โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าใช้จ่ายโตไวกว่าเงินเฟ้อ เรื่องจริงหรือคิดไปเอง?

Thairath Money

อัพเดต 01 มี.ค. 2568 เวลา 22.21 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

“อัตราเงินเฟ้อ” หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Consumer Price Index : CPI) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ในการกำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยทั่วไป สิ่งที่เราได้ยินอยู่ตลอดคือเงินเฟ้อไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังอยู่ในระดับต่ำ ย่อมหมายความว่าราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย อย่างไรก็ตาม หลายคนกลับรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำ เรื่องนี้เรารู้สึกไปเองหรือมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกันแน่?

รูปที่ 1 : อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) และอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทย

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยมักจะเติบโตสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งสองตัวนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่ เช่นในปีที่อัตราเงินเฟ้อเป็นบวก ค่าใช้จ่ายก็มักจะโตขึ้นเช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายครัวเรือนโตเฉลี่ยถึง 3.1% แต่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเพียง 1.8%

ตัวเลขล่าสุดปี 2566 พบว่าค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 23,695 บาท เทียบกับปี 2565 ที่มีค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 22,372 บาท หรือเพิ่มขึ้น 5.9% (แท่งสีม่วง) ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% (แท่งสีส้ม)

หรือเช่นในปี 2557 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 1.89% เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศลดลงอย่างมากส่งผลกดดันอัตราเงินเฟ้อไว้ แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับสูงขึ้นจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย ความเชื่อมั่นของครัวเรือนเริ่มกลับมา ก็มีส่วนทำให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนสูงขึ้นมากถึง 9.6% โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบสูงขึ้นกว่า 8% และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สูงขึ้นกว่า 9%

ทั้งนี้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนก็อาจสวนทางกันได้ เช่น ในปี 2552 อัตราเงินเฟ้อติดลบ เป็นผลจากวิกฤตการเงินโลก และการปรับลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน ในขณะที่ราคาสินค้าอื่น ๆ ไม่ได้ปรับตัวลดลงตาม สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้ค่าใช้จ่ายยังคงเติบโตอยู่ โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ สูงขึ้นกว่า 1.5% และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สูงขึ้นเกือบ 1%

หรือในปี 2563 อัตราเงินเฟ้อติดลบ เป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันโลกลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ประกอบกับอุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแอ ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายยังคงโต เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเวชภัณฑ์และการตรวจรักษาพยาบาล ที่มีความจำเป็นมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาด และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในช่วงล็อกดาวน์ นอกจากนั้นยังมีมาตรการเยียวยาพร้อมเงินช่วยเหลือจากภาครัฐที่ส่งผลให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ สูงขึ้นกว่า 8% และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ และการตรวจรักษาพยาบาลสูงขึ้นกว่า 20% อย่างไรก็ดี แม้ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนดูจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ตัวชี้วัดทั้งสองตัวยังมีความแตกต่างกันอยู่

ความแตกต่างดังกล่าวมีที่มาจากปัจจัยหลายอย่าง โดยปัจจัยแรกเกี่ยวข้องกับนิยามของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งได้แบ่งหมวดหมู่ไว้ 3 หมวดใหญ่ ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่ออุปโภคบริโภค เช่น เครื่องนุ่งห่ม ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษา ฯลฯ

(2) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ เช่น อาหารสด อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงยาสูบ ฯลฯ

(3) ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่ออุปโภคบริโภค เช่น ภาษี ค่าบริการทางการเงิน ค่าประกันชีวิต เงินบริจาค ค่าปรับทางกฎหมาย และดอกเบี้ยจ่าย ฯลฯ ซึ่งหากนำสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อมาจัดตามหมวดหมู่เหล่านี้ จะพบว่า ตะกร้าเงินเฟ้อไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่สุดท้ายที่มีน้ำหนักกว่า 10% ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีภาระหนี้ย่อมสูงขึ้นตาม ซึ่งจะไม่ถูกรวมอัตราเงินเฟ้อ

ส่วนปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ราคาและความต้องการซื้อสินค้าและบริการ ลองมาดูตัวอย่างนี้ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและความต้องการสินค้า กับค่าใช้จ่าย
เมื่อปีที่แล้วสินค้า A ราคา 10 บาท แต่ปีนี้ราคา 15 บาท ถ้าเราจำเป็นต้องใช้สินค้านั้นจำนวน 1 ชิ้น เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายเราสูงขึ้น 5 บาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคานั้น มีตัวชี้วัดคือ “อัตราเงินเฟ้อ” ที่เราคุ้นหู แม้ว่าค่าใช้จ่ายและอัตราเงินเฟ้อจะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งสองก็มีความแตกต่างกันอยู่ โดยที่ค่าใช้จ่ายมุ่งเน้นไปที่การวัดระดับค่าใช้จ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาต่อหน่วยและปริมาณที่ใช้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อวัดการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการเท่านั้น ดังนั้น อัตราเงินเฟ้ออาจไม่ได้สะท้อนค่าใช้จ่ายได้อย่างครบถ้วน สาเหตุหนึ่งมาจากการที่ราคาสินค้าและบริการในตะกร้าที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อของประเทศอาจแตกต่างจากราคาจริงที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความชอบ และพื้นที่ที่อาศัยอยู่ แม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกันแต่ราคาสินค้าก็สามารถแตกต่างกันได้

