โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

เกือบไม่ได้ไปต่อ ! สหภาพยุโรปยกเลิกแผนแบน Carbon Fiber

autoinfo.co.th

เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 02.22 น.

ผู้ผลิตรถยนต์ใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นวิธีในการรักษารถให้เบาแต่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตสปอร์ทคาร์ และรถยนต์ไฟฟ้าชื่นชอบวัสดุน้ำหนักเบาชนิดนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากมีความทนทาน และน้ำหนักเบา แต่หากสหภาพยุโรปมีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คาร์บอนไฟเบอร์อาจถูกมองว่าเป็น "วัสดุอันตราย" ตามกฎหมายของสหภาพยุโรป ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายสิบรายตกอยู่ในความเสี่ยง

EU อ้างว่า คาร์บอนไฟเบอร์ คือ วัสดุอันตราย

คาร์บอนไฟเบอร์ขึ้นชื่อ น้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทางสูง จึงทำให้ค่ายรถสปอร์ทหลายๆ รุ่นนิยมใช้งานมากที่สุด แต่การผลิตของมันมีต้นทุนที่สูง และการใช้พลังงานต้องใช้การผลิตมากกว่าเหล็กทั่วไปถึง 14 เท่า การรีไซเคิลวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์จะต้องใช้วิธีหลอมละลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนในอุณหภูมิ 700 องศา ซึ่งมีผลในการปล่อยสารตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียมเฮกซะวาเลนต์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ยังคงใช้เพียงเล็กน้อยในการผลิตยานยนต์ และเครื่องบินซึ่งนอกจากจะย่อยสลายยากยังมีผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

การแก้ไขนี้ถูกเพิ่มภายใต้การแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับยานพาหนะสิ้นอายุการใช้งานของสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่รับผิดชอบโดยตรงในการรีไซเคิลรถยนต์ที่ถูกทิ้ง สหภาพยุโรปเชื่อว่าเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์อาจปลิวไปกับอากาศ และเป็นอันตรายได้หากสัมผัสกับผิวหนังของมนุษย์ เป็นครั้งแรกในโลกที่หน่วยงานของรัฐบาลถือว่าคาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุอันตราย

ระเบียบว่าด้วยยานยนต์ที่หมดอายุ (End of life Vehicles : ELV) หากรัฐสภาลงมติเห็นชอบการแก้ไขอย่างเป็นทางการ การแก้ไขดังกล่าวเดิมทีจะมีผลบังคับใช้ในยุโรปตั้งแต่ปี 2029 เพื่อให้บริษัทต่างๆ จะต้องค่อยๆ ลดการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิตลง การผลิตยานยนต์เพียงอย่างเดียวคิดเป็น 20 % ของการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ทั่วโลก

องค์ประกอบสำคัญกับมูลค่าผลิตที่สูงมาก

จากข้อมูลของ Nikkei Asia พบว่า หุ้นของผู้ผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ในญี่ปุ่นร่วงลงอย่างรวดเร็วหลังจากการประกาศว่าจะทำการแบนชิ้นส่วน Carbonfiber ของสหภาพยุโรป ที่เห็นชัดอย่างประเทศทางเอเชีย ที่เรียกได้ว่า เจ้าแห่งวงการประดับยนต์ที่มีชื่อเสียง มีหลากหลายแบรนด์ในเอเชีย กำลังได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการห้ามใช้คาร์บอนไฟเบอร์ โดย Teijin, Toray Industries และ Mitsubishi Chemical คิดเป็น 54 % ของตลาดการผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ทั่วโลก ยุโรปคิดเป็นส่วนใหญ่ของผู้ผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด

และแน่นอนว่าผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ท และซูเพอร์คาร์ ระดับโลกอย่าง Lamborghini (ลัมโบร์กีนี), Ferrari (แฟร์รารี), McLaren (แมคลาเรน) หรือรถยนต์ไฮเพอร์คาร์อย่าง Pagani (ปากานี) และ Bugatti (บูกัตตี) ก็อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการห้ามดังกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย รวมไปถึงผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าบางรายก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่าง BMW (บีเอมดับเบิลยู) เลือกใช้ชิ้นส่วนทำโครงสร้างรถยนต์เพื่อความแข็งแรง หรือแม้แต่ Koenigsegg ต่างก็ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิตเกือบทั้งหมด

มีดีมากกว่าเสีย ต้องชะลอแผนไม่มีกำหนด

แน่นอนว่าสำหรับเจ้าวัสดุตัวปัญหานี้ ยังจำเป็นในโลกยานยนต์โดยเฉพาะในรถสปอร์ท และรถแข่ง น้ำหนักที่เบา คือ หัวใจสำคัญของสมรรถนะ รถที่เบากว่าเท่ากับ วิ่งได้ไกลกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า ทางเลือกอื่นอย่างวัสดุขึ้นรูปแบบ Forged Carbonfiber ซึ่งเป็นวิธีการลดของเสียได้ และให้น้ำหนักที่เบา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านความแข็งแรง

ปฎิเสธไม่ได้ว่าคาร์บอนไฟเบอร์นับเป็นวัสดุอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงถึง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.83 แสนล้านบาท) ซึ่งหมายถึงการแก้ไขกฏหมาย ELV ดังกล่าวจะเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากภาคการบิน และยานยนต์ก่อนที่จะกลายเป็นกฎหมายใช้งานจริง ต้องรอดูท่าทีกันต่อไปภายในไม่กี่ปีจากนี้ว่าจะยังคงเดินหน้าค้านต่อหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...