โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ้าลายอย่าง ผ้าอินเดียที่มีฐานะเป็นเครื่องยศ เครื่องแบบ ตั้งแต่อยุธยา-รัชกาลที่ 4

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 ต.ค. 2566 เวลา 01.57 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 06.32 น.
ผ้าลายอย่าง ผ้า เครื่องนุ่งห่ม โกษาปาน ใน ละคร พรหมลิขิต สมัย อยุธยา

“ผ้าลายอย่าง” คือหนึ่งในเครื่องแต่งกายในละครดังของช่อง 3 ตั้งแต่ “บุพเพสันนิวาส” จนถึง “พรหมลิขิต” ในปัจจุบัน ตัวละครไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงมักนุ่งห่มผ้าลายอย่างให้เห็น ในหลายๆ ฉากของเรื่อง ในสมัย กรุงศรีอยุธยา พบว่านอกจากผ้าที่ทอขึ้นใช้เองแล้ว ยังมีการสั่งซื้อจากประเทศต่างๆ หนึ่งในจำนวนนั้นคือผ้าจาก “อินเดีย” ที่เรียกว่า “ผ้าลายอย่าง”

ว่าแต่ผ้าสวยๆ เหล่านี้มาจากไหน!!!

อาจารย์ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง อดีตภัณฑารักษ์และอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ผันตัวเองมาทำงานวิชาการอิสระเรื่อง “ผ้า” ซึ่งมีผลงานเขียนและทำงานอนุรักษ์ผ้าอย่างที่ใจรัก เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2561 เกี่ยวกับผ้าลายอย่างว่า ทั้งหมดนั้นเริ่มต้นจาก “ความสงสัย” เมื่อได้เห็นคอลเล็กชันผ้าโบราณนับร้อยผืนที่เก็บอยู่บนห้องคลังผ้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ที่มีคำตอบเพียงว่าเป็น “ผ้าอินเดีย”

อินเดีย มีความรู้เรื่องผ้าที่ก้าวหน้าตั้งแต่อดีต รู้จักการใช้สารติดสี หรือ Mordant ตั้งแต่อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุแล้ว ทำให้ผ้าอินเดียสีไม่ตก รู้จักใช้ตัวกันสีในการทำผ้าลายสำหรับบริเวณที่ไม่ต้องการให้ติดสี (คล้ายกับการทำผ้าบาติกที่ใช้เทียนเป็นตัวกันสี) ดังที่เคยมีการค้นพบผ้าที่เก่าที่สุดของรัฐคุชราต ในประเทศอียิปต์ มีอายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13 ด้วยเพราะสภาพภูมิประเทศอียิปต์เป็นเขตแห้งแล้ง ผ้าจึงยังอยู่ในสภาพที่ดี

ก่อนศตวรรษที่ 17-18 ประเทศทางยุโรปก็ไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคการพิมพ์ผ้าเลย หรือการใช้สารติดสี-สารกันสี เรื่องเหล่านี้ไปจากโลกตะวันออกหมดเลย และมีการทดลองนำผ้าอินเดียเข้าไปขายในยุโรป ปรากฏว่ามันก็เข้าไปตีตลาดยุโรป เพราะว่าสีสันสดใส คุณภาพดี

ผ้าอินเดียนำเข้ามาเมืองไทยในรูปแบบของบรรณาการ หรือเป็นสินน้ำใจ เป็นธรรมเนียมในการเปิดประตูการค้าก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มนำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ต่อมาเมื่อเริ่มมีความต้องการลวดลายเฉพาะสำหรับคนไทย จึงมีการส่งตัวอย่างลายที่ต้องการว่าจ้างช่างอินเดียในประเทศอินเดียผลิตแล้วส่งกลับมาขายแก่สยาม จึงเรียกว่า “ผ้าลายอย่าง” ซึ่งประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฮอลันดา ฯลฯ ก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะทุกประเทศต้องการ custom-made ที่ลักษณะเฉพาะของตนเอง

การใช้ ผ้าลายอย่าง ของสยามในช่วงแรก คือตั้งแต่อยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ช่วงต้น ไม่แตกต่างกันมากนักเพราะยังรักษาขนบเดิมตามอยุธยา กล่าวคือผ้าลายอย่างมีฐานะเป็นเครื่องยศ เป็นเครื่องแบบ จนกระทั่งช่วงปลายรัชกาลที่ 4 สยามเริ่มมีการติดต่อกับชาติยุโรป มีความจำเป็นต้องเปิดประเทศ ต้องสร้างภาพลักษณ์ความศิวิไลซ์

ความคิดในการแต่งกายก็มีการเปลี่ยนไปและชัดเจนยิ่งขึ้นในรัชกาลที่ 5 เริ่มเปลี่ยนมาใส่เสื้อราชปะแตน และมีความนิยมนุ่งผ้าม่วง หรือผ้าหางกระรอก โดยเฉพาะในขุนนางชั้นสูงที่ต้องแต่งกายตามพระราชนิยม

