โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Learning to Die, Finally: อ่าน ‘ความตาย’

The Momentum

อัพเดต 19 เม.ย. 2568 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2567 เวลา 12.00 น. • THE MOMENTUM

When Philo Met Sophia (15)

Learning to Die, Finally

อ่าน ‘ความตาย’

“ความตาย และมีเพียงแต่ความตายเท่านั้น ที่เราควรจะปรึกษาพูดคุยในเรื่องชีวิต ไม่ใช่ในเรื่องของอนาคตอันเคลือบคลุม หรือหนทางในการรอดชีวิต แต่เป็นเรื่องที่เราจะไม่ได้อยู่อีกต่อไป มันคือจุดจบของตัวเราเอง และทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาระหว่างความตายกับ ณ ตอนนี้”[1]

มารี เรเนรู (Marie Lenéru)

1

ในบทสัมภาษณ์สุดท้ายของ ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ Le Mondeฉบับวันที่ 19 สิงหาคม 2004 หรือก่อนหน้าที่เขาเสียชีวิตไม่นาน (ซึ่งต่อมาแปลและพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ Learning to Live Finally: An Interview with Jean Birnbaum) เน้นย้ำถึงความคิดหนึ่งที่แดร์ริดายึดถืออย่างหนักแน่นเรื่อยมาว่า ‘การเรียนรู้ที่จะมีชีวิต’ ที่แท้แล้วคือ ‘การเรียนรู้ที่จะตาย’ ดังที่เขาอธิบายไว้ว่า “การเรียนรู้ที่จะมีชีวิตควรจะเป็นการเรียนรู้ที่จะตาย เรียนรู้ที่จะระลึกได้ เช่นเดียวกับยอมรับมรณกรรมสัมบูรณ์ (ที่ไม่มีทางรอด การฟื้นคืนกลับมาใหม่ หรือการไถ่ถอนใดๆ ไม่ว่าสำหรับตัวเราเองหรือคนอื่นๆ) นี่เป็นคำประกาศทางปรัชญาเก่าแก่นับจากยุคของเพลโตเป็นต้นมาว่า การทำปรัชญาคือการเรียนรู้ที่จะตาย”[2]

‘ความตาย’ ที่กล่าวข้างต้นเรียกว่า เป็นมากกว่า ‘มรณกรรมธรรมดา’ เพราะมันคือการตระหนักรับรู้ถึง ‘ความตาย’ ที่เรารับมอบมาตั้งแต่เริ่มมีชีวิต และมีแต่เราเท่านั้นที่จะรับมันไว้ เมื่อเวลาสุดท้ายมาถึง เหมือนดังเช่นที่เขากล่าวไว้ใน The Gift of Death[3] ว่า “ความตายเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครอื่นใดจะประสบ หรือเผชิญหน้าแทนที่ตัวฉัน”[4]หรือ ฉันสามารถให้ทุกสิ่งอย่างให้คนอื่นได้ ยกเว้นเพียงแค่ความตาย ไม่สามารถตายแทนเธอ ในความหมายของการเข้าไปตายแทนที่เธอ ฉันสามารถตายเพื่อคนอื่นได้ ในความหมายที่ความตายของฉันอาจช่วยให้เขามีชีวิตยืนยาวขึ้น ฉันสามารถช่วยเหลือใครสักคน โดยการกระโจนลงน้ำหรือเปลวเพลิง เพื่อดึงเขาออกมาจากเงื้อมเงาของความตายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ฉันสามารถมอบหัวใจให้กับเธอ ทั้งในความหมายตรงๆ หรือความเปรียบเปรย เพื่อให้เธอมีชีวิตต่อไป แต่ฉันไม่สามารถตายแทนที่เธอ ฉันไม่สามารถสละชีวิตของฉันเพื่อแลกเปลี่ยนกับความตายของเธอ”[5]

ภาพข่าวมรณกรรมของฌาคส์ แดร์ริดา ในหนังสือพิมพ์ Le Monde ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม 2004

ความตายสำหรับแดร์ริดาจึงไม่เพียงทำให้สิ่งต่างๆ ทั้งหลายมีชีวิต แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละชีวิตแตกต่างและมีความตายเป็นของตนเอง จากบทสัมภาษณ์สุดท้ายดังกล่าว แดร์ริดายอมรับว่า ต่อให้เขาเข้าใจ (โดยเราต้องไม่ลืมว่าแดร์ริดาเคยบรรยายวิชาในประเด็นชีวิต-ความตายมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970)[6]หากก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับการอ้าแขนรับความตายของตนเองเข้ามา เพราะตัวเขายังคงรักษาสถานะ ‘ผู้รอดตาย’ เอาไว้ และสถานะดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อมิตรสหายและคนในรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาไม่ว่าจะเป็น ฌียส์ เดอเลิซ (Gilles Deleuze), หลุยส์ มาแร็ง (Louis Marin) หรือปิแยร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) ค่อยๆ อำลาจากโลกนี้ไปเกือบหมดสิ้น

