(จบ) ไป๋อวี้เจียวทะลุมิติพร้อมแหวนหยกพันปี (มี E Book )
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องย่อ
พันเอกหญิงไป๋อวี้เจียวแพทย์อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 25 ผู้คิดค้นยาอายุวัฒนะที่สามารถยืดอายุมนุษย์ได้กว่าสองร้อยปี ความสามารถอันเป็นเลิศทั้งด้านการแพทย์การวางกลยุทธ์และความจำที่ไม่มีวันลืมทำให้เธอเป็นที่ยกย่องและอิจฉาไปพร้อมกัน
ทว่าความสำเร็จกลับนำพาอันตรายมาสู่เธอเมื่อองค์กรลับหมายแย่งชิงผลงานเธอถูกหักหลังและถูกไล่ล่าจนมาจบลงที่สุสานร้าง… ในห้วงสุดท้ายของชีวิตเธอเอื้อมมือไปคว้าแหวนหยกแตกร้าวที่ถูกทิ้งไว้แถวนั้น โดยไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล
เมื่อแหวนหยกดูดกลืนเลือดของเธอราวกับมันกระหายมานับพันๆ ปี ฉับพลันรอยแตกร้าวก็เลือนหายประกายแสงลึกลับแผ่ซ่านออกมาแหวนหลอมรวมเข้ากับร่างของเธอก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปพร้อมกับวิญญาณที่ปลิดปลิว
ทว่าความตายไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดเธอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของไป๋อวี้เจียวเด็กหญิงวัย 4 ขวบในโลกโบราณที่เสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วย เธอมาพร้อมกับแหวนหยกที่ได้กลายเป็นรอยสักรูปแหวนบนนิ้วของเธอ
เมื่อความทรงจำกลับมาทำให้ทราบว่าเธอคือบุตรสาวคนสุดท้องของไป๋หรงเฉินอดีตเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์แห่งแคว้น แคว้นไท่หยวน ผู้เคยช่วยชีวิตฮ่องเต้หลงเซิ่งหยวนจากการลอบสังหาร ทว่ากลับถูกใส่ร้ายว่าคิดก่อกบฏจนต้องโทษประหาร 9ชั่วโคตร แต่ด้วยป้ายทองเว้นโทษตายที่ฮ่องเต้หลงเซิ่งหยวนเคยให้ไว้ ทำให้ครอบครัวของไป๋หรงเฉินรอดจากการถูกประหาร แต่ทว่าก็ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงกว่า 3,000 ลี้ ตระกูลไป๋กว่า 30 ชีวิตต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการเดินทางอันแสนยาวไกลและยากลำบาก เพื่อไปให้ถึงหมู่บ้านชายแดนที่เป็นรอยต่อกับแคว้นที่เป็นศัตรูที่เต็มไปด้วยภัยสงคราม
แม้ร่างกายจะเป็นเด็กน้อย แต่จิตวิญญาณของเธอยังคงเป็นแพทย์อัจฉริยะจากอนาคต เธอตัดสินใจใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเหลือครอบครัว และสืบหาความจริงเบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสีของตระกูลไป๋ว่าผู้ใดกันแน่ที่ต้องการทำลายล้างตระกูลไป๋ของนาง
ระหว่างการเดินทางที่แสนยากลำบาก แต่แล้วเธอกลับค้นพบเรื่องที่น่าตกตะลึงแหวนหยกที่ได้กลายเป็นรอยสักบนนิ้วนั้น ไม่ใช่แค่แหวนธรรมดาแต่มันคือ แหวนมิติที่มีอายุหลายพันปี!และมีเจ้าของมาแล้วถึง 99 คน
ทุกคนที่เคยเป็นเจ้าของแหวน ต่างสะสมทรัพย์สมบัติและของล้ำค่าเอาไว้ภายในแหวนมิตินี้จนล้นพ้นไม่ว่าจะเป็น
??”? เนื้อสัตว์อสูรในตำนาน ที่คงความสดใหม่ไม่เน่าเสีย
??”?อาวุธเทพและอุปกรณ์สงครามมากมาย
??”?น้ำพุวิญญาณ: น้ำทิพย์ที่สามารถฟื้นฟูพลังที่สามารถใช้ได้ทั้งคนและพืชผัก
??”?ตำราหมื่นพิษ /ตำราการแพทย์บรรพกาล:ที่รวมสูตรพิษและการรักษาจากทั่วทุกมุมโลก
??”?พืชผักวิญญาณ ที่ช่วยฟื้นฟูกำลังภายในและร่างกาย
??”?ตำราวรยุทธ์และคัมภีร์วิเศษ/คัมภีร์สะกดวิญญาณที่โลกภายนอกไม่มีใครเคยเห็น
??”?เงินตำลึงทอง ตำลึงเงิน ทองคำ หยก เพชร อัญมณี สมบัติล้ำค่ากองเป็นภูเขา
??”?เสื้อผ้า เครื่องประดับ และของใช้หรูหรา ผ้าไหม ของทุกยุคสมัย
??”?ยันต์ค่ายกลพลังฟ้า: ค่ายกลสำเร็จรูปที่ใช้ป้องกันศัตรูหรือซ่อนตัว
??”?อาหารและเสบียงมากมายที่สามารถเลี้ยงกองทัพนับแสนนับล้านได้โดยที่ไม่มีวันหมด
ท่ามกลางสมบัติที่สะสมมานับพันๆ ปี ไป๋อวี้เจียวไม่เพียงแต่ได้รับมรดกทั้งหมดจากอดีตเจ้าของแหวนทั้ง 99 คน แต่เธอยังเป็นผู้ครอบครองคนที่ 100ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจมีความหมายพิเศษบางอย่างต่อแหวน
มันจะกลายเป็นพรหรือคำสาปกันแน่? และเธอจะใช้ทรัพย์สมบัตินี้เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตระกูลไป๋ และพลิกชะตาของตัวเองได้หรือไม่?
