โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลดโลกร้อน ด้วย 'ยาลดก๊าซในกระเพาะ (วัว)'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.26 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 01.00 น.

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

ลดโลกร้อน

ด้วย ‘ยาลดก๊าซในกระเพาะ (วัว)’

เราว่าไว้ในตอนก่อน เมื่อวัวเรอมันร้อนระอุปะทุโลก เพราะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาบานตะไท ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่ว่าก็คือ “มีเทน” ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บความร้อนได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25-28 เท่า

เรียกว่า “การเรอของน้องสะท้านสะเทือนไปถึงโลกา แลกเปลี่ยนปัญหาที่สำคัญ เพราะน้องไม่ได้จะเรอออกมาแค่ครั้งสองครั้ง แต่เรอกันแบบไม่ยั้ง ออกมาตลอดเวลา แป๊บก็เรอ เดี๋ยวก็เรอ ในหนึ่งวัน น้องวัวหนึ่งตัวจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาซ้ำเติมโลกร้อน โลกรวน โลกเดือดได้ราวๆ 250-500 ลิตร” ซึ่งถือได้ว่ามากมายมหาศาล

องค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations) เคยประเมินเอาไว้ว่าในแต่ละปี เรอวัวจากฟาร์มปศุสัตว์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 3.1 กิกะตัน (หรือสามพันหนึ่งร้อยล้านตัน) ซึ่งถือว่ามากโข ถ้าเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์

นั่นหมายความว่าถ้าเราทำให้วัวเลิกเรอ หรืออย่างน้อยเรอออกมาแบบไม่มีมีเทนได้ ผลกระทบของการผลิตสัตว์กับอุณหภูมิโลกจะลดลงอย่างฮวบฮาบ

ลองจินตนาการว่าทั่วโลก โดยเฉลี่ยจะมีวัวเลี้ยงอยู่ราวๆ หนึ่งพันห้าร้อยล้านตัว ลดได้ตัวละนิดละหน่อยต่อวัน แค่นั้นก็มหาศาลแล้ว

ปัญหานี้จุดประกายความสนใจของแฟรงก์ มิตโลห์เนอร์ (Frank Mitloehner) ศาสตราจารย์ด้านการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส (University of California Davis)

แฟรงก์สร้างกล่องเก็บเรอวัว เพื่อการวิเคราะห์ปริมาณก๊าซมีเทนในเรอ และใช้มันเพื่อทดลองหาวิธีการเลี้ยงแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ผลผลิตมากขึ้นและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นในเวลาที่สั้นลง

แฟรงก์พยายามหาว่าจะเลี้ยงอย่างไรให้วัวโตได้ขนาดให้ไวที่สุด ให้อาหารเป็นอะไรถึงจะเจริญเติบโตไวและปล่อยก๊าซน้อย เลี้ยงอย่างไรจึงจะได้เนื้อและนมที่คุณภาพดีที่สุดในปริมาณที่มากที่สุด ทำยังไงให้ทุกกระบวนการกระชับ มีประสิทธิภาพและปลดปล่อยก๊าซมีเทน (เรอ) ออกมาให้น้อยที่สุด และที่สำคัญ เมื่อไรที่ควรตัดใจส่งเข้าโรงฆ่าเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนแบบไม่จำเป็น

เขายกตัวอย่างในประเทศอินเดียที่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวต่ำที่สุด แต่มีประชากรวัวเลี้ยงมากที่สุดในโลก ซึ่งหมายความว่าวัวในอินเดียจะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าที่อื่นและสามารถเรอปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ยาวนานกว่าที่อื่นเช่นกัน บางทีอาจเป็นเท่าตัว

“มันจำเป็นมั้ยที่จะต้องปล่อยให้กระบวนการมันยืดเยื้อเช่นนั้น” แฟรงก์ตั้งคำถาม เขาเชื่อว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพและการกระชับกระบวนการผลิตในฟาร์มปศุสัตว์จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