2

ความตายแยกมัตยะ (Mortal) ออกจากอมัตยะ (Immortal) หรือทวยเทพทั้งหลาย ความตายจึงเป็น ‘เครื่องหมาย’ ของการมีชีวิตอยู่ การครุ่นคิด หรือปรึกษาหารือกับความตาย เพื่อเข้าใจชีวิตเป็นเส้นทางทางความคิดจากอารยธรรมโบราณดำรงอยู่สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับเฮเกล (G.W.F. Hegel) มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ ไม่ใช่แค่มนุษย์มีจิตสำนึก แต่มนุษย์มีจิตสำนึกที่จะรู้จักตัวเอง และความตายคือเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงจิตสำนึกนี้ ดังวาทะที่เฮเกลกล่าวไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายตาย แต่ความตายของสัตว์นั้นกลายเป็นจิตสำนึกของมนุษย์”

การรับรู้ตนเอง (Self-Consciousness) สำหรับเฮเกลแล้วมีหลายขั้นตอน การอุปมาเรื่องนายกับทาสคือขั้นตอนหนึ่งที่เขายกมาเพื่ออธิบาย ด้วยเพราะมนุษย์แต่ละคนจำเป็นต้องแสวงหาการรับรู้ตนเอง หากการรับรู้นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการปฏิเสธสิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวเราเอง มนุษย์แต่ละคนต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อบรรลุถึงการมีอยู่ของตน การเอาชนะไม่ใช่การฆ่าหรือทำลายอีกฝ่าย แต่ในหลายกรณีคือกำราบให้อีกฝ่ายสยบยอม และตระหนักถึงความเหนือกว่าของผู้ชนะ

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาสจึงเป็นอุปมานิทัศน์ที่มีความสำคัญ และเป็นต้นธารของวิภาษวิธี (Dialectic) ของเฮเกลในเวลาต่อมา การเป็นทาสหมายความถึงการทำงานเพื่อรับใช้นาย คือการใช้แรงงานผลิตปัจจัยต่างๆ ที่นายต้องการ ซึ่งนายก็มักจะปฏิบัติกับทาสเหมือนเช่นวัตถุ หรือมองเห็นทาสเป็นเครื่องมือ การเป็นนายจึงเป็นการตระหนักถึงตัวตนท่ามกลางวัตถุทั้งหลาย

แน่นอนว่าสำหรับเฮเกลยังคงไม่ถือว่าเป็นการตระหนักถึงตัวตนที่สมบูรณ์ ส่วนผู้เป็นทาสที่จำเป็นต้องปฏิเสธความเป็นคนของตนเอง ในอีกแง่เขากลับถ่ายทอดความเป็นตัวเขาลงไปบนวัตถุต่างๆ ที่สร้างหรือทำขึ้น ทาสสามารถตระหนักถึงตัวเองได้จากสิ่งที่ตนผลิต ทว่าสิ่งที่ตนผลิตก็เป็นสมบัติของนาย หรือเป็นอิสระต่อทาส การตระหนักรู้ของทาสจึงไม่สมบูรณ์เช่นกัน ในมุมมองของเฮเกล ทาสดูเหมือนจะมีข้อได้เปรียบกว่าตรงที่มีโอกาสในพัฒนาการรับรู้ของตนในระดับที่สูงขึ้น ทาสสามารถตระหนักถึงเสรีภาพทางความคิดที่กำหนดปัจจัยการผลิตอีกชั้น

เช่นเดียวกัน การเสี่ยงชีวิตหรือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อรอดพ้นความตายเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้ตนเอง แต่สำหรับเฮเกลแล้ว การมีเพียงรับรู้ตนเองก็เป็นเพียงความรู้เพียงด้านเดียว หรือเท่ากับการพูดว่า ฉันเท่ากับตัวฉัน และไม่อาจช่วยให้ฉันสามารถเข้าใจโลกได้อย่างครบถ้วน การรับรู้ตนเองจึงต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ภายนอก