มาติดตามเอาใจช่วยผู้พันสาวคนนี้กันเถอะค่ะ
ด้วยรัก
จาก
Primพริมโรส
พันเอกหญิงไป๋อวี้เจียว
บทที่ 1 พันเอกหญิงไป๋อวี้เจียว
แสงไฟนีออนส่องสว่างทั่วตึกสูงใหญ่ที่เป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทางของกรมทหาร ณ ใจกลางมหานครปักกิ่ง ที่นี่ไม่ใช่แค่ตึกสูงธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็นห้องทดลองวิจัยลับที่เรียกกันว่า Base X ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของรัฐบาล เสียงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลากชนิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ราวกับไม่มีใครได้หยุดพัก
“เชิญครับ ท่านพันเอกไป๋”
นายทหารหนุ่มคนหนึ่งกดปุ่มเปิดประตูห้องทดลองหลัก บานประตูไฮเทคเลื่อนเปิด ภายในห้องนั้นมีแคปซูลแก้วอยู่เรียงราย บ้างบรรจุตัวอย่างดีเอ็นเอ บ้างเก็บสารเคมีหายาก ซึ่งแต่ละแคปซูลมีราคาประเมินค่าไม่ได้ ทว่าดวงตาของไป๋อวี้เจียวมิได้หันไปสนใจสิ่งเหล่านั้นมากนัก เธอกลับจับจ้องไปที่แคปซูลสีเงินใบหนึ่ง ซึ่งมีสติ๊กเกอร์ข้อความกำกับไว้ว่า The Eternal-L Project หรือชื่อที่คนทั่วไปเรียกกันว่า โปรเจคยาอายุวัฒนะ ที่เธอนั้นเป็นผู้อำนวยการดูแลโปรเจคนี้ตั้งแต่แรกจนกระทั่งตอนนี้
ไป๋อวี้เจียวสาวเท้าเข้าไปหยุดตรงหน้าแคปซูลนั้น สัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบอย่างทะนุถนอม ดวงตาสีดำสนิทฉายแววคมกล้าและท้าทาย
“ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ…” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังพูดคุยกับตนเอง
พันเอกหญิงไป๋อวี้เจียว มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นอัจฉริยะแห่งวงการแพทย์ ผู้สามารถต่อยอดความก้าวหน้าทางพันธุกรรม จนค้นพบสารสกัดที่สามารถยืดอายุมนุษย์ได้เป็นสองร้อยปี เธอไม่ได้เป็นเพียงแพทย์ แต่ยังเป็นอัจฉริยะด้านการวางกลยุทธ์และการเอาตัวรอดในสนามรบ การฝึกฝนในหน่วยรบพิเศษทำให้เธอเก่งกาจทั้งวิชาการต่อสู้และวิทยาการศาสตร์แขนงต่าง ๆ
ในโลกที่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยกว่าร้อยปีอยู่แล้ว การมีอายุขัยที่ยาวนานถึงสองร้อยหรือมากกว่านั้น เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้ามนุษยชาติอย่างยิ่งยวด จึงไม่น่าแปลกใจที่การค้นพบครั้งนี้จะดึงดูดสายตาขององค์กรลับและไม่ลับที่ไม่ประสงค์ดีต่อสันติภาพ แต่โหยหาอำนาจและความเป็นอมตะเหนือผู้อื่น
ยิ่งไปกว่านั้น ความเฉลียวฉลาดและความทรงจำเป็นเลิศของไป๋อวี้เจียว ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสำหรับใครหลายคนที่หวงแหนตำแหน่งและอำนาจ เธอจึงเป็นที่อิจฉาและยกย่องในคราเดียวกัน หลายครั้งที่เธอนั้นรับรู้ว่าพวกเขาพูดถึงเธออย่างไร
“เธอจะมีประโยชน์กว่านี้ ถ้าเราควบคุมเธอได้ และงานวิจัยทั้งหมดของเธอก็จะตกเป็นของพวกเขา”
เสียงซุบซิบเหล่านั้นเล็ดลอดเข้ามาในหูเธออยู่เสมอ เธอรับรู้ดีแต่ก็ไม่เคยเผยท่าทีหวาดกลัว ยังคงก้าวเดินอย่างมั่นใจในเส้นทางที่ตนเลือก
“เช็กระบบตรวจวัดคลื่นสมองเรียบร้อยค่ะ ท่านพันเอก”
เสียงผู้ช่วยวิจัยดังขึ้นข้างกายไป๋อวี้เจียว เธอพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับแล้วหันไปสนทนาเล็กน้อย ตรวจสอบทุกอย่างให้แน่ใจว่ายาอายุวัฒนะได้รับการเก็บรักษาในสภาวะปลอดเชื้อสมบูรณ์ เธอหวังว่าในอนาคต สิ่งนี้จะถูกใช้เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั่วโลก ไม่ใช่ถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือการสงคราม
ขณะนั้นเอง แสงไฟในห้องก็กะพริบวูบวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ เสียงสัญญาณเตือนภัยพลันแผดดังลั่น
“บุคคลไม่ได้รับอนุญาตบุกรุก! บุคคลไม่ได้รับอนุญาตบุกรุก!”