นอกจากนี้ แม้ว่าราคาสินค้าจะไม่เปลี่ยน แต่ถ้าเราจำเป็นต้องซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น จาก 1 ชิ้นเป็น 2 ชิ้น ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมีหลายสาเหตุที่ทำให้เราต้องใช้สินค้าหรือบริการในปริมาณที่มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือระดับรายได้ที่เปลี่ยนแปลง หรือความจำเป็นต่าง ๆ เช่น มีสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งเงินเฟ้อไม่ได้สะท้อนในมุมนี้ นอกจากนั้น “Shrinkflation” หรือการที่ผู้บริโภคอย่างเรามักไม่ทันสังเกตว่ากำลังจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาต่อชิ้นเท่าเดิมแต่ได้รับสินค้าในปริมาณที่น้อยกว่าเดิม ก็เป็นสาเหตุด้วยเช่นเดียวกัน

ผลกระทบของ Shrinkflation เป็นอย่างไร ผู้อ่านหลายคนคงมีประสบการณ์ในการซื้อขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ แล้วดูเหมือนว่าจะทานหมดเร็วกว่าเดิม ทั้งที่หน้าตาแพ็กเกจยังคงเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะเราทานเร็วขึ้น หรือปริมาณของข้างในลดลง เช่น จากเดิมเคยน้ำหนัก 50 กรัม อาจเหลือเพียง 45 กรัม แต่ยังขายราคาเดิม หรือเครื่องดื่มที่เคยมีขนาด 500 มล. แต่ปรับลดเหลือ 450 มล. หรือสบู่หรือแชมพูที่เคยใช้ได้นาน อาจมีปริมาณลดลงเล็กน้อย หรือกระดาษชำระที่ดูเหมือนม้วนเท่าเดิม แต่ความยาวของกระดาษในแต่ละม้วนลดลง โดยมีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าสำหรับสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร พบว่ามีสินค้าประมาณ 35% ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และ 80% ของการเปลี่ยนแปลงเป็นการลดขนาดหรือปริมาณสินค้าลง โดยในแต่ละเดือนสินค้าในหมวดอาหารมีการลดปริมาณลงสูงสุดถึง 2.67% และในบางผลิตภัณฑ์ เช่น ช็อกโกแลต มีการลดปริมาณลงสูงสุดถึง 62.69% ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงขายในราคาเท่าเดิมอยู่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเลย

ผู้อ่านคงพอได้เห็นภาพรวมแล้วว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณต่อหน่วยบริโภคจริงที่ลดลง แม้ราคาจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เท่ากับว่าเราก็ยังต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าในปริมาณเท่าเดิม ดังนั้น การปรับปรุงการจัดเก็บเงินเฟ้อให้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านของราคาและปริมาณ เพื่อให้สะท้อนค่าครองชีพของผู้บริโภคได้ดีขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

โดยมีบางประเทศเริ่มตระหนักถึงประเด็นนี้และได้ดำเนินการปรับปรุงการจัดเก็บเงินเฟ้อแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาที่มี Personal Consumption Expenditures (PCE) Price Index เป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสะท้อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของผู้บริโภคได้แม่นยำกว่า CPI โดย PCE เก็บข้อมูลจากการสำรวจยอดขายของภาคธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมสินค้าและบริการที่มีการบริโภคจริงทั้งหมด อีกทั้ง ยังมีการปรับเปลี่ยนตะกร้าสินค้าแบบไดนามิก ทำให้สะท้อนผลของการหันไปใช้สินค้าทดแทนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ดีกว่าการกำหนดตะกร้าสินค้าของ CPI แบบคงที่ ดังนั้น การจัดเก็บเงินเฟ้อแบบ PCE จึงสามารถสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคได้ดีกว่า

แม้อัตราเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายจะมีความเชื่อมโยงกัน แต่ก็สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกัน การดูค่าเฉลี่ยราคาระดับประเทศอาจไม่สะท้อนราคาสินค้าเฉลี่ยของแต่ละบุคคล และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อสินค้าได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การจดบันทึกรายรับรายจ่ายของตัวเองจะช่วยให้เราเข้าใจการใช้จ่ายของตัวเองได้ดีขึ้น และสะท้อนต้นทุนค่าครองชีพของตัวเราได้ดีกว่าการติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อระดับประเทศเพียงอย่างเดียว

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...