สิ่งที่เรียกว่าความปรารถนาในสิ่งอื่น แต่ในโลกที่เราอยู่นั้น ความปรารถนานี้จะไม่มีวันได้รับการเติมเต็ม เราจะยังคงต้องการหรือปรารถนาในสิ่งอื่นเรื่อยไป

3

“เรามีข้อเท็จจริงสองอย่างบนโลกใบนี้ที่เที่ยงแท้แน่นอน หนึ่ง เราไม่อาจเป็นทุกสิ่งอย่าง และสอง เราต้องตาย”[7]

ฌอร์จส์ บาตาย(Georges Bataille)

ความตายคือธุระของคนเป็น หรือคนที่มีชีวิตอยู่แลดูคนตายจากไป สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกล้วนต้องตาย แต่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่มองเห็นความตายเป็นปัญหา สิ่งมีชีวิตอาจมีวัฏจักรคล้ายหรือเหมือนกัน แต่มีแค่เราที่ตระหนักได้ว่า ตัวเองจะต้องตาย[8]ความตายของคนจึงมีนัยแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในกรอบอธิบายทางด้านสังคมวิทยา มุมมองต่อความตายนี้แปรผันไปตามพื้นที่ กาลเวลา หรือสภาพสังคมที่เราดำรงอยู่ เราจะเข้าใจทัศนคติและความคิดเรื่องความตายได้ก็จำเป็นต้องอ้างอิงเชื่อมโยงกับสวัสดิภาพและช่วงชีวิตของปัจเจกทั้งหลาย ด้วยเพราะในสังคมที่อายุขัยคนเรายืนยาว ความตายก็เหมือนถูกรั้งชะลอไว้ จนภาพของคนตาย หรือความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย ก็ย่อมเป็นไปได้ที่เราจะลืม หรือเก็บกดความคิดเกี่ยวกับความตายเอาไว้[9]

แต่ในบางห้วงเวลาที่ความตายคือสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป (เช่นระหว่างเกิดสงครามและโรคระบาด) การเตรียมพร้อมหรือตระหนักถึงความตายก่อนจะตาย จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการดิ้นรนมีชีวิตรอด[10]

ในนิยายอัศวินจากช่วงปลายยุคกลาง หรือวรรณกรรมเก่าแก่ของฝรั่งเศสอย่าง La Chanson de Roland ก็บรรยายถึงการรอคอยความตายของตัวเอกไว้ แม้แต่นวนิยายจากศตวรรษที่ 17 อย่าง Don Quixoteในฉากตอนที่ตัวเอกกำลังจะสิ้นลมหายใจ เขาก็เลือกเผชิญหน้ากับความตายแทนการหลีกเร้นหลบไปในโลกของนวนิยายที่เขาหลงใหลคลั่งไคล้

ในหลายสังคมการเปิดบ้านให้สาธารณชนเข้าไปเยี่ยม หรือดูใจคนที่กำลังจะตายเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ที่ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (และเรียกว่าเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เราเกิดและตายในโรงพยาบาล) ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความสำคัญในการตระหนักถึงความตาย หรือการพยายามทำความรู้จักกับความตาย ก็อยู่ในอุปมานิทัศน์ ‘ระบำมรณะ’ (Danse Macabre) ภาพโครงกระดูกเต้นระบำที่แพร่หลายในงานจิตรกรรมช่วงปลายของยุคกลาง หรือหากเป็นละครก็คือฉากตอนหนึ่งใน Hamletของเชกสเปียร์ ที่ตัวเอกของเรื่องหยิบกะโหลกบนหลุมศพมาพูดคุย ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า การคิดถึงความตายกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์เคยคุ้น และมันเริ่มมีเค้าลางของความเปลี่ยนแปลงให้เห็นนับจากศตวรรษที่ 16 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อภาพระบำมรณะแบบดั้งเดิมที่โครงกระดูกหรือความตายแทบจะไม่เคยสัมผัสต้องตัวบุคคลในภาพ เริ่มมีห้วงการกระทำที่ดูรุนแรงมากขึ้นพร้อมๆ กับมีนัยทางเพศ จนดูราวกับความตายกำลังขืนใจชีวิต[11]

ด้วยเหตุนี้เองนักประวัติศาสตร์สังคมบางคนจึงลงความเห็นว่า ความคิดในเรื่องความตายมีวิวัฒนาการสวนทางกับอารยธรรมของมนุษย์ คือเริ่มต้นจากความตายที่เชื่องก่อนจะพัฒนาไปสู่ความตายที่ป่าเถื่อน[12]