ความนิยม ผ้าลายอย่าง ก็ค่อยๆ เลือนหายไป โดยเฉพาะลายขนาดใหญ่ ลายตามยศ ฯลฯ เพราะสยามเริ่มรับ taste อย่างฝรั่ง จึงมองเป็นของเชย ล้ำสมัย แต่ก็เกิดความนิยมผ้าลายขนาดเล็กที่นำเข้าจากอินเดียในกลุ่มขุนนางชั้นรองๆ

โดยตระกูลมัสกาตีเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าสำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2399 ผ้าที่มัสกาตีนำเข้านั้น คนอินเดียเรียกมันว่า “เซาดากิรี (Saudagiri)” ที่แปลว่า การค้า เพราะเป็นผ้าที่ผลิตเพื่อการค้าตามแบบของลูกค้า ไม่ใช่เพื่อใช้ในอินเดีย ลวดลายมีขนาดเล็กกว่าผ้าลายอย่าง และมีการพิมพ์คำว่า “มัสกาตี” ซึ่งเป็นชื่อสกุลและยี่ห้อที่ผืนผ้า

“ตอนแรกเราไม่ค่อยรู้ว่าผ้านั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยน เพราะการเรียนโบราณคดี เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ฯลฯ จะให้น้ำหนักกับหลักฐานที่เป็นวัตถุมากกว่าที่เป็นเอกสาร การเชื่อมโยงความรู้ทางประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์กับวัตถุวัฒนธรรมก็ไม่ค่อยมอง แต่เมื่อมาศึกษาเรื่องของมัสกาตี เราเห็นว่าตัวสินค้าถูกใช้เป็น currency เป็นของแลกเปลี่ยน

มัสกาตีเอาผ้าเข้ามาในช่วงที่สยามเริ่มผลิตข้าวส่งออก แล้วมีหลักฐานของกรมศุลกากรว่ามีคนจีนมารับผ้าจากมัสกาตีไปแลกข้าว แล้วพอถึงเวลาก็เอาเงินต้นมาคืน และพบว่าคนที่มีรายได้ คนที่ปลูกข้าวทำนา สมัยนั้นต้องนุ่งผ้ามัสกาตี มันจะไปโยงผ้ามัสกาตีที่ห่อคัมภีร์ตามภูมิภาคลุ่มแม่น้ำ และเกี่ยวข้องกับ เศรษฐศาสตร์ของการค้าข้าวที่มีผ้าลาย ผ้าแขกเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน” อาจารย์ประภัสสรกล่าว

ธุรกิจผ้าลายเริ่มการแข่งขันมากขึ้นใน พ.ศ. 2481 มัสกาตีจึงทำโฆษณาด้วยการเป็นสปอนเซอร์การประกวดนางสาวสยาม จึงมีภาพ นางสาวพิสมัย โชติวุฒิ ผู้ประกวดเป็นนางสาวสยามปีนั้น ห่มสไบเฉียงนุ่งผ้าซิ่น สวมมงกุฎนางงาม จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ้าลายจากอินเดียที่ต้องลงแป้งต้องยุติกิจการไปโดยปริยาย เนื่องจากรัฐบาลอินเดียสั่งห้ามนำแป้งซึ่งเป็นอาหารไปทำกิจการอื่น

ส่วนประเทศไทยได้มีการตั้งโรงงานชื่อ “สินไทย” ของ นายเอ็กเซ็ง แซ่ฉั่ว ซึ่งยังเป็นการพิมพ์ผ้าด้วยมือ โดยใช้แม่พิมพ์ทองแดง แม่พิมพ์ไม้ ทำลายเลียนแบบผ้าแขก ต่อมานายเอ็กเซ็งได้ร่วมทุนกับบริษัทฝรั่ง แต่ภายหลังกิจการมีปัญหา โรงงานประณีตศิลป์อุตสาหกรรมมาซื้อกิจการไป และเริ่มมีผู้ผลิตรายอื่นๆ ตามมา ผ้าลายแบบอินเดียก็ค่อยกลายเป็นลายไทยมากขึ้นจนเป็นผ้าลายที่คุณยายนุ่งโจงกระเบนในปัจจุบัน

“นี่ทำให้เห็นว่าผ้ามันเป็นประดิษฐกรรมที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ทางกาย ที่ทำให้เราอบอุ่น หรือปกปิดร่าง เพราะสุดท้ายมันตอบโจทย์ความต้องการทางจิตใจและทางสังคม ไม่ว่าเรื่องความสวยงาม การถูกมอง การประเมินสถานภาพบุคคล ฯลฯ”อาจารย์ประภัสสรกล่าว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก วิภา จิรภาไพศาล.จาก ‘ผ้าลายอย่าง’ ถึง ‘ผ้าลาย’ : ประดิษฐกรรมที่บอกเล่าประวัติศาสตร์” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม 2561.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 ตุลาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...