“เกิดอะไรขึ้น!”
ไป๋อวี้เจียวขมวดคิ้ว เธอล้วงหยิบปืนพกประจำตัวขึ้นมาเตรียมพร้อม ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดัง ปัง ๆ ๆ ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน
“มีศัตรูบุกเข้ามาใน Base X!”
นายทหารคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน เลือดโชกเต็มแขน
“พวกมันใช้เกราะล่องหน และอาวุธพลาสม่า แถมยังมีบางคนใช้ระเบิดคลื่น EMP เพื่อปลดระบบรักษาความปลอดภัย!”
สถานการณ์กลายเป็นสงครามขนาดย่อมในห้องทดลองลับแห่งนี้ในชั่วพริบตา ไป๋อวี้เจียวตาเบิกกว้าง เข้าใจทันทีว่าศัตรูต้องการอะไร “ตัวยาและสูตรอายุวัฒนะ” แน่นอน
เธอสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ปิดผนึกห้องทดลองแผนกอื่น และรีบอพยพนักวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่
“ไม่ต้องห่วงฉัน ออกไปให้พ้นที่นี่ เร็ว!”
เธอตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พลางยิงตอบโต้ผู้บุกรุกที่ค่อย ๆ บุกเข้ามาใกล้
“เป้าหมายอยู่ตรงนั้น!”
เสียงทุ้มเย็นของชายใส่ชุดเกราะสีดำสนิทดังสะท้อนในโถงทางเดิน ควันสีกำมะถันลอยกรุ่นตามร่องเพดาน
“จับเป็นหรือตายก็ได้ แต่ The Eternal-L Project ต้องเอามาให้ได้!”
ไป๋อวี้เจียวรับฟังแล้วริมฝีปากเม้มสนิท เธอพยายามสงบสติ เพราะรู้ดีว่าความลังเลหรือหวาดกลัวเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้สถานการณ์พังทลายลงได้
เสียงปืนกลและระเบิดพลาสม่าดังอื้ออึงไปทั่ว ใครบางคนปาแก๊สน้ำตาเข้าไปในห้อง เธอจึงคว้าหน้ากากกันแก๊สขึ้นมาสวมแบบฉับพลันทันใด ฉับพลันเธอพุ่งไปกดระเบิดเวลาเล็ก ๆ ที่เธอแอบติดตั้งเอาไว้ในแคปซูลของ The Eternal-L Project ซึ่งตอนที่ทำเธอได้แต่หวังว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้มัน… แต่ทว่าคำอธิษฐานของเธอนั้นคงจะไปไม่ถึงสวรรค์ เพราะว่าในที่สุดเธอก็จำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ
จากนั้นไป๋อวี้เจียวก็เร่งฝีเท้าวิ่งหลบไปทางเส้นทางลับที่เชื่อมต่อไปยังสุสานโบราณด้านหลัง Base X สุสานโบราณแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ร้างที่ถูกดัดแปลงเป็นที่ฝึกทหารใต้ดินหลายสิบปีก่อน แต่ปัจจุบันแทบไร้คนใช้ ประตูทางเข้าเชื่อมกับ Base X ผ่านอุโมงค์ลับซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในค่ายทหารที่รู้ เธอเลือกหนีไปทางนี้เพราะรู้ว่าศัตรูน่าจะไม่คาดคิด หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่รู้ตำแหน่งทางเข้าแน่นอน
“หวังว่าฉันจะถ่วงเวลาให้นักวิจัยคนอื่นหนีได้หมดแล้วนะ”
เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตาลุกวาวมีแววเด็ดเดี่ยวเกินคำว่ากลัว และวิ่งออกไปสู่ความมืดด้านนอกที่เต็มไปด้วยป้ายวิญญาณของคนที่ถูกฝังอยู่ในสุสานที่นี่ทันที…
*****
ไล่ล่าสู่เงามืดของสุสานร้าง
บทที่ 2 ไล่ล่าสู่เงามืดของสุสานร้าง
“ตุ้ม!!”
ระหว่างที่วิ่งออกมาจากห้องทดลองนั้น ระเบิดเวลาที่เธอกดก็ทำงานทันที
ไป๋อวี้เจียวยกยิ้มที่มุมปากอย่างสะใจ…คิดจะเอาแย่งเอางานวิจัยของเธอไปเช่นนั้นรึ…ฝันไปเถอะ ในเมื่อพวกมันกะเล่นเธอถึงตายเช่นนี้เธอก็ไม่กังวลที่จะระเบิดงานทุกอย่างทิ้งให้หมด…ไม่ต้องมีใครได้มันไปทั้งนั้น!!..จากนั้นก็วิ่งพุ่งไปข้างหน้าทันที เพราะเสียงปืนนั้นดังตามมาติดๆ แล้ว
“ปัง!!”