แต่ถ้าพิจารณาในกรอบคิดทางปรัชญา ความตายของมนุษย์ถูกฝังไว้ภายในจิตสำนึก ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์และสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป ที่ความตายคือสิ่งที่อยู่ภายนอก สัตว์อาจหยิบยื่นความตายให้แก่กัน เพื่อความอยู่รอด แต่มันจะไม่สร้างหรือสถาปนาความตายไว้ภายในจิตสำนึกของมัน[13]

ในผลงาน Phenomenology of Spiritเฮเกลชี้ให้เห็นว่า การรู้จักและเผชิญกับความตายโดยมุ่งมั่น หรือการต่อสู้ดิ้นรนให้พ้นจากความตาย คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ หรือใน System of Ethical Life ที่เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า “ในความตายเขาสามารถตระหนักถึงความมีอิสรภาพสมบูรณ์และความมีเสรี (เพื่อ) ตัวเขาที่เป็นเหมือนดังจิตสำนึกเชิงนิเสธ”[14]ความตายในแง่มุมทางปรัชญาทำให้เกิดความรู้สึกสองด้านควบคู่กันไป คือการตระหนักถึงความตาย ทั้งในแง่ของ ‘มิตรแท้’ และ ‘ศัตรูถาวร’ ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรูปแบบความคิดและคงเป็นที่ถกเถียงกันสืบเนื่องเรื่อยมาในโลกวิชาการด้านปรัชญาจนถึงทุกวันนี้

4

แน่นอนว่าคงจะไม่มีนักปรัชญาคนใดบนโลกหล้าที่ ‘มรณกรรม’ ของเขาจะสร้างความน่าฉงนฉงายใจให้กับผู้คนทั้งหลายได้มากเท่ากับ เอมพิโดคลิส (Empedocles) เมธีกรีกโบราณที่ ‘ความตาย’ ของเขาถูกแปรเปลี่ยนเป็น ‘ตำนานความตาย’ ที่มีมากมายหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่กระโจนลงปล่องภูเขาไฟ ผูกคอตาย กระโดดน้ำ และกระทั่งหายลับไป[15]การที่เอมพิโดคลิสสามารถตายได้มากกว่า 1 ครั้ง เพราะความตายของเขาถูกเชื่อว่า เป็นพิธีเปลี่ยนผ่านให้เขาเป็นอมตะ ซึ่งสอดคล้องกับหลักความปรัชญาของเขาที่ว่า แท้จริงแล้วไม่มีการเกิดหรือการตายอย่างแท้จริง มีแต่การสืบทอดเกี่ยวเกาะกันระหว่างชีวิตทั้งหลาย[16]

ความตายในมุมมองทางปรัชญาถูกขบคิดพิจารณามาก่อนว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับชีวิต ชีวิตคือสิ่งที่ส่งมอบต่อกันไป ชีวิตหนึ่งดับสิ้นลงเพื่อให้ชีวิตอื่นดำเนินต่อไป เหมือนดังถ้อยความของ ลูเครทิอัส (Lucretius) กวีและปราชญ์ชาวโรมันที่ว่า “สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีชีวิตอยู่โดยพึ่งพาชีวิตอื่นๆ เหมือนกลุ่มของนักวิ่งที่ส่งมอบคบเพลิงต่อกันไป”

ฉะนั้น ปราศจากความตายแล้ว ชีวิตก็ย่อมจะไม่ใช่ชีวิต การเป็นอมตะ หรือการมีชีวิตอยู่ยืนยาวไม่สิ้นสุดแบบแวมไพร์ไม่อาจเรียกว่าชีวิตได้ ความตายจึงเปรียบดังของขวัญ หรือเป็นปลายทางที่ชีวิตทั้งหลายมุ่งไป และในอีกทางก็เป็นสิ่งที่กำหนดความหมายของชีวิต

เอมพิโดคลิส (Empedocles) เมธีกรีกโบราณที่ ‘ความตาย’ ของเขาถูกแปรเปลี่ยนเป็น ‘ตำนานความตาย’ ที่มีมากมายหลากหลายรูปแบบ

ซิเซโร (Cicero) ปราชญ์ชาวโรมันจึงกล่าวว่า การทำปรัชญาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเตรียมพร้อมที่จะตาย ด้วยเพราะการขบคิดทางปรัชญา คือการชักพาวิญญาณเราออกไปนอกร่างกาย เป็นภาวะที่คล้ายคลึงกับการตาย และเมื่อฝึกฝนที่จะขบคิดเช่นนี้เรื่อยไป เราก็จะเคยชินและเข้าใจเองว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่าพรั่นพรึงแต่อย่างใด

