั้นเกิดจากการที่สมองของเราใช้ข้อมูลที่จำอยู่อย่างไร ซึ่งก็คือความทรงจำระยะสั้นและความทรงจำระยะยาว เราเก็บความประทับใจ ความรู้สึก และความคิดที่เกิดขึ้นอย่างผิวเผินไว้ในระยะสั้น เช่นตอนนี้คุณลืมไปแล้วว่าเมื่อวาน ‘รู้สึกหิว’ อยากจะกินอะไร
กลับกัน สิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับโลกทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวจะถูกเก็บไว้เป็นหน่วยความจำระยะยาว โดยปัจจัยหลักคือ ‘การกระทำ’ ของเราจะมีบทบาทสำคัญในการถ่ายโอนข้อมูลให้ไปอยู่ในความจำระยะยาวกลายเป็นคลังความรู้ส่วนตัวของเราเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่าสิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อแนวคิด ระบบการคิด และความฉลาด
“ความสามาารถทางสติปัญญาของเราส่วนใหญ่มาจากโคร่งร่างที่เราได้สะสมมาเป็นเวลานาน” John Sweller นักจิตวิทยาการศึกษาชาวออสเตรเลีย ผู้ศึกษากระบวนการประมวลผลข้อมูลของจิตใจนานกว่า 30 ปี กล่าว
ดังนั้นอินเตอร์ที่ส่งเสริมการให้ข้อมูลหลายอย่างพร้อม ๆ กัน ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลแบบสั้น ๆ และผิวเผินก็ทำให้เรามีรูปแบบการคิดแบบนั้นมากขึ้น แทนที่เราจะสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่อินเตอร์เน็ตกลับทำให้เรารู้สึกเหมือนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking)
“ยิ่งคุณทำหลายอย่างพร้อมกันมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งคิดน้อยลง และความสามารถในการคิดและการหาเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาก็น้อยลงด้วย” Jordan Grafman หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยาการรับรู้ที่สถาบันโรคระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งชาติ อธิบาย
ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตช่วยให้เราเข้าถึงคลังข้อมูลจำนวนมากที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้ขอบเขต ซึ่งทำให้มนุษยชาติแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่มันก็ส่งผลเสียเช่นกันหากเราไม่สามารถใช้งานมันได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เราไม่กลายเป็น ‘สมองเน่า’
บางที Seneca นักปรัชญาชาวโรมันที่พูดไว้เมื่อสองพันกว่าปีก่อนอาจถูกต้อง “การอยู่ทุกที่หมายถึงการไม่อยู่ที่ไหนเลย”
ที่มา
https://www.unsw.edu.au/…/10/brain-rot-more-myth-menace
https://www.nytimes.com/…/arts/brain-rot-oxford-word.html
https://www.verywellmind.com/brainrot-8677487