“โอ้ยยย!!”
กระสุนที่พุ่งตามหลังมากระแทกเข้าที่แขนซ้ายของเธอ เลือดสาดกระจายทันที แต่ไป๋อวี้เจียวไม่มีเวลาหยุดพักเธอยังวิ่งต่อไป
ในความมืดของอุโมงค์ใต้ดิน ก้อนหินและโครงสร้างคอนกรีตเก่าๆ มีตะไคร่ขึ้นเขียวครึ้ม แสงไฟฉายจากมือถือส่องสว่างได้เพียงไม่กี่เมตร เสียงฝีเท้าและเสียงหัวใจเต้นโครมครามเป็นสัญญาณเดียวที่บ่งบอกว่าไป๋อวี้เจียวยังมีชีวิต
เธอหยุดหอบเล็กน้อย พยายามตั้งสมาธิระงับความเหนื่อย และตรวจสอบบาดแผลที่ตรงต้นแขนข้างซ้าย บาดแผลไม่ร้ายแรงนักเพราะกระสุนทะลุแขนของเธอไป แต่ก็ทำให้เธอสูญเสียเลือดพอสมควรเธอกัดฟันต่อความเจ็บเดินหน้าต่อ
ตึง! เสียงระเบิดประตูเหล็กห่างออกไปไม่ไกลนัก แรงกระแทกสะเทือนอุโมงค์จนฝุ่นลอยฟุ้ง เธอรู้ทันทีว่ามือสังหารเหล่านั้นตามมาถึงแล้ว และพวกมันไม่ธรรมดาแน่นอน อย่างน้อยต้องมีทีมเทคนิคมากประสบการณ์ เพราะการค้นหาทางลับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“เธอต้องอยู่แถวนี้แน่ อย่าให้หนีไปได้!” เสียงหนึ่งตะโกนก้อง
สิ่งเดียวที่ไป๋อวี้เจียวคิดได้คือต้องหนีต่อไป เพราะสถานการณ์ตอนนี้เธอคนเดียวไม่อาจปะทะศัตรูจำนวนมากพร้อมอาวุธล้ำยุคได้เธอสาวเท้าไปตามเส้นทางแคบๆ ที่คดเคี้ยวลงใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง ประตูหิน ที่สลักลวดลายโบราณ ข้างฝาติดอักษรจีนเก่าแก่และภาพวาดลี้ลับซึ่งเคยถูกค้นพบว่าเป็นเครื่องหมายประจำราชสำนักโบราณเมื่อพันปีก่อน
'สุสานร้าง'แห่งนี้ ลือกันว่าเคยเป็นที่ฝังขุนนางชั้นสูงยุคราชวงศ์เก่า ทว่ากาลเวลาและสงครามได้ทำให้ข้อมูลต่างๆ สูญหายเกือบหมด ไม่มีใครรู้ว่าภายในมีอะไรบ้าง บางคนกล่าวขานว่ามีคำสาป บางคนว่าสมบัติ แต่สิ่งที่แน่ใจคือ มันเป็นเขตอันตรายที่ไม่ค่อยมีใครอยากย่างเท้าเข้าไป
ไป๋อวี้เจียวยิงสลักประตูหินโบราณออกและดึงด้วยแรงที่เหลืออยู่ แล้วกระชากตัวเปิดเข้าไป ภายในมืดสนิท มีเพียงเสาไฟฉายในมือของเธอเท่านั้นที่มอบแสงสว่างน้อยนิดทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงก็พัดเข้าจมูกจนเธอแทบไอ
“ที่นี่คงไม่เคยมีใครมาเป็นสิบๆ ปีแล้วแน่นอน”
เธอคิด แต่ไม่ทันไร เสียงฝีเท้ากระชั้นก็ใกล้เข้ามาเธอรีบหลบหลังเสาหินขนาดยักษ์พร้อมตั้งปืนไว้ในมุมพร้อมยิง
“ถ้าจวนตัวจริงๆ คงต้องเสี่ยงแลกชีวิต”
เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตายังคงมุ่งมั่นไม่หวั่นเกรง
“นายไปทางซ้าย ฉันไปทางขวา”
ศัตรูแบ่งกำลังกันค้นหา เสียงฝีเท้ากึกกักสะท้อนในโถงว่าง เป้าหมายของพวกมันคือตัวไป๋อวี้เจียวเท่านั้นเพราะว่าตอนนี้ ยาอายุวัฒนะนั้นได้ระเบิดเป็นผุยผงไปแล้ว แต่หากว่าจับตัวไป๋อวี้เจียวได้ พวกเขามั่นใจว่าองค์การสามารถที่จะรีดข้อมูลสูตรยาอายุวัฒนะจากเธอได้แน่นอน..และวิธีที่จะรีดความลับนั้นย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวดแน่นอน ใครเล่าจะทนความเจ็บปวดได้
“เปรี้ยง!”