แต่ มงแตญ (Montaigne) นักเขียนชาวฝรั่งเศสก็ชี้เตือนผู้หมกมุ่นกับความตายว่า นั่นอาจไม่ใช่หนทางแห่งการใช้ชีวิต หรืออย่างน้อยก็เขาคนหนึ่งก็ไม่ยอมที่จะครุ่นคิดถึงความตายจนสิ้นไร้ความสุข

สิ่งที่มงแตญคิดถูกอธิบายขยายความไว้อย่างน่ารับฟังโดย บารุค สปิโนซา (Baruch Spinoza) นักปรัชญาดัตช์เชื้อสายยิว ผู้ที่มองว่า การจดจ่ออยู่กับความตายหรือไม่เข้าใจความตายอาจนำไปสู่ความชั่วร้ายได้

สปิโนซาแบ่งแยกคนออกเป็น 2 จำพวก พวกแรกคือ Homines Carnalesความตายมีบทบาทหรือส่งผลกระทบในทางที่เลวร้ายต่อคนจำพวกนี้ ขณะที่พวกหลังคือ Homines Sapientesความตายไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นสำหรับสปิโนซาแล้ว “ไม่มีอะไรที่เสรีชนควรจะคิดถึงน้อยยิ่งกว่าความตาย และปัญญาของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อขบคิดเรื่องความตาย ทว่ามีไว้เพื่อขบคิดถึงชีวิต”[17]สำหรับสปิโนซา เราสามารถอธิบายถึงความตายง่ายๆ ว่า “ถ้าเราอยู่ตรงนี้ ความตายก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ และในทางกลับกัน เมื่อความตายอยู่ที่นี่ เราก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้”[18]

5

แต่กระนั้นในโลกสมัยใหม่ การรู้จักและเข้าใจความตายของตัวเรา กลับถูกอธิบายโดยนักปรัชญาบางคนว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความตายของเราเกิดก็เมื่อเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น หรือไม่ได้มีลมหายใจหรือการรับรู้ใดๆ อีกต่อไป คนที่รับรู้และเฝ้าดูความตายของเราจึงไม่ใช่ตัวเรา

ใน Division 2 ของหนังสือ Being and Timeมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) กล่าวถึงการเผชิญหน้าระหว่างความตายกับหมวดหมู่แห่งการดำรงอยู่ที่เขาเรียกว่า Daseinพร้อมทั้งอธิบายให้เห็นว่า ความตายของบรรดา Das Man(The Them) หรือรูปแบบการดำรงอยู่อันไม่เที่ยงแท้ที่อยู่ในโลกประจำวัน (Everydayness) ผู้พูดคุยด้วยภาษาอันหาสาระไม่ได้ (Idle Talk) จะเป็นความตายที่เป็นเพียงข้อมูลชนิดหนึ่ง เช่น ผู้ตายรู้จักกับพวกเขาหรือไม่ ผู้ตายตายเพราะเหตุใด หรือเป็นความตายที่พวกเขารู้เพียงว่า มีเกิดขึ้นทุกนาทีทุกชั่วโมง แต่ไม่สามารถเข้าใจหรือตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของมันได้ ความตายและการตายเชิงกายภายจึงมีนัยแตกต่างกัน เพราะสำหรับไฮเดกเกอร์แล้ว ความตายคือความเป็นไปได้ของความเป็นไปไม่ได้ที่สมบูรณ์แบบของ Daseinเหตุนี้จึงไม่อาจเปรียบเทียบได้กับการหมดสิ้นลงของบางสิ่ง ความตายของคนคนหนึ่งไม่ใช่เหตุการณ์เชิงประจักษ์ ไม่มีใครตายแทนใครได้ ไม่มีใครจะเข้าใจความตายแทนคนตายได้ ความตายจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ Daseinเป็นปัจเจก เราอาจสรุปด้วยคำกล่าวที่ว่า ยิ่งเราเริ่มมีชีวิตมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งมีอายุมากพอที่จะตาย

ด้วยกรอบอธิบายของไฮเดกเกอร์นี้เอง นักคิดในยุคต่อๆ มาจึงอธิบายความตายในฐานะของ ‘ความเป็นไปไม่ได้’ ไม่ใช่เพราะความตายคือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ทว่ามันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะก้าวไปถึงเพื่อเข้าใจหรือรับรู้

