โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.คลัง ถกหน่วยงานเศรษฐกิจ เล็งทำ Master Plan มาตรการกระตุ้นดัน GDP ปี 68 โตเกิน 3%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 17.29 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 10.29 น.

รมว. คลัง เล็งทำ Master Plan มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเน้นขับเคลื่อนจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะท่องเที่ยว เกษตร ชี้ต้องแก้ปัญหาต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ หวังดัน GDP ปี 68 โตเกิน 3%

27 ก.พ. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการประชุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ว่า

เป็นการหารือเกี่ยวกับมาตรการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2568 ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการว่าต้องการเห็นเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ของรัฐบาลในเชิงรุก ที่ 3-3.5% ดังนั้นจึงต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการในเรื่องใดได้บ้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ อาจต้องมีการจัดทำเป็น Master Plan ใหญ่ว่าจะมีแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนใดบ้าง เพื่อให้ได้ผลที่แท้จริง และเป็นแผนขับเคลื่อนที่สามารถจับต้องได้ โดยเน้นไปที่จุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการผลักดันการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ และถือว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรตัวที่ 1 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โดยหลังจากนี้ อาจจะต้องมาดูว่าจะขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรบ้าง เช่น อาจจะต้องมีการขยายการลงทุน การปรับปรุงสนามบิน โดยเฉพาะในเมืองรอง หรือมีกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ จุดแข็งของประเทศไทย คือ การเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรตัวที่ 2 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีสินค้าหลัก 5 ชนิด เช่น ข้าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ว่าจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อผลักดันราคาข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนสินค้าชนิดอื่น ๆ อาจจะต้องมาดูในแง่ของการแข่งขันที่อาจจะยังสู้ตลาดโลกไม่ได้ โดยเฉพาะในเชิงต้นทุน และราคาขาย เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเป็นแรงกดดัน ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะสินค้าหลัก 5 ชนิด สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพที่ดี และมีราคาที่สามารถแข่งขันและสู้กับประเทศคู่แข่งได้

นายพิชัย กล่าวอีกว่า หากย้อนไปดูในไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ปี 2567 จะมีเม็ดเงินงบประมาณจากภาครัฐเข้าไป ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัวได้ที่ 3% และไตรมาส 4 ปี 2567 ขยายตัวได้ 3.2%

ส่งผลให้ครึ่งหลังของปี 2567 สามารถขยายตัวได้เฉลี่ย 3.1% ซึ่งหากเข้าใจและสามารถรักษาการเติบโตตรงนี้ไว้ได้ ปรับปรุงส่วนที่ยังขาด รัฐบาลก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 3% หรือเติบโตได้ตามเป้าหมายเชิงรุกถึง 3-3.5% ซึ่งตรงนี้ต้องทำงานกับหลายส่วน

"ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วหลายอย่าง แต่วันนี้ การเติบโตมันไม่ขึ้นไปตามที่คิด ก็ต้องมาดูกันว่ายังติดตรงไหน ต้องขับเคลื่อนที่จุดไหน บางทีเราอาจจะเฝ้าที่ปลายเหตุมากเกินไป จึงอาจจะต้องกลับมาดูที่ต้นเหตุ ว่าตัวไหนที่ใช่ และต้องประคับประคองให้การเติบโตยังเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง จากครึ่งหลังของปี 2567 ที่เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.1%

ซึ่งส่วนตัวผม ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้อยากจะให้โตเกิน 3% ขึ้นไป ซึ่งการตั้งเป้าหมายเชิงรุกแบบนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่ ต้องมีเนื้องานออกมา ซึ่งทั้งหมดก็จะมีผลในด้านการอุปโภคบริโภคตามมา ส่วนว่าจะมีมาตรการอะไรออกมา ก็ต้องมาคุยกันก่อน"

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...