เสียงปืนดังขึ้นจากด้านข้าง ไป๋อวี้เจียวตัดสินใจยิงโจมตีศัตรูที่ปรากฏตัวรุกเข้ามาก่อน พวกมันล้มลงคนหนึ่ง แต่ก็เหลืออีกหลายคนที่ยิงตอบโต้กระหน่ำ เธอจึงต้องกลิ้งหลบไปอีกฝั่ง แทบไม่มีเวลาคิด
“บัดซบ!”
เธอสบถเมื่อรู้สึกถึงกระสุนเลเซอร์เฉียดผ่านต้นขา โชคดีว่าไม่โดนเต็มๆ มิฉะนั้นอาจขาขาดไปแล้ว
ในความกดดันนั้น จู่ๆ พื้นหินใกล้เสาหลักอีกต้นก็เกิดรอยปริแตกขนาดใหญ่ ก่อนจะแยกตัวออก เผยให้เห็นช่องโหว่ลึกดำมืดเบื้องล่าง ราวกับเป็นบ่อเหวที่ไม่รู้ก้น
ไป๋อวี้เจียวตระหนักว่าหากเธออยู่ตรงนี้ต่อไป ก็มีแต่เสียกับเสีย เมื่อยิงสกัดศัตรูได้ไม่กี่นัด กระสุนของเธอก็ใกล้จะหมดแล้ว เธอเม้มปาก ก่อนตัดสินใจกระโจนหลบเข้าร่องแยกใต้พื้นโดยไม่ทันคิดชีวิตพร้อมกับกระสุนของมือสังหารที่ยิงเข้าที่หลังของเธอพอดี
"ปัง!"
“อ๊ากก!!”
“พรึบ!"
ร่างของเธอไถลลงมาตามทางลาดชันที่เต็มไปด้วยเศษหิน เธอทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากควานหาจุดยึดเกาะไปตามแรงตกที่รวดเร็ว ราวกับสไลด์ลงบนผิวลื่นๆ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่โพรงห้องอีกห้องหนึ่ง
ร่างกายฟกช้ำถลอกตามแขนขา เลือดของเธอไหลเป็นทางยาว ความเจ็บจากกระสุนแล่นพล่านไปทั่ว เธอพยายามจะใช้มือกดเลือดที่ไหลออกมาจากรอยกระสุนและสูดลมหายใจลึกๆ พยายามฝืนลุกขึ้นยืน ไม่ทันไร เสียงแตกหักคล้ายเพดานพังดังขึ้นด้านบน เธอรู้ว่าศัตรูอาจไม่ตามมาทางนี้โดยตรง แต่อีกไม่นานก็คงหาทางลงมาได้สายตาของเธอมองไปรอบๆ พบว่าเป็นห้องโบราณที่เงียบสงัด มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่กลางห้อง บนแท่นนั้นมีวัตถุรูปวงแหวนตั้งเด่นชัด ครอบด้วยฝุ่นและหยากไย่
เธอเดินเซเข้าไปใกล้แท่นนั้นอย่างระมัดระวังแววตาของเธอตอนนี้หม่นแสงแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้วด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล เธอค่อยลูบไปที่หน้าอกมีปากกาเล็กๆ ที่เป็นไฟฉาย มันแตกในตอนที่เธอตกลงมาแต่ก็ยังพอมีแสงเล็กน้อย แสงไฟจากไฟฉายปากกาในมือสั่นๆ ส่องไปทั่วและมันก็ให้เห็นว่านี่คือแหวนหยกสีเขียวหม่นๆ มีรอยแตกร้าวเป็นทางยาว เธอมองด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงไล่ล่าของศัตรูก็ดังมาจากห้องด้านบน เธอรู้ดีว่าตนเองบาดเจ็บหนักและกำลังจะหมดแรงลงทุกขณะ ขาของเธอหนักจนก้าวจะไม่ออกแล้ว เวลาเหลือไม่มากนัก
“หรือเราจะไม่รอดแล้ว?”
เธอคิด ใจหนึ่งก็อยากขัดขืนชะตากรรม แต่อีกใจก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเธอรู้สภาพของร่างกายของเธอดี เธอเดินได้เพียงสองก้าวก็เข่าก็ทรุดลงข้างหนึ่ง ไฟฉายปากกาที่อยู่ในมือกลิ้งไปไกลส่องแสงวับแวบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะค่อยๆหรี่และค่อยๆ ดับลง ไป๋อวี้เจียวมองไปที่แสงไฟที่ใกล้ดับนั้นราวกับกำลังมองชีวิตของตัวเองที่ก็คงจะดับลงเช่นเดียวกับไฟดวงนั้น
ในห้วงสุดท้าย ของการดิ้นรนเธอเอื้อมมือขวาออกไปคว้าสิ่งใกล้ตัวเพียงเพื่อทรงตัวหรือเหนี่ยวรั้งไม่ให้ล้มลง … แต่มือที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอกลับคว้าเข้าไปที่ แหวนหยกแตกร้าววงนั้นโดยบังเอิญ!