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมนักเขียนชาวฝรั่งเศส โมริซ บล็องโชต์ (Maurice Blanchot) จึงเปรียบโยงการเขียนหรือวรรณกรรมเข้ากับความตาย[19]เพราะเขาคิดหรือเชื่อว่า การเขียนคือการขีดฆ่าหรือทำลายความหมายของสิ่งที่มันกล่าวถึง เมื่อเราเขียนถึงสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเขียนถึง เช่นเดียวกับวรรณกรรมที่บล็องโชต์เห็นว่า เราไม่สามารถตั้งคำถามได้ว่า อะไรคือวรรณกรรม? เพราะคำตอบที่อธิบายความเป็นหรือสิ่งที่นิยามวรรณกรรมจะไม่เป็นคำตอบ เพราะวรรณกรรมจะไม่อยู่ตรงนั้น มันจะไม่รอเราอยู่ เมื่อเราพยายามจะให้ความหมาย มันก็เคลื่อนหายไปทุกครั้ง

ฉะนั้นการทำความเข้าใจ ‘การเขียน’ หรือ ‘วรรณกรรม’ บนฐานคตินี้จึงอาจเป็นหนทางหนึ่งที่เราจะสามารถเข้าใจความตาย

ความตายจึงเป็นกล่องปริศนาที่ผู้เปิดไม่สามารถบอกใครได้ว่ามีอะไรอยู่ภายใน เพราะเมื่อเปิดแล้วผู้เปิดก็สิ้นลมหายใจ สิ่งที่เราสามารถกระทำได้คือการสืบย้อนจากศพ แต่ไม่ใช่จากการประสบพบเจอกับความตายตรงๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ความตายจะเป็นตัวละครหรือสถานการณ์ ที่เปี่ยมด้วยไปด้วยปริศนาที่ชวนให้เราสนใจใคร่รู้เสมอมาและอาจเสมอไป

โมริซ บล็องโชต์ (Maurice Blanchot) นักเขียนชาวฝรั่งเศส

เชิงอรรถ

[1] “Death and death alone is what we must consult about life; and not some vague future or survival, in which we shall not be present. It is our own end; and everything happens in the interval between death and now.”

[2] Learning to Live Finally: An Interview with Jean Birnbaum.Edited by Jean Birnbaum. (New Jersey: Melville House, 2007) 24.

[3] ผลงานชิ้นนี้กล่าวถึงกำเนิดแนวคิดทางศาสนา โดยแดรร์ริดาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อเขียนชิ้นสำคัญของยาน พาทอชกา (Jan Patočka) นักปรัชญาชาวเชคที่พยายามอธิบายว่า ศาสนาถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบ (Responsibility) ซึ่งแดร์ริดาชี้ให้เห็นว่า ความรับผิดชอบแรกสุดของมนุษย์เรา ทั้งหลายคือการเผชิญหน้ากับความตายของตนเอง

[4] Jacques Derrida, The Gift of Death,translated by David Wills, (Chicago: University of Chicago Press, 1996) 41.

[5] Ibid., 43.

[6] โปรดดู Jacques Derrida, Life Death,translated by Pascale-Anne Brault and Michael Naas (Chicago: University of Chicago Press, 2020).

[7] “We have in fact only two certainties in this world - that we are not everything and that we will die.”

[8] Norbert Elias, Loneliness of the Dying, translated by Edmund Jephcott, (New York: Continuum, 2001) 3.

[9]Ibid., 8.

[10] Philippe Ariès, Western Attitude Toward Death,translated by Patricia M. Ranum, (London: Marion Boyars, 1976), pp. 2-3

[1]Ibid., 56.

[12]Ibid., 13-14.

[13] Gilles Deleuze, Spinoza: Practical Philosophy,translated by Robert Hurley, (San Francisco: City Lights Books, 1988) 12-13.

[14] “…in death he can realize his absolute independence and freedom [for] himself as absolutely negative consciousness.”

[15] Ava Chitwood, Death by Philosophy, (Michigan: The University of Michigan Press, 2006), 1.

[16] Empidocles, The Fragments of Empidocles, translated by William Ellery Leonard, (Chicago: Open Court Publishing Company, 1908), 18.

[17] “A free man thinks of nothing less than of death, and his wisdom is not a meditation upon death but upon life.”

[18] “If we are here, death is not here and, on the contrary, when death is here, so we are not here.”

[19] Maurice Blanchot, Work of Fire, (California: Stanford University Press, 1994), 300.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...