และเมื่อโตได้ขนาดถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้ก็ต้องตัดใจ ทำตามกระบวนการที่ควรจะเป็น เพราะการปล่อยให้ยืดเยื้อนานไปคือต้นทุนอาหารที่มากขึ้น และแน่นอนว่าก๊าซมีเทนที่เรอออกมาก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

และที่สำคัญ ในหลายที่ เทคโนโลยีวิศวกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต อาจจะยังไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาในเขตร้อน “วัวในแถบร้อนจะให้นมและเนื้อที่น้อยกว่า และยังใช้เวลานานกว่าด้วยกว่าที่จะเข้าสู่ตลาด”

เขาตัดสินใจร่วมมือกับทีมนักวิจัยจากเวียดนาม เอธิโอเปีย และบูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso) เพื่อหาวิธียกระดับกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น

แต่ถ้าถามผู้เชี่ยวชาญ หลายคนก็อาจจะมองว่าแม้ว่าการพัฒนาสายพันธุ์และการจัดการการผลิตนั้น น่าจะช่วยลดผลกระทบเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้บ้าง แต่ถ้าจะว่ากันตามจริง ก็เป็นแค่วิธีการหลบเลี่ยงปัญหา ไม่น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการลดมีเทนอย่างยั่งยืน

ถ้าเราจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะลดการผลิตมีเทนจากการผลิตปศุสัตว์ เราต้องเข้าใจกระบวนการเกิดมีเทนในทางเดินอาหารของวัว (และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ) ให้ได้อย่างถ่องแท้เสียก่อน เรียกว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เพราะไม่แน่ ทางแก้อาจจะง่ายกว่าที่คิด

“กระเพาะของวัวนั้น แบ่งออกเป็นสี่ส่วน กระเพาะผ้าขี้ริ้ว (rumen) กระเพาะรังผึ้ง (reticulum) กระเพาะสามสิบกลีบ (omasum) และกระเพาะแท้ (abomasum) การหมักในทางเดินอาหาร (enteric fermentation) ที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทนส่วนใหญ่จะเกิดจากจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะผ้าขี้ริ้ว”

ทว่า ในกระเพาะอาหารวัวนั้นมีจุลินทรีย์สารพัด ทั้งยีสต์ รา แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว ไปจนถึงแบคทีเรียโบราณที่เรียกว่าอาร์เคีย (archaea) และเพื่อให้รู้ว่าจุลินทรีย์อะไรบ้างและตัวการหลักในการสร้างมีเทนออกมานั้นเป็นตัวไหนกันแน่ นักวิจัยมากมายเริ่มศึกษาโครงสร้างประชากรในสังคมจุลินทรีย์ ทั้งด้วยวิธีเพาะเลี้ยง (culture and isolation) และการเทียบรหัสพันธุกรรม (metagenomic analysis)

เป็นไปดังที่คาด พวกเขาค้นพบจุลินทรีย์มากมายในไมโครไบโอมของกระเพาะผ้าขี้ริ้ว บ้างก็เพาะเลี้ยงได้ บางชนิดก็เลี้ยงไม่ได้

แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนแทบนั่งไม่ติดก็คือ จุลินทรีย์จำพวกอาร์เคียที่เรียกว่า “เมทาโนเจน (methanogen)” ซึ่งที่เป็นที่รู้กันดีว่าปั้มก๊าซมีเทนออกมาได้ล้นทะลัก

ชื่อก็ฟ้องอยู่แล้ว คำว่า “เมทาโนเจน” มาจากรากศัพท์ 2 คำซึ่งก็คือ มีเทน (methane) กับ เจเนสิส (genesis – การสร้าง) ซึ่งถ้ารวมกันแล้วแปลแบบตรงไปตรงมาก็น่าจะหมายถึง “ตัวสร้างมีเทน”