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขอบแหวนหยกวงนั้น แรงดูดมหาศาล ราวกับวิญญาณกระหายเลือดก็พุ่งพรวดเข้าจู่โจมมือที่เปื้อนเลือดของเธอ เธอสะดุ้งเฮือก ส่งเสียงร้องสั้นๆ ขณะรู้สึกได้ว่า เลือดของเธอไหลพรูเข้าสู่รอยแตกร้าวของแหวนหยก
รอยแตกร้าวค่อยๆ เลือนหาย ดั่งอสูรร้ายที่ได้ลิ้มรสเลือดจนพึงพอใจ ประกายแสงสว่างวาบขึ้นอย่างน่าประหลาด ขณะที่สติของไป๋อวี้เจียวค่อยๆ ดับวูบลงทีละน้อย
เธอจำได้ลางๆ ว่าบนเพดานมีเงาของศัตรูปรากฏ ชายชุดเกราะดำกำลังจะกระโจนลงมา ทว่าเสียงในโสตประสาทของเธอเบาลงเรื่อยๆ … เธอไร้พละกำลังจะลุกขึ้นหรือต่อสู้
“ในที่สุด ก็ตามมาได้สินะ…”
ไม่คิดว่าความตายจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้ไป๋อวี้เจียวคิด
ก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆ ปิดสนิท เธอกำแหวนหยกแตกร้าวซึ่งบัดนี้ไร้ร่องรอยร้าวใดๆ เริ่มเปล่งแสงสีมรกตงดงาม อาบร่างของเธอเอาไว้ ความเจ็บปวดในกายหายไป ราวกับมีลมเย็นปัดผ่านใบหน้าเบาๆ
และแล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลงเธอไม่รับรู้อีกต่อไปว่ามีเสียงปืนต่อสู้กันไหม มีผู้คนเข้ามาหรือแม้แต่ร่างกายเธอยังอยู่ ณ ที่แห่งนี้หรือเปล่า …ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าลงพร้อมกับลมหายใจของเธอที่หลุดลอย…
***
จุดจบที่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
บทที่ 3 จุดจบที่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด… ไป๋อวี้เจียวไม่อาจลืมตา รับรู้เพียงความรู้สึกล่องลอย คล้ายร่างของเธอถูกทิ้งดิ่งลงในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ชีพจรที่เคยเต้นแรงราวกลองศึก บัดนี้แทบไร้เสียง เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและหนาวเย็น
เธออยากขยับมือ หรือตะโกนเรียกใครสักคน แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่น้อย ในวินาทีที่เธอเชื่ออย่างหมดหวังว่า คงหมดสิ้นจริงๆ แล้ว จู่ๆ ก็มีประกายแสงสีเขียวมรกตส่องสลัวขึ้นจากความมืด แสงนั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเธอเคยสัมผัสเมื่อครู่ก่อนจะสิ้นใจ
วูบ!
ร่างของเธอราวกับถูกดึงผ่านอุโมงค์มิติเวลา เสียงสูบหรือดูดลมหายใจอะไรบางอย่างดังวูบวาบในหัว สติของเธอถูกกระชากข้ามมิติ จนความเจ็บปวดและความหวาดกลัวทั้งมวลมลายหาย เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าใสกระจ่างและเย็นเยียบ
“ติ๊ง… ติ๊ง…”
เสียงคล้ายหยดน้ำกระทบพื้น หรืออาจเป็นเสียงเครื่องวัดชีพจร? เธอไม่แน่ใจ ม่านตาที่พยายามลืมขึ้นมองเห็นเพียงภาพพร่าเลือน ผสานกับความหนาวที่แทรกเข้าสู่ทุกอณูร่างกาย
“เด็กคนนี้รอดมาได้ยังไง”
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ด้วยสำเนียงจีนโบราณที่แตกต่างจากศตวรรษที่ 25 ของเธอโดยสิ้นเชิง
ไป๋อวี้เจียวพยายามเพ่งมองผ่านน้ำที่เกาะตามขนตา เธอเห็นเพดานไม้เตี้ยๆ กึ่งสุมด้วยฟางและผ้าหนาๆ ที่ทำเป็นหลังคาชั่วคราว มีลมหนาวแทรกเข้ามาตามร่องต่อผุพังจนบาดผิวเป็นระยะ ใบหน้าชายที่ปรากฏตรงหน้า ดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยริ้วรอยของคนฝืนสู้ชีวิต ทว่ามีแววอ่อนโยนในดวงตาที่จับจ้อง
“เจียวเจียว… ลูกยังอยู่กับพ่อหรือเปล่า?”
