โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อียู’ ผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานสะอาด’ มากสุด สวนทางสหรัฐใช้ ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ เป็นหลัก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 30 ม.ค. 2568 เวลา 19.52 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2568 เวลา 03.01 น.

ในปี 2024 เป็นปีแรกที่ “สหภาพยุโรป” สามารถผลิตไฟฟ้าจาก “พลังงานแสงอาทิตย์” ได้ถึง 11% โดยมากกว่า “ถ่านหิน” ที่ลดต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของ “พลังงานหมุนเวียน

รายงานประจำปีด้านไฟฟ้าของยุโรปของ Ember กลุ่มวิจัยด้านพลังงาน พบว่า ภาคพลังงานของสหภาพยุโรปกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพลังงานสะอาดเติบโตอย่างรวดเร็ว

ดร. คริส รอสโลว์ นักวิเคราะห์อาวุโสและผู้เขียนหลักของรายงานกล่าวว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังตายจากอุตสาหกรรมพลังงานของสหภาพยุโรป”

“ในช่วงเริ่มต้นของข้อตกลงสีเขียวของยุโรปเมื่อปี 2019 แทบไม่มีใครคิดว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของสหภาพยุโรปจะมาถึงจุดนี้ได้ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเข้ามาแทน และทำให้ก๊าซธรรมชาติลดลงโดยปริยาย”

ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในยุโรปลดลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็น 29% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่สหภาพยุโรปผลิตได้ในปี 2024 ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับ 39% ก่อนข้อตกลงสีเขียว

ขณะเดียวกัน พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการฟื้นตัวของพลังงานน้ำทำให้สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่เป็น 47% ของการผลิตไฟฟ้าในสหภาพยุโรปเมื่อปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 34% ในปี 2019 ส่วนที่เหลืออีก 24% มาจากพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในยุโรป เติบโตกว่าในสหรัฐและจีนมาก เพราะเกือบ 66% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งสองประเทศ ยังคงผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดมลภาวะคาร์บอน เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ดูเหมือนว่าสหรัฐจะไม่สนใจที่จะหันมาใช้พลังงานสะอาด เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะเพิ่มการพัฒนาน้ำมัน ระงับโครงการพลังงานลม และยกเลิกมาตรการแรงจูงใจให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าของไบเดน

ดร. เบียทริซ เปโตรวิช นักวิเคราะห์อาวุโสของ Ember กล่าวว่า “สหภาพยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้สหภาพยุโรปหลีกเลี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตสภาพอากาศ และจัดหาพลังงานราคาไม่แพงให้กับครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ”

นอกจากนี้ การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในยุโรปเร็วขึ้น เนื่องจากยุโรปเลิกซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ทำให้ราคาแก๊สพุ่งสูงขึ้น ประเทศต่าง ๆ จึงต้องมองหาทางเลือกอื่นที่ถูกกว่าและสะอาดกว่า โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ และเอสโตเนียมีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน การเติบโตของพลังงานนิวเคลียร์ในสหภาพยุโรปก็ชะลอตัวลง ตามรายงานของ Global Energy Monitor พบว่า ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 ทั่วทั้งสหภาพยุโรปเริ่มปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มากกว่าสร้างโรงงานใหม่

หากไม่มีกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่ปี 2019 สหภาพยุโรปจะต้องนำเข้าก๊าซเพิ่มเติมอีก 92,000 ล้านลูกบาศก์เมตรและถ่านหิน 55 ล้านตัน ซึ่งมีมูลค่า 59,000 ล้านยูโร ตามการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์

เมื่อปี 2024 จำนวนแผงโซลาร์ของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 66 กิกะวัตต์ ซึ่งเท่ากับในแต่ละวันมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มมากกว่า 450,000 แผง ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยอัตราส่วนพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเติบโตขึ้นในทุกประเทศในสหภาพยุโรป และปัจจุบันมากกว่าครึ่งหนึ่งเลิกใช้พลังงานถ่านหินแล้ว หรือใช้ไม่เกิน 5%

Ember พบว่า 16 ประเทศในสหภาพยุโรปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่า 10% ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มมาจากปี 2023 อยู่ 3 ประเทศ โดยประเทศที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ ฮังการี (25%) กรีซ (22%) และสเปน (21%)

ปัจจุบันการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนระเบียงกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเยอรมนี ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในภาคเกษตรกรรม โดยติดตั้งบนหลังคาและในทุ่งนา

นักวิเคราะห์ระบุว่า ในกลุ่มประเทศที่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุด ใกล้จะถึงจุดที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เกินความต้องการในประเทศแล้ว โดยในปี 2024 มีมากกว่า 70 วันที่เนเธอร์แลนด์และฮังการีสามารถใช้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ตอบสนองความต้องการทั้งหมดของประเทศได้มากกว่า 80%

ฮังการีสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในตอนนี้บางส่วนอาจจะต้องปิดตัวลง เพราะเริ่มจะมากเกินไป ทำให้ภาครัฐต้องเร่งติดตั้งแบตเตอรี่และปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้คงโมเมนตัมและช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปริมาณมาก

แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตได้ดี แต่พลังงานลมยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศและสมาคม WindEurope คาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมเฉลี่ยปีละ 19-22 กิกะวัตต์ ในช่วงระหว่างปี 2025-2030 แต่ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายของสหภาพยุโรป ที่ระบุไว้ที่ 34 กิกะวัตต์

ทั้งนี้ อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเอิน ประธานสหภาพยุโรปกล่าวว่า “ยุโรปจะยึดมั่นในแนวทางนี้ และจะทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการปกป้องธรรมชาติและหยุดภาวะโลกร้อนต่อไป”

ที่มา: Aljazeera, AP News, Euronews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...