ในการย่อยอาหารของวัว จุลินทรีย์ในผ้าขี้ริ้วจะย่อยพืชที่วัวกินเข้าไปให้ได้เป็นสารอาหารโมเลกุลเล็กที่พวกมันจะดูดซึมเข้าไปบำรุงร่างกายได้ กากอาหารที่ย่อยไม่ได้บางส่วนจะถูกสำรอกออกไปเคี้ยวเอื้องอีกรอบก่อนจะกลับมาย่อยใหม่ ยิ่งกากใยเยอะก็จะใช้เวลาหมักนาน และเกิดของเสียเป็นก๊าซต่างๆ หลายชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนและมีเทนมากตามไปด้วย

ชนิดของเมทาโนเจนที่พบในผ้าขี้ริ้วมักจะเป็นพวกไฮโดรเจโนโทรฟ (hydrogenotroph) หรือก็คือเป็นพวกที่สามารถเอาก๊าซไฮโดรเจนมาใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ โดยปกติ พวกมันจะกระตุ้นให้ไฮโดรเจนทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ในผ้าขี้ริ้วเกิดเป็นก๊าซมีเทนสะสมอยู่ในกระเพาะวัว

และเมื่อมีก๊าซสะสมเยอะๆ ก็ท้องอืด ต้องเรอออกมา

จากการประมาณการ ในกระเพาะผ้าขี้ริ้ว จำนวนเมทาโนเจน ถ้าเทียบจากมวลจุลินทรีย์ทั้งหมดจริงๆ แล้วไม่ได้มีมากขนาดนั้น ที่มีอยู่ก็แค่ราว 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ทว่า เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะปลดปล่อยมีเทนออกมาจนสร้างปัญหาโลกร้อน

คำถามคือเป็นไปได้มั้ยที่จะยับยั้งไม่ให้เมทาโนเจนผลิตมีเทนออกมา?

จริงๆ ก็น่าจะเป็นไปได้ ถ้าเราสามารถหาได้ว่าเมทาโนเจนนั้นใช้เอนไซม์อะไรเพื่อเร่งปฏิกิริยาสร้างมีเทน และถ้าหาเจอ เราก็สามารถที่จะหาสารยับยั้งเอนไซม์ในเมทาโนเจนเพื่อตัดวงจรการหมักมีเทนได้เช่นกัน

และจากการศึกษา นักวิจัยก็พบว่าเอนไซม์หลักที่เมทาโนเจนใช้ผลิตมีเทนก็คือ “เมทิลโคเอนไซม์เอ็มรีดักเทส (Methyl Coenzyme-M Reductase) หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า MCR

งานวิจัยค้นหาตัวยับยั้ง MCR เริ่มน่าตื่นเต้นขึ้นในปี 1997 เมื่ออัลริช เอมร์เลอร์ (Ulrich Ermler) จากสถาบันวิจัยชีวฟิสิกส์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Biophysics) ในเยอรมนี สามารถตกผลึกและหาโครงสร้างสามมิติของ MCR ได้สำเร็จ

และทันทีหลังจากที่เห็นโครงสร้าง ทีมนักวิจัยก็เริ่มในคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบและสกรีนหาตัวยับยั้ง MCR

และไม่นานพวกเขาก็เจอว่าสารเคมี 3-nitrooxypropanol หรือ 3-NOP น่าจะเป็นหนึ่งในสารเคมีที่มีศักยภาพในการเข้าจับและยับยั้งการทำงานของ MCR ได้ ซึ่งทำให้หลายทีมเริ่มอยากทดลองกับ 3-NOP

พวกเขาเอา 3-NOP มาลองทดสอบกับเมทาโนเจนที่แยกออกมาจากกระเพาะผ้าขี้ริ้วของวัวและแกะ

ทว่า ผลการทดลองกลับไม่เป็นดังที่พวกเขาคาดเอาไว้ ผลการทดลองออกมาสะเปะสะปะสรุปอะไรไม่ได้ขึ้นกับชนิดของเมทาโนเจน ในเมทาโนเจนบางชนิด 3-NOP ก็ลดการสร้างมีเทนได้อย่างดีเลิศประเสริฐศรี แต่ในบางกรณี กลับลดอะไรแทบไม่ได้เลย

หลายคนเริ่มกังวล บางคนเริ่มคิดว่า 3-NOP อาจจะทำงานได้แค่ในคอม แต่ไม่เวิร์กในชีวิตจริง

จนกระทั่ง อัคลีลู อเลมู (Aklilu Alemu) นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาเลธบริดจ์ (Lethbridge Research and Development Center) ในแคนาดาและทีมตัดสินใจเอา 3-NOP ไปทดลองให้วัวเนื้อในคอกกิน

จะได้รู้เลยว่าจะรอดมั้ย

ผลที่ได้กลับน่าตื่นเต้น เพราะวัวที่กิน 3-NOP เข้าไปนั้นปลดปล่อยมีเทนสุทธิเฉลี่ยออกมาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ 3-NOP มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญ พวกเขาไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลยในแง่ของผลผลิตและสุขภาพวัวระหว่างกลุ่มที่ได้ 3-NOP และกลุ่มที่ไม่ได้

แน่นอนว่าถ้าเราใส่สารยับยั้งกลไกทางชีวเคมีจำเพาะอย่าง 3-NOP ลงไปในระบบ (ผ้าขี้ริ้ว) ไมโครไบโอมในผ้าขี้ริ้วระหว่างให้กับไม่ให้ 3-NOP ชัดเจนว่าโครงสร้างของสังคมจุลินทรีย์นั้นเปลี่ยนไป ในขณะที่อัตราส่วนของประชากรจุลินทรีย์ทั่วไปที่ไม่ใช่เมทาโนเจนนั้นค่อนข้างคงที่ แต่ประชากรของจุลินทรีย์ที่เป็นเมทาโนเจนนั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เมทาโนเจนบางตัวที่เคยมีอยู่อย่างเหลือเฟือในผ้าขี้ริ้ว หลังให้ยา 3-NOP พวกมันก็ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะถ้าพวกมันไม่สามารถเร่งปฏิกิริยาสร้างมีเทนเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานจากไฮโดรเจนมาใช้ในการดำรงชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์ได้ ประชากรของพวกมันก็จะค่อยๆ ทยอยลดน้อยถอยลงไป

แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว ใครจะรู้ว่ายาลดก๊าซ จะช่วยลดเรอวัวได้อย่างชะงัด

ทว่า ก็ยังมีประเด็นอีกหลายอย่างที่ต้องเคลียร์ให้ชัดคือการลดลงของเมทาโนเจนนี่จะมีผลอะไรหรือไม่กับสุขภาพวัว (หรือคุณภาพเนื้อ)

และการใช้ 3-NOP นั้นจะส่งผลกระทบอะไรที่เราคาดไม่ถึงหรือไม่ในระยะยาว ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น

ก็คงต้องรอดูต่อไปว่าเทคโนโลยีนี้จะพัฒนาไปได้อีกไกลเพียงไร จะช่วยแก้ปัญหาฟุตปรินต์จากฟาร์มปศุสัตว์ และจะช่วยลดโลกร้อนลงได้มากแค่ไหนในอนาคต

เพราะสิ่งง่ายๆ ที่ดูไม่น่าสลักสำคัญอะไรอย่างเรอวัว ก็อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ได้ และถ้าเราเข้าใจปัญหาอย่างถ่องเเท้ ทางแก้ก็อาจจะไม่ได้ยากขนาดนั้น

และนี่คือสาเหตุที่ทำไมวิทยาศาสตร์พื้นฐานถึงเป็นสิ่งสำคัญ!!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลดโลกร้อน ด้วย ‘ยาลดก๊าซในกระเพาะ (วัว)’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...