เสียงชายคนนั้นดังอยู่ใกล้ใบหู อ่อนโยนแต่สั่นเครือด้วยความหวั่นเกรง เขาสวมอาภรณ์ขาดวิ่นรูปแบบโบราณ ไม่ใช่เครื่องแต่งกายล้ำสมัยใดๆ เธอขมวดคิ้วอย่างงุนงง เจียวเจียว?นั่นมิใช่ชื่อที่คนในกองทัพเรียกเธอพันเอกไป๋อวี้เจียวจากโลกอนาคตสักหน่อย
ทว่าความรู้สึกอบอุ่นแผ่กระจายเพียงเล็กน้อยจากมือของเขาที่ยื่นมาแตะหน้าผากเธอ เธอจึงพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ภาพเบลอให้ชัดขึ้น ครู่หนึ่งจึงสัมผัสถึง การเคลื่อนไหวที่กระแทกกระทั้น เบาๆ จึงสังเกตว่าทั้งสองคนนั่งอยู่ใน รถม้าพื้นบ้าน หรือบางสิ่งที่คล้ายเกวียนไม้สภาพเก่า มีผ้าปูฟางที่รองพื้นเป็นชั้นๆ เพื่อกันกระแทก หนาวจังเลย ทำไมถึงหนาวขนาดนี้นะ ผ้าห่มไม่มีหรือ เธอคิด
“อึก…” เธอส่งเสียงในคอ อาการแสบและปวดไปทั้งตัวเหมือนตกจากที่สูง ใจหนึ่งก็อยากถาม เกิดอะไรขึ้น แต่ปากกลับแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ได้
“ฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย… ขอบคุณสวรรค์”
ชายผู้นั้นยิ้มทั้งน้ำตา คล้ายโล่งอกที่ได้ยินลูกสาวส่งเสียง
รถม้าเคลื่อนไปบนเส้นทางขรุขระ รอยล้อบดก้อนหินและหลุมบ่อ เสียงลมหนาวพัดอื้ออึงเข้ามาทางช่องเปิดด้านข้าง พื้นที่ด้านในแทบไม่พอให้คนยืดขาได้อย่างสบายไป๋อวี้เจียวรู้สึกสมองอื้ออึง สับสนยิ่งขึ้น เราอยู่ในสถานที่ใด? เธอนึกถึงภาพท้ายสุดก่อนสติจะดับเธอถูกยิง ถูกลอบสังหาร อยู่ในสุสานร้าง แล้วจับต้องแหวนหยกแตกๆ วงหนึ่งและถูกมันดูดเลือด ใช่แล้วถูกดูดเลือด เธอจำได้ลางๆ ว่าเลือดของเธอถูกดูดกลืนไป
“พ่อดีใจเหลือเกินที่เจ้าไม่เป็นอะไร เจียวเจียว…”
ชายคนนั้นยังคงเรียกเธอว่า เจียวเจียว ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความรัก ไป๋อวี้เจียวขมวดคิ้วพยายามคิดว่าชายชราทรุดโทรมคนนี้เป็นใครกันแน่ คนขององค์กรลับหรือเปล่า? ไม่น่าจะใช่เพราะหากเป็นคนขององค์กรลับเขาจะมาแต่งตัวทรุดโทรมแบบจีนโบราณเหมือนในซีรีย์ไปเพื่ออะไร…เขาเป็นใครกันนะ คิดอยู่ครู่หนึ่งความทรงจำสายหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามา จนไป๋อวี้เจียวต้องหลับตา…..เมื่อลืมตาอีกครั้งเธอก็มองไปที่เขา…ชายคนที่เรียกเธอว่าเจียวเจียว
พ่อหรือ!!เขาคือ ไป๋หรงเฉิน ตามความทรงจำไม่ปะติดปะต่อที่เธอเริ่มรับเข้ามาอย่างประหลาด….เป็นพ่อของเธอเช่นนั้นหรือ
ยิ่งเห็นใบหน้าของเขา เธอยิ่งรู้สึกคุ้นคล้ายรู้จักมานาน ทั้งที่ในชีวิตก่อน เธอไม่เคยมีบิดาเช่นนี้ ในหัวพลันเกิด ภาพซ้อน หลายฉากภาพของ เด็กหญิงผู้ไร้เดียงสาที่เดินจับมือท่านพ่อท่านแม่บนถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ภาพหญิงสูงศักดิ์ที่แสนงดงามอ่อนหวานผู้หนึ่งที่น่าจะเป็นมารดา ครอบครัวของนางที่มี พี่ใหญ่ พี่รอง และภาพวันที่ท่านพ่อถูกพากลับมาที่จวนและถูกประกาศว่าจะต้องถูกขับออกจากเมืองหลวงกว่า 3,000 ลี้ ในข้อหากบฏ ภาพต่างๆ มากมายเริ่มถาโถมเข้ามาในหัวมาวุ่นวายและรวดเร็วมาก
เธอเจ็บจี๊ดที่ขมับ และด้วยสัญชาตญาณจึงยก มือข้างซ้ายขึ้นมากุมศีรษะก่อนจะต้องตกตะลึงว่า นี่ไม่ใช่มือของเธอในวัย 28! เพราะมันเล็กจิ๋วเหมือนมือเด็กอนุบาล
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?!” เธอร้องขึ้นในใจ มีเพียงดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก
ขณะนั้นเอง เธอก็เหลือบไปเห็น รอยสักรูปแหวนหยก ที่นิ้วชี้ ปรากฏลายเขียวมรกตเป็นเส้นๆ คล้ายร้าวตรงขอบ คำถามผุดขึ้นมามากมายในหัว นั่นไม่ใช่แหวนหยกแตกๆที่ดูดเลือดเราไปหรือ?แล้วมันมาเป็นรอยสักในนิ้วเราได้อย่างไร?? เธอเพ่งมองรูปรอยอยู่นานก่อนจะได้ข้อสรุป…หรือ…
หรือว่ามัน หลอมรวมกับร่างเธอหรืออาจจะ ส่ง วิญญาณเธอมาสิงอยู่ในร่างเด็กน้อยนี่!?คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของเธอตอนนี้
“เจียวเจียว ไม่ต้องกลัวนะลูก ตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางไปทางชายแดน… อยู่อีกไม่ไกลก็คงถึงที่พักแรมคืนนี้แล้ว แม่ของลูกไม่สบายพ่อก็เลยไม่ให้นางมาเฝ้าลูก” เสียงปลอบประโลมของไป๋หรงเฉินดังต่อเนื่อง เขาสังเกตเห็นแววตาหวาดวิตกบนใบหน้าลูกสาว จึงกุมมือเล็กๆ นั้นไว้ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นและกำลังใจ
การเคลื่อนไหวของรถม้ายังคงต่อเนื่อง โคลงเคลงขึ้นลงตามสภาพถนน บางครั้งก็ลื่นไถลเพราะหิมะที่เริ่มโปรยลงมา ไอหนาวปะทะจนเธอเริ่มได้สติกลับมาอีกระดับ หัวใจของเธอเต้นถี่แรง… แต่ก็ยังมีชีวิต นี่คือความจริงที่ชัดเจน!
“หรือว่าเราตายไปแล้วที่โลกเดิม… แล้วฟื้นในโลกโบราณนี้ในฐานะ ‘ไป๋อวี้เจียว’ อีกคน?” เธอพึมพำในใจ
ยิ่งช่วงที่เธอพยายามขยับตัว เปลือกตาก็หนักอึ้ง เหมือนร่างนี้ยังบอบช้ำมาก อาจเพราะก่อนหน้านี้เด็กน้อยคนนี้ป่วยหรือบาดเจ็บร้ายแรงระหว่างทาง จนเพิ่งจะมารู้สึกตัวได้ก็คราวนี้
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามเรียบเรียงสติกับความทรงจำทั้งหมด…เท่าที่จะคิดได้ตอนนี้
1. เธอคือ “พันเอกหญิงไป๋อวี้เจียว” ในศตวรรษที่ 25 ผู้คิดค้นยาอายุวัฒนะ และถูกองค์กรลับตามล่าจนตายในสุสานร้าง
2. เฮือกสุดท้ายของชีวิต เธอเอื้อมมือคว้า “แหวนหยกแตกร้าว” ที่ดูดกลืนเลือดเธอเข้าไป
3. หลังจากนั้น ความมืดมนและการถูกดูดข้ามเวลา…
4. ฟื้นขึ้นมาเป็น เด็กน้อยไป๋อวี้เจียววัย 4 ขวบ ณ โลกโบราณที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของเธอ..ใช่ไหม..เธอเรียบเรียงถูกไหม?
“พ่อ… ท่านพ่อเจ้าคะ” เสียงเล็กๆ ของเธอแหบพร่า พยายามเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก “พวกเรา… จะไปที่ไหนกัน?”
“เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือลูกรัก" ไป๋หรงเฉินใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูกสาว
“ตระกูลไป๋ของเราถูกเนรเทศจากเมืองหลวง ด้วยคำสั่งลงโทษ 9 ชั่วโคตรจุดหมายของเราคือ หมู่บ้านชายแดนซึ่งอยู่ไกลกว่า 3,000 ลี้ ทางการสั่งห้ามให้เราหวนกลับเข้าเมืองหลวงอีกตลอดชีวิต…” เขาก้มหน้าลง สีหน้าเจ็บช้ำจนเธอเห็นแล้วหดหู่แทน
แม้สมองเธอยังสับสน แต่ก็จับใจความได้ว่า ตระกูลไป๋ ที่เธอมาเป็นส่วนหนึ่งนี้ ถูกกดขี่ใส่ความว่าเป็นกบฏจึงถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ไม่ต่างจากตัวเธอในโลกอนาคตที่เคยโดนตามล่า แค่คนละสาเหตุ คนละยุคสมัย…
รถม้าส่งเสียงเอียดอ้าด..เมื่อล้อไม้ตกลงไปในหลุมหนึ่ง แล้วก็กระชากตัวขึ้นมาใหม่ ไป๋อวี้เจียวรู้สึกเจ็บชายโครงจนเผลอครางในคอ เธอยกมือขึ้นกุม เผลอมองไปยังรอยสักแหวนนั้นอีกครั้ง
“ไม่ว่าชะตาจะพาไปที่ไหน ฉันจะไม่ยอมถูกล้มอีกเป็นครั้งที่สอง” เธอคิดในใจ บอกกับตัวเองด้วยวิญญาณของพันเอกหญิงนักสู้ สายตาที่จับจ้องรอยแหวนประหลาดนั้นส่องประกายแน่วแน่
นอกตัวรถ เสียงลมหวีดหวิวพัดกวาดผ่านผืนหิมะและทุ่งกว้าง อากาศหนาวเข้ากระดูกดำ รถม้าวิ่งไปไม่นานก็หยุดเพื่อพักแรมซึ่งในตอนนั้นเองเธอก็ได้พบครอบครัวใหม่ในยุคนี้ของเธอทั้งหมด…
*** กรุณากด หัวใจ เพิ่มเข้าชั้น คอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ***