โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หลิวซือเย่ (END)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 พ.ย. 2566 เวลา 18.00 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2566 เวลา 18.00 น. • ya.ya
เพราะความโลภของแม่เลี้ยงสามี เธอกับคนรักต้องตายโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกในท้อง เมื่อได้กลับมาอีกครั้งเธอจะพาเขาไปให้ไกล จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเธอได้อีก

ข้อมูลเบื้องต้น

เพราะความโลภของแม่เลี้ยงสามี เธอกับคนรักต้องตายโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกในท้อง เมื่อได้กลับมาอีกครั้งเธอจะพาเขาไปให้ไกล จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเธอได้อีก แนวรักโรแมนติค ย้อนอดีตแก้ไขชีวิต (จีนปัจจุบัน)

หลิวซือเย่ และ เกาฉิงหมิง แต่งงานกันโดยมีเงื่อนไขจากตระกูลเกาว่าทั้งคู่จะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งและจะไม่เข้ามายุ่งกับสมบัติตระกูลเกาอีก เพราะ ครอบครัวของเกาฉิงหมิงมองว่าหลิวซือเย่เป็นผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าตั้งใจจับลูกชายคนโดเพื่อหวังสมบัติ

เมื่อทั้งคู่แต่งงานและย้ายออกมาได้ไม่นานวันหนึ่งที่หลิวซือเย่ออกไปทำธุระก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เธอกลับเข้ามาในบ้านและเห็นร่างของสามีนอนอาบเลือดอยู่บนพื้น และคนที่เหนี่ยวไกสังหารทั้งเธอและสามีคือแม่เลี้ยงของเขาเอง!

----------------------------------------------------------

หลิวซือเย่ อายุ 25 ปี > บุตรสาวคนเดียวแห่งตระกูลหลิว ตระกูลเก่าแก่มีทั้งอิทธิพล อำนาจ และยังเป็นตระกูลที่เป็นผู้ริเริ่มการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเจ้าแรก

หลิวซูเหยียน > ผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลหลิว มีทั้งอิทธิพล อำนาจ และเงินตรา สูงพอๆ กับท่านประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดไม่เคยหลุดมือ ปัจจุบันปล่อยให้ผู้บริหารและลูกน้องดูแลกิจการ มีน้อยคนที่รู้จักนายท่านหลิวและครอบครัว

หลิวอี๋เหวิน > ภรรยาของหลิวซูเหยียน หญิงสาวผู้มาความสามารถนับได้ว่าเป็นผู้บริหารหญิงมือทองแห่งวงการอสังหาฯ เมื่อแต่งงานกับหลิวซูเหยียนจึงวางมือ มาเป็นแม่บ้านเต็มตัว บ้านเดิมเป็นนักการเมืองที่มีอิทธิพล

เทียนหลิว > มือขวาของหลิวซูเหยียนและยังเป็นผู้บริหารคนปัจจุบันของกลุ่มธุรกิจตระกูลหลิว

เกาฉิงหมิง อายุ 27 ปี > บุตรชายคนโตของ เกาเทียนฉี กับ เกาชินเจี๋ย

เกาเทียนฉี > ผู้นำตระกูลเกาคนปัจจุบัน ทำธุรกิจศูนย์การค้าและนำเข้าสินค้าอุปโภคและบริโภค

เกาชินเจี๋ย > อดีตภรรยาผู้ล่วงลับของเกาเทียนฉี แม่แท้ ๆ ของ เกาฉิงหมิง

เการั่วซี > น้องสาวของเกาชินเจี๋ย ภรรยาคนปัจจุบันของเกาเทียนฉี บ้านเดิมเป็นนักธุรกิจ

เกาชีเซิน > บุตรชายคนโตของเกาเทียนฉี กับ เการั่วซี อายุเท่ากับเกาฉิงหมิง

Intro

เพราะต้องการปัดให้เกาฉิงหมิงออกไปให้พ้นทาง เมื่อเกาฉิงหมิงเข้ามาขอแต่งงานกับหลิวซือเย่ เการั่วซีจึงรีบโน้มน้าวเกาเทียนฉีผู้เป็นสามีทันที โดยอ้างถึงความไร้ที่มาของหลิวซือเย่ให้ส่งเกาฉิงหมิงและหลิวซือเย่ ยุยงให้สามียินยอมให้ทั้งคู่จดทะเบียนสมรส แต่มีเงื่อนไขว่าจะเป็นการแต่งเกาฉิงหมิงออกไปเพราะไม่ยอมรับหลิวซือเย่ โดยมีสินสอดเป็นเงิน 500,000 ดอลล่า พร้อมโฉนดที่ดินที่อยู่ไกลตัวเมืองออกไปพร้อมบ้านหลังเล็ก ๆ หนึ่งหลัง แม้ฉิงหมิงจะไม่ยินยอมแต่ด้วยความรักที่มีต่อซือเย่จึงได้ยอมรับการตัดขาดและสัญญาว่าจะไม่กลับเข้าเมืองหลวงอีกชั่วชีวิต

ณ จังหวัดห่างไกล

“เย่เอ๋อร์ อึก พี่ขอโทษ หนีไป” ฉิงหมิงพยายามเอื้อมมือที่เปรอะไปด้วยเลือดซับน้ำตาให้ซือเย่

“ฮึก ไม่ พี่หมิง ฮึก ไม่” ซือเย่สะอื้นไห้ มองสามีที่นอนจมกองเลือดอยู่ภายในบ้าน

“อึก รีบไป อึก ถ้าเกิดใหม่ได้ อึก ขอให้เราเกิดมาคู่กันอีกนะ แฮ่ก” ฉิงหมิงพยายามกลั้นความเจ็บปวดปลอบใจภรรยา

“ฮึ รักกันขนาดนี้ทำไมไม่ตามกันไปเลยล่ะ” เสียงแหลมสูงของหญิงสาวดังขึ้นจากบันได

“อึก หนี ไป เย่เอ๋อร์” ฉิงหมิงพยายามผลักร่างบางให้หนีไป

“ฮึก เราทำอะไร ทำไมต้องตามมาทำร้ายกันขนาดนี้” ซือเย่ถามเการั่วซีอย่างไม่เข้าใจ

“ฮึ ถ้ามันไม่เกิดมาเป็นมารลูกกู ถ้าแม่มันบอกปัดการแต่งงานกูคงไม่ต้องรอมันตายก่อนจะได้แต่งกับพี่ฉี”

“ฮึก นั่นพี่สาวคุณนะ” ซือเย่รู้ตัวแล้วว่าตัวเธอคงไม่รอด

“อึก หนี อึก ไป” ฉิงหมิงบอกก่อนจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวหมดลมหายใจต่อหน้าเธอ

“ฮึ ไม่! มันไม่ใช่พี่กู พี่ที่ไหนจะแย่งแฟนน้างสาวตัวเอง”

“ฮึก แต่นั่นเป็นเพราะพ่อกับแม่คุณต้องการให้น้าซินเจี๋ยแต่งงานกัน แล้วทำไมคุณไม่ยอมบอกพ่อกับแม่คุณล่ะ”

“อย่ามาพูดมาก โทษตัวแกเองเถอะที่เข้ามาหวังจะเอาสมบัติตระกูลเกา เงินทุกเหรียญต้องตกเป็นของชีเซินกับอิ๋ง ๆ เท่านั้น!”

ซือเย่หลับตายอมรับความตายที่กำลังใกล้เข้ามา

“ฮึ ฮ่าฮ่าฮ่า ดี ยอมตายง่าย ๆ” รั่วซีหัวเราะก่อนจะเหนี่ยวไกปืนสังหาร ร่างของซือเย่ล้มลงเธอเอื้อมมือคว้าศพฉิงหมิงก่อนจะกระอักเลือดและสิ้นใจตายตามไป

สิ่งเดียวที่ซือเย่คิดก่อนตายคือ เสียใจที่ไม่ได้บอกลาพ่อกับแม่ และยังไม่ทันได้บอกข่าวดีให้กับสามีที่เธอรัก ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา วันนี้เธอไปโรงพยาบาลหลังจากมีอาการแปลก ๆ แถมประจำเดือนก็ขาด เธอบอกกับฉิงหมิงว่าจะเข้าไปซื้อของในเมือง เมื่อตรวจเสร็จเธอก็รีบขับรถกลับบ้านทันที เมื่อขับเข้ามากลับเห็นรถสามคันจอดอยู่หน้าบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เจอกับร่างของสามีนอนจมกงเลือดอยู่กลางห้องโถง

เธอเสียใจที่คิดผิดไม่พาฉิงหมิงกลับไปที่ตระกูลเพราะหวังให้เค้าพักผ่อนที่ต่างจังหวัดก่อนสักพัก คิดไม่ถึงว่าแม่เลี้ยงของฉิงหมิงจะเจ้าคิดเจ้าแค้น ถึงขนาดต้องการให้ฉิงหมิงตาย

เธอหวังว่าพ่อกับแม่ของเธอจะฉุกใจที่เธอหายไปไม่ติดต่อแล้วมาตามหาเธอ อย่างน้อย ๆ ให้เธอกับสามีได้มีดินกลบหน้าไม่ตายเป็นผีไร้ญาติก็จะดีมาก

เธอหลับตาลงถ้ามีโอกาส เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ครอบครัวปลิงดูดเลือดของสามีได้อะไรจากสามีเธอแม้แต่เหรียญเดียว แต่ก็ได้แต่หวัง ซือเย่หลับตาลงปล่อยให้เลือดไหลช้า ๆ สติสุดท้ายที่รับรู้คือเสียงของมารร้ายรั่วซีที่กำลังค้นหาของมีค่าภายในบ้าน

หลิวซือเย่ >

อึก เจ็บจัง ที่นี่ที่ไหน ซือเย่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะมองไปรอบ ๆ

“ตื่นแล้วเหรอครับ คุณหลับไปประมาณ 2 วัน ในตัวคุณไม่มีเอกสารใดที่จะระบุตัวตนคุณได้เลย ถ้ายังไงติดต่อหาครอบครัวด้วยนะครับ” ซือเย่รับน้ำจากคุณหมอมาดื่มแก้กระหาย เธอตายไปแล้วนี่ แล้วที่นี่ที่ไหน

“เอ่อ ขอโทษนะคะ ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คือชั้นจำไม่ได้เลยค่ะว่าก่อนหน้านี้ทำอะไรอยู่” ซือเย่คือแก้วน้ำให้คุณหมอ

“มีพลเมืองดีเห็นคุณจมน้ำครับ เลยพาคุณมาส่งโรงพยาบาล เค้าบอกว่าคุณเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย” เดี๋ยวนะ เหตุการณ์ที่เธอจมน้ำคือเมื่อตอนเธออายุ 24 ช่วงหลังเรียนจบ ส่วนคนที่ช่วยเธอคือเกาฉิงหมิง!

“คะ คนที่ช่วยชั้นอยู่ที่ไหนคะคุณหมอ” ซือเย่รีบถามคุณหมอทันที

“คุณชายเกา จะเข้ามาตอนเที่ยง น่าจะอีกประมาณสิบห้านาทีค่ะ” คุณพยาบาลบอก

“ถ้าอย่างนั้นไม่มีอะไรแล้วพักในโรงพยาบาลอีกวันก็กลับบ้านได้ครับ ถ้ายังไงหมอขอตัวก่อน”

“ขอบคุณ คุณหมอค่ะ” ซือเย่ขอบคุณ ก่อนจะค้อมหัวให้พยาบาลที่หันมายิ้มให้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

เธอย้อนกลับมาตอนเจอฉิงหมิงครั้งแรก! เธอได้โอกาสแก้ไขชีวิตที่เธอพลาดไป

ระหว่างที่เธอกำลังดีใจที่ได้โอกาสกลับมาเสียงประตูก็ดังขึ้น

ก๊อก ๆ แกร๊ก

ทันทีที่หันหน้ามาสบตากับชายที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง น้ำตาของหลิวซือเย่ก็ไหลรินก่อนจะสะอื้นเสียงดัง

“ร้องไห้ทำไม หืม เย่เอ๋อร์” ยิ่งได้ยินชื่อที่เกาฉิงหมิงเรียก ซือเย่ยิ่งสะอื้นอย่างหนักผวาเข้าหาอ้อมกอดของฉิงหมิง

“ฮึก ฮือ พี่หมิง ฮึก พี่หมิงของน้อง ฮึก” ซือเย่ร้องไห้อยู่จนฉิงหมิงกลัวว่าจะเป็นไข้จึงได้ปลอบให้หยุดร้อง

“คนดีหยุดร้องก่อนเร็ว พี่อยู่ตรงนี้ อยู่กับเย่เอ๋อร์ตรงนี้แล้ว” ไม่รู้ว่าเพราะแววตาตกใจที่แฝงความดีใจหรือความเคยชินทำให้ฉิงหมิงเผลอเรียกชื่อที่เคยเรียกไป แต่นั่นทำให้เค้าได้รู้ว่าคนรักของเค้าก็กลับมาเช่นกัน

หลังจากที่ซือเย่เงียบแต่ก็ยังคงกอดร่างหนาของฉิงหมิงไม่ยอมปล่อย

“พี่ดีใจที่เราได้กลับมา ครั้งนี้พี่สัญญาว่าจะปกป้องเราให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเราอีกแล้ว”

“พี่หมิง กลับบ้านกับน้องนะ ไม่ต้องกลับไปที่นั่นแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว น้องผิดเองที่ไม่พาพี่ไปอยู่ที่ตระกูลหลิวแต่แรก” ซือเย่จะไม่มีทางยอมให้ฉิงหมิงกลับไปอยู่ในบ้านหลังนั้นอีก

“คนดีตอนนี้เรายังไม่ได้แต่งงานกัน รออีกหน่อยนะ” ฉิงหมิงยิ้มเอ็นดู

“ครั้งนี้พี่ตั้งใจว่าจะไม่มีวันสร้างหรือทำประโยชน์อะไรให้ตระกูลเกาอีกแล้ว พี่จะลาออกจากบริษัทของตระกูล พอแต่งงานกันแล้วเราหนีไปกันสองคนนะ” ฉิงหมิงไม่เคยเจอพ่อกับแม่ของซือเย่ ตั้งแต่แต่งงานกันมาเกือบปีมีเพียงวิดีโอคอลกันไม่กี่ครั้งเพราะทั้งสองคนไปฮันนีมูนกันที่ยุโรปจะกลับมาเดือนหน้าแต่ก็ยังไม่ทันเข้าเดือนใหม่ทั้งคู่กลับโดนฆ่าตายเสียก่อน

“พี่หมิง เอาไว้เจอพ่อกับแม่ของน้องก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากันนะ ตอนนี้เอาโทรศัพท์ของพี่มาให้น้องยืมก่อนเร็วเข้า” ซือเย่ไม่บอกอะไรเพิ่ม เมื่อได้โทรศัพท์มาก็โทรหาพ่อกับแม่ทันที

“ฮัลโหล ลุงไป๋ ซือเย่เองค่ะ ขอสายคุณพ่อหน่อย” ซือเย่รีบบอกปลายสายทันที

‘ซือเย่ อยู่ที่ไหนลูก แม่เค้าติดต่อเราไม่ได้ นี่พ่อก็ส่งคนออกไปตามหาแล้ว’

“ซือเย่ปลอดภัยดีค่ะพ่อ เกิดเรื่องนิดหน่อย ตอนนี้ซือเย่อยู่ที่โรงพยาบาล xx คุณพ่อส่งคนมารับซือเย่หน่อยนะคะ”

‘ได้ลูก เดี๋ยวพ่อจะให้คนไปรับ เดี๋ยวเราไปเจอกันที่บ้านนะลูก’

“ขอบคุณค่ะพ่อ เจอกันที่บ้านนะคะ” ซือเย่กดวางสาย

“เรากลับมาถูกเวลาพอดีเลยนะ พี่กำลังจะดีลงานใหญ่ให้ตระกูลเกาสำเร็จ ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้ใครได้ผลงานที่พี่เหนื่อยสายตัวแทบขาดไปหน้าด้าน ๆ อีกเด็ดขาด”

“พี่หมิง ไม่ว่าพี่จะตัดสินใจยังไงน้องอยู่ข้าง ๆ พี่เสมอ”

“อีกเรื่องหนึ่งที่น้องต้องบอกพี่ วันที่น้องออกจากบ้านไป วันนั้นน้องไปโรงพยาบาลมา” ฉิงหมิงมองหน้าซือเย่อย่างกังวล

“น้องเป็นอะไรมากหรือเปล่า หรือให้หมอเค้าตรวจร่างกายก่อนมั้ย” เธอส่ายหน้าหัว

“วันนั้นถ้าไม่เกิดเรื่อง เรากำลังจะมีก้อนแป้งน้อยเป็นของตัวเองแล้วนะพี่” ซือเย่ยิ้มให้พร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า

ฉิงหมิงนิ่งตะลึงงัน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบ ๆ

“ไม่เป็นไรนะ ครั้งนี้เรามาเริ่มกันใหม่ เราจะรอเค้ากลับมาเกิดอีกครั้งนะ ไม่เป็นไร” ทั้งคู่กอดกันน้ำตาไหลเงียบ ๆ

ฉิงหมิงคิดในใจว่าจะไม่มีทางที่พวกนั้นจะได้โอกาสทำร้ายครอบครัวเค้าเป็นครั้งที่ 2!!

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ลองแต่งแนวนี้ครั้งแรกค่ะ ผิดพลาดประการยินดีรับคำติชมค่ะ :)

Chapter 1

Chapter 1

ก๊อก ก๊อก

“ครับ” ฉิงหมิงขานรับเสียเคาะประตู

“คุณหนู คุณท่านให้ผมมารับครับ” ชายสูงวัยในชุดสูทเดินเข้ามา

“ลุงหลิวสวัสดีค่ะ นี่เกาฉิงหมิง เป็นคนช่วยซือเย่ไว้ตอนจมน้ำ” ซือเย่แนะนำตัวฉิงหมิง

“สวัสดีครับ ต้องขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยคุณหนูซือเย่ไว้” ลุงหลิวหันไปยิ้มขอบคุณ

“ด้วยความยินดีครับ” เกาฉิงหมิงตอบผู้สูงวัย นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้เจอคนในครอบครัวของซือเย่ แม้จะไม่ใช่พ่อกับแม่แต่ฉิงหมิงก็อดที่จะรู้สึกเกร็งไม่ได้

“ลุงให้คนไปจัดการค่าใช้จ่ายให้หมดแล้ว นี่ชุดของคุณหนู รีบเปลี่ยนเถอะครับ คุณท่านทั้งสองรอแย่แล้ว”

ลุงหลิวยื่นถุงเสื้อผ้าให้ซือเย่ ก่อนที่ฉิงหมิงจะเข้าไปประคองร่างของซือเย่ลงจากเตียงแล้วไปส่งที่หน้าห้องน้ำ

“คุณดูสนิทกับคุณหนูซือเย่มากเลยนะครับ” ลุงหลิวพูดกับฉิงหมิงระหว่างรอซือเย่เปลี่ยนชุด

“จริง ๆ แล้วผมกำลังจีบซือเย่อยู่ครับ ผมเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยของซือเย่ ต้องขอโทษด้วยครับที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ” ฉิงหมิงตัดสินใจพูดเรื่องความสัมพันธ์ไป โชคดีที่ตัวเองเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันจริง แม้ว่าความจริงในชีวิตที่แล้วเราจะได้คบหาดูใจกันหลังจากนี้เป็นปีก็เถอะ

“ถึงว่าล่ะ คุณกับคุณหนูซือเย่ถึงดูแปลก ๆ ผมเอาใจช่วยนะครับ” ลุงหลิวยิ้มอย่างยินดี ที่ซือเย่กำลังจะมีคนคอยดูแล และ เชื่อเลยว่าคุณท่านทั้งสองก็ต้องยินดีกับเรื่องนี้แน่นอน ตระกูลหลิวไม่เคยบังคับใครเรื่องการแต่งงาน การจะมีคู่ครองได้จะต้องเกิดจากคนสองคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ตระกูลหลิวไม่เคยเกี่ยง

“ถ้ายังไงไปที่บ้านพร้อมกันเลยมั้ยครับ” ลุงหลิวลองถามถ้ากล้าไปก็จะดี เพราะเดี๋ยวคุณท่านทั้งสองต้องบินไปต่างประเทศ อย่างน้อยพาว่าที่ลูกเขยไปแนะนำตัวไว้ จะได้ไม่เป็นห่วงมาก

“ดีเลยค่ะลุงหลิว ซือเย่กำลังจะบอกเลยว่าให้พี่หมิงไปด้วยกัน” ซือเย่เดินออกจากห้องน้ำมาพูดเสริมทันที

“จะดีเหรอซือเย่ พี่ว่าเรา..” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคซือเย่ก็เอ่ยขัดทันที

“ไปวันนี้เลยค่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าพี่ต้องกลับไปจัดการงานที่บ้านน้องจะไม่ให้พี่ห่างน้องเลย” คำสรรพนามแทนตัวของซือเย่กับฉิงหมิงทำเอาลุงหลิวยิ้มเอ็นดูกับความรักของหนุ่มสาวจนแอบคิดถึงภรรยาตน

“แต่คุณพ่อคุณแม่ของเราจะโอเคหรือเปล่า” ฉิงหมิงยังคงกังวล แม้ว่าจะเคยแต่งงานกันมาแล้วแต่ครั้งนั้นก็ยังไม่เคยพบพ่อแม่ของซือเย่ตัวจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ เชื่อผม คุณท่านจะเอ็นดูคุณแน่นอน” ลุงหลิวพูดให้กำลังใจ แน่ล่ะ ทำให้บุตรสาวคนเดียวของตระกูลยิ้มร่าเริงและสดใสได้ขนาดนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ใครจะไม่ดีใจ

คฤหาสน์ตระกูลหลิว

ฉิงหมิงได้แต่มองความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลิวที่มีอาณาบริเวณบ้านกินพื้นที่ภูเขาเกือบทั้งลูก ทั้งที่ขับรถออกจากเมืองมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแต่ฉิงหมิงไม่เคยรู้เลยว่ามีที่แบบนี้ด้วย

“ตระกูลหลิวของเราสืบเชื้อสายจากขุนนางในอดีต รวมกับบรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ ขยันและชอบซื้อที่ดินบริเวณภูเขาเพราะชอบธรรมชาติทำให้คฤหาสน์เกือบทุกที่ของตระกูลจะอยู่บนภูเขาไม่ก็ติดริมแม่น้ำหรือทะเลครับ” ลุงหลิวอธิบายอย่างภูมิใจ

“แล้วแบบนี้พี่จะหาสินสอดให้เย่เอ๋อร์ได้ยังไงกัน” ฉิงหมิงพูดเสียงแผ่ว เงินสินสอดที่เคยได้จากตระกูลเกาก่อนตายในชีวิตก่อนก็แค่ 500,000 ดอลล่าร์เท่านั้นเอง จำนวนเงินนี้แม้ว่าจะดูเยอะแต่การที่คนรักของตนเป็นถึงลูกสาวคนเดียวของตระกูลหลิวสายหลักนั้นเทียบกันแล้วแทบจะไม่มีค่า ยิ่งตอกย้ำให้ฉิงหมิงรู้สึกว่ากำลังรั้งความเจริญในชีวิตของซือเย่

“พี่หมิง ห้ามคิดมากเด็ดขาดนะ ที่น้องยังอยู่ตรงนี้ยังไม่พออีกเหรอ” ซือเย่เห็นจึงกุมมือหนาของฉิงหมิงแล้วพูดแฝงความนัย

ใช่ ถ้าซือเย่มองเรื่องเงินทอง จะไม่แต่งกับเค้าตั้งแต่แรก ถ้าซือเย่มองหาอำนาจบริวารคงไม่ยอมไปใช้ชีวิตในพื้นที่ห่างไกลด้วยกัน

“น้องรักพี่เหตุผลเดียวที่ไม่เคยพาพี่มาที่ตระกูลเพราะพ่อกับแม่ของน้องไม่ค่อยอยู่ในประเทศ อีกอย่างพี่ก็เห็นแล้วว่าพ่อกับแม่ของน้องไม่เคยรังเกียจพี่” ซือเย่ปิดกระจกที่กั้นระหว่างคนขับกับห้องโดยสาร ซึ่งลุงหลิวที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับก็ถูกตัดขาดการสนทนาด้วย

“พี่แค่ กลัว เย่เอ๋อร์พี่ขอโทษ พี่สัญญาว่าพี่จะยืนให้ได้ด้วยตัวเอง จะไม่มีวันกลับไปให้ตระกูลเกาหลอกใช้พี่อีก” ซือเย่ยิ้มกับท่าทางของฉิงหมิงและเข้าใจความเจ็บปวดที่โดนครอบครัวหรือพ่อแท้ ๆ หลอกใช้

ทั้งคู่กอดกันจนกระทั่งรถได้ขับมาจอดหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่

“ไปกันค่ะ น้องเชื่อว่าพ่อกับแม่จะชอบพี่เหมือนที่น้องชอบ” ซือเย่ให้กำลังใจก่อนจะออกจากรถ

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณหนู” เสียงเอ่ยทักทาย ได้ยินตลอดทางที่เดินผ่านการ์ดและคนงาน ซือเย่เองก็ยิ้มตอบทุกคน เธอเองก็ดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง

ณ ห้องรับรองหลักของตระกูลหลิว

หลิวซูเหยียนและหลิวอี๋เหวินกำลังนั่งรออยู่บนโซฟา

“คุณพ่อ คุณแม่ ซือเย่คิดถึงจังเลยค่ะ” ทันทีที่เข้ามาซือเย่ก็ถลาเข้าไปกอดพ่อกับแม่ของตน

“โตขนาดนี้แล้วยังอ้อนพ่อกับแม่อยู่อีก ลูกคนนี้นี่ ไม่เกรงใจแขกบ้างเลย” หลิวซูเหยียนแสร้งดุแต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ซือเย่หลุดจากอ้อมกอด จนหลิวอี๋เหวินผู้เป็นภรรยาต้องดึงลูกสาวออกมานั่งข้าง ๆ ตนแทน

“เอ่อ สวัสดีครับ ผมเกาฉิงหมิง” ฉิงหมิงเอ่ยแนะนำตัวอย่างประหม่า

“สวัสดี เชิญนั่ง” ซูเหยียนเอ่ยเชิญแขกนั่งลง

“ขอบใจมากนะที่ช่วยซือเย่ไว้ ไม่งั้นเราสองคนก็คงไม่ได้เจอลูกอีก” อี๋เหวินบอกอย่างขอบคุณก่อนจะคว้ามือของซือเย่มากุมไว้

“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเต็มใจมาก” ฉิงหมิงพูด

“แล้วจะแต่งกันเมื่อไหร่ล่ะ อยากจัดงานแต่งที่ไหนยังไง มีแพลนไว้หรือยัง” ซูเหยียนถามราวกับเป็นประโยคทั่วไปที่ถามว่ากินข้าวหรือยัง ทำเอาฉิงหมิงที่กำลังยกน้ำชาดื่มแก้อาการเกร็งสำลัก

“แค่ก แค่ก เอ่อ คือว่าเรื่องนั้น เรายังคิดไม่ถึงครับ” ฉิงหมิงสำลักก่อนจะรีบตอบคำถามพลางเหลือบไปมองซือเย่เป็นระยะ แต่เจ้าตัวยังคงกอดอี๋เหวินผู้เป็นมารดาและไม่สนใจเรื่องที่กำลังคุยกันแม้แต่น้อย

“ไม่ได้ ๆ ถ้าไม่แพลนอะไรไว้แล้วเกิดจะแต่งกันขึ้นมาจะเอาเวลาไหนไปทำ ใช่มั้ยคุณ” ซูเหยียนหันไปถามภรรยาซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าให้

“แล้วเราน่ะ มาคบกับซือเย่ที่บ้านไม่ว่าอะไรใช่มั้ย เด็กคนนี้น่ะชอบหนีไปอยู่หอตัวคนเดียว อะไรทำเองได้ล่ะก็ลุยหมด นี่แม่ก็เป็นห่วงว่าคนเค้าจะเข้าใจว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อมีแม่แล้ว พาลให้หลายคนเข้าใจผิดอยู่เรื่อย” อี๋เหวินถามทั้งฉิงหมิงและซือเย่

“เรื่องนั้น คือว่า” ฉิงหมิงตอบไม่ได้ แถมยังมีท่าทีวิตกกังวลจนทำให้ซูเหยียนและอี๋เหวินมองหน้ากัน ก่อนจะถามซือเย่

“มีอะไรอยากเล่าให้พ่อกับแม่ฟังมั้ย”

“คือว่า พี่หมิงเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเกาค่ะคุณพ่อ” ซือเย่หันไปมองฉิงหมิงก่อนจะตัดสินใจเล่า

ซูเหยียนและอี๋เหวินมองหน้ากันทันที ไม่ใช่ไม่เคยรู้เรื่องเพราะตระกูลเกาก็ถือเป็นตระกูลไฮโซตระกูลหนึ่ง เรื่องหลังบ้านมีหรือจะหลุดรอดหูรอดตา

“พอคุณแม่ของผมเสียไปเมื่อปีก่อน น้ารั่วซี น้องสาวแท้ ๆ ของแม่ก็แต่งเข้ามาพร้อมกับลูกชายชื่อเกาชีเซิน ทั้งคู่รักกันมาก่อนที่ผู้ใหญ่จะเสนอให้พ่อกับแม่แต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หลังจากนั้นสองปีน้ารั่วซีก็คลอดลูกสาวอีกคน ตั้งแต่แม่เสียไป พ่อก็ไม่ค่อยสนใจผมเท่าไหร่ เรื่องของซือเย่ผมก็ไม่ได้บอกทางบ้านเพราะกลัวทางนั้นจะมาหาเรื่องซือเย่ครับ”

“ผมรับตำแหน่งรองประธานของบริษัทตระกูลเกา ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะให้คุณพ่อมาขอซือเย่ไปเป็นสะใภ้ แต่เมื่อวานผมเพิ่งแอบได้ยินน้ารั่วซีกับคุณพ่อนัดหมายกับตระกูลชิงเรื่องการแต่งงานของผม” เรื่องนี้ซือเย่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

“ผมตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่ง และ จะออกจากตระกูลครับ ผมไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้คุณพ่อกับคุณแม่ยังอยากจะยกซือเย่ให้ผมดูแลมั้ย แต่ผมไม่อยากให้ซือเย่ต้องกลายมาเป็นเครื่องมือของตระกูลเกา ยิ่งได้รู้จักคุณพ่อคุณแม่แล้วด้วย ไม่มีทางที่ตระกูลของผมจะอยู่เฉยแน่เมื่อรู้ว่าซือเย่คือใคร”

“แม่ไม่รู้หรอกนะว่าที่เราตัดสินใจแบบนั้นมันถูกหรือผิด แต่แม่ขอบใจนะ ที่รักและคิดที่จะปกป้องซือเย่เป็นอย่างดี แม่ยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น เอาเป็นว่าเรื่องนี้แม่ขอไม่ยุ่งแล้วกัน มีอะไรลองปรึกษาพ่อเค้าดู ไปซือเย่เข้าครัวกับแม่ดีกว่า” ซือเย่หันไปส่งสายตาให้กำลังใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้เป็นแม่

“นายมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า สายตานายกับซือเย่น่ะ มันบอกนะว่ามีอะไรมากกว่าที่นายเล่ามา”

ฉิงหมิงนั่งนิ่ง เรื่องราวก่อนตายย้อนกลับเข้ามา

“ถ้าผมบอกว่าผมเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะเชื่อผมมั้ยครับ”


มาแล้วค่าาา เรื่องนี้พยายามจะเขียนให้ได้อ่านกันสัปดาห์ละสองตอนค่ะ ที่คิดไว้คือลงวันอังคารกับวันเสาร์ ฝากเรื่องใหม่ด้วย ถ้าไรท์มาช้ายังไงไปตามอ่านเรื่องเก่าของไรท์ก่อนได้น้าาา <3

Chapter 2

Chapter 2

“นายว่ายังไงนะ” ซูเหยียนถามเสียงเข้ม ไม่มั่นใจว่าเมื่อครู่ได้ยินว่าอะไร

“ผมกับซือเย่เราเคยแต่งงานกันมาแล้วครับ” เรื่องราวในอดีตก่อนที่ทั้งคู่จะได้โอกาสกลับมาถูกเล่าออกไป

“ผมขอโทษครับที่ดูแลซือเย่ไม่ได้” ฉิงหมิงลงไปคุกเข่าก่อนจะคำนับซูเหยียน ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ

“ลุกขึ้นเถอะ เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าให้โอกาสครั้งที่สองที่ได้มาต้องมาทนทุกข์กับมันเลย”

ซูเหยียนยอมรับว่าสิ่งที่ได้ฟังจากปากของฉิงหมิงนั้นเหลือเชื่อ แต่ก็มีอะไรบางอย่างบอกว่านี่คือเรื่องจริง ทั้งท่าทีของซือเย่ต่อฉิงหมิงก็ราวกับอยู่ด้วยกันมานานนั่นด้วย ทำไมแค่นี้จะมองไม่ออก ไม่งั้นคงไม่พูดเรื่องแต่งงานออกไปเพื่อหยั่งเชิงทั้งคู่หรอก ใช่ว่าตนไม่เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยพลาดจนทำให้ลูกสาวคนเดียวของตนต้องไปเจออะไรที่โหดร้ายแต่เมื่อตรงหน้าตอนนี้ยังมีซือเย่อยู่นั่นนับได้ว่าพระเจ้าให้โอกาสแล้ว

“เรื่องตระกูลเกาไม่ต้องห่วง แล้วเรื่องที่จะออกจากตระกูลน่ะ มีแผนว่ายังไง ลองเล่าให้ฟังได้มั้ย”

“ผมคิดว่าแค่การปฏิเสธเรื่องหมั้นกับตระกูลชิงคุณพ่อก็คงใช้เหตุผลนั้นกดดันให้ผมออกจากตำแหน่งได้แล้ว ผมไม่อยากกลับไปที่นั่นครับ ยังไงท่านก็คงดีใจจะได้ผลักชีเซินขึ้นได้เลย”

“จากที่นายเล่ามาชีเซินไม่ได้เรียนบริหารมาไม่ใช่เหรอ” ซูเหยียนถาม

“ครับ แต่คุณพ่อคงโน้มน้าวผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ได้ไม่ยากยังไงชีเซินก็ออกงานสังคมบ่อยอยู่แล้ว” ใช่ตั้งแต่เรียนจบมาฉิงหมิงไม่เคยได้ออกงานร่วมกับผู้เป็นพ่อเลยสักครั้ง ได้แต่ทำงานในบริษัทหรือติดตามไปคุยงานบ้างเท่านั้น ต่างจากชีเซินที่ผู้เป็นพ่อพาออกงานร่วมกับน้ารั่วซี ไม่ว่าจะงานการกุศลหรืองานเจรจาธุรกิจใดกลับไม่มีใครเคยเห็นเกาฉิงหมิงบุตรชายคนโตแม้แต่ครั้งเดียว จนมีข่าวลือว่า บุตรชายคนโตของตระกูลเกานั้นเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องเกาเทียนฉีเลยไม่กล้าพาออกงาน ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง

“รู้จักบริษัททีฟามั้ย”

“บริษัทที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าทีที่กำลังมีข่าวขาดทุนเตรียมขายกิจการเหรอครับ”

“อืม ใช่ คิดว่าทำให้กลับมาไหวมั้ย” ซูเหยียนมองว่าที่ลูกเขย

“หมายถึงให้บริหารเหรอครับ” ฉิงหมิงตกใจ แม้จะมีข่าวเรื่องขาดทุนออกมา แต่ห้างสรรพสินค้าทีที่อยู่มานานถึงจะบอกว่าขาดทุนแต่บริษัทระดับทีฟามีหรือจะยอมให้สถานการณ์แบบนี้อยู่นาน

“ใช่ ทำยังไงก็ได้ให้กลับมามีกำไรและแซงหน้าห้างสรรพสินค้าจี” ฉิงหมิงขนลุกวูบ ห้างจีคือห้างสรรพสินค้าของตระกูลเกา

“ผมจะทำให้ได้ครับ” ฉิงหมิงไม่ได้แค่รับปาก แต่ตั้งใจและจะทำให้ได้!

“ดี เดี๋ยวให้ซือเย่เรียกนายทะเบียนมาจดทะเบียนกับซือเย่เลย แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น หลิวฉิงหมิงซะ เสร็จแล้วก็กลับไปเคลียที่ตระกูลให้เรียบร้อยจะออกมาหรือจะยังไงทำให้เด็ดขาด แล้วก็เตรียมตัวเข้าไปที่บริษัททีฟาเดี๋ยวฉันบอกทางนั้นไว้ ไป ไปกินข้าวกันได้แล้ว ป่านนี้ซือเย่ชะเง้อหาแย่” ซูเหยียนเอ่ยแล้วเดินมาตบที่บ่าก่อนจะเดินนำไปยังห้องอาหาร

ฉิงหมิงไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับความอบอุ่นและใจดีของหลิวซูเหยียน คิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง จากที่กังวลว่าสุดท้ายจะโดนไล่ให้เลิกกับซือเย่เพื่อความปลอดภัย กลับกลายเป็นว่าซูเหยียนยอมรับการตัดสินใจและพร้อมที่จะส่งเสริมให้ตัวเค้าเองได้ยืนด้วยตัวเอง โอกาสที่แม้แต่พ่อแท้ ๆ ยังไม่เคยยื่นมาให้ แถมยังมองด้วยสายตาที่เอื้ออาทร พอแล้วจริง ๆ ทำไมนะ ทำไมต้องไล่ไขว่คว้าอยากได้ความรักจากคนแบบนั้นกัน เกาเทียนฉี หวังว่าครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันมันจะยังพอหลงเหลือความสัมพันธ์ในฐานะพ่อกับลูกบ้าง แม้สักนิดก็ยังดี

“ลูกรักฉิงหมิงใช่มั้ย” อี๋เหวินถามพลางคนซุปในหม้อ ส่วนคนครัวที่ได้ยินคำถามก็ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป

“รักค่ะแม่ พี่หมิงคือชีวิตของหนูเลย” เธอไม่รู้หรอกว่าความรักเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือ เพราะอะไร รู้ตัวอีกทีการที่ได้เห็นฉิงหมิงและได้ทำอาหารให้ ได้ปรึกษากันเวลามีปัญหา ได้คอยดูแลกันเวลาไม่สบาย เธอรู้สึกเหมือนเธอได้อยู่ในที่ปลอดภัยของตัวเอง

“แม่ดีใจนะที่ทันได้เห็นเราเป็นฝั่งเป็นฝา แม่จะได้สบายใจว่ามีคนมาดูแลลูกแทนแม่แล้ว” ซือเย่เดินเข้าไปกอดแม่จากทางด้านหลัง สะท้านในใจว่าโอกาสครั้งนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเบี้ยล่างของใครอีกแล้ว

“อะแฮ่ม สองแม่ลูกคู่นี้มัวแต่กอดกัน ถึงว่าอาหารเย็นเลยยังไม่เสร็จสักที” ซูเหยียนเดินเข้ามาแซวภรรยาและลูกสาวตัวเอง

“เสร็จแล้วล่ะค่ะคุณ มัวแต่คุยกันเลยยังไม่ได้ตักใส่ถ้วย เด็กๆ” อี๋เหวินผละออกจากเตาก่อนจะเรียกให้คนครัวมาจัดการซุปใส่จาน

“เดี๋ยวฉันกับลูกขอล้างมือแล้วจะตามไปค่ะ คุณพาฉิงหมิงไปรอได้เลย” ซูเหยียนพยักหน้าแล้วเดินออกไป

มื้ออาหารเย็นวันนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และร่าเริง

ฉิงหมิงที่เพิ่งเคยพบพ่อตาแม่ยายก็ยังสนุกสนานและเป็นกันเองมากขึ้น

“พ่อคะซือเย่พาพี่หมิงไปนอนด้วยนะคะ” ซือเย่เอ่ยขอ

“ได้สิ พรุ่งนี้พ่อกับแม่มีไปงานเลี้ยงน่าจะกลับดึกหน่อยเราสองคนทานข้าวเย็นไปเลย ไม่ต้องรอนะ”

“ได้ค่ะพ่อ ยังไงหนูขอตัวก่อนนะคะ รักพ่อกับแม่ค่ะ” ซือเย่เดินเข้าไปกอดและหอมแก้มพ่อกับแม่ก่อนจะคว้าแขนฉิงหมิงเดินออกมา

“จะพาพี่ไปไหม หืม” ฉิงหมิงที่อยู่ ๆ ก็โดนดึงออกมาถามขึ้นแต่ก็ยังอมยิ้มกับท่าทางที่เด็กลงของภรรยา

“พาพี่หมิงไปดูบ้านน้อง!” ซือเย่ตอบแต่ฉิงหมิงกลับงงมากกว่าเดิม

“คุณหนู รถพร้อมแล้วครับ” การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทันทีที่ซือเย่เดินออกมา

“ไปกันค่ะ” ซือเย่ลากฉิงหมิงให้ขึ้นไปบนรถกอล์ฟขนาดเล็กก่อนจะเดินขึ้นมาแล้วขับออกไปจากบริเวณหน้าคฤหาสน์อย่างอารมณ์ดี

ซือเย่ขับออกมาตามทางก่อนจะเลี้ยวเข้าไปทางแยกด้านหนึ่งที่ตอนแรกนั่งรถผ่านมาไม่ได้สังเกต ผ่านอุโมงค์ต้นไม้สองข้างทางที่ดูแล้วร่มรื่นและสวยงามราวกับหลุดมาอีกโลก ไม่นานก็เจอเข้ากับรั้วสีขาวสวยพร้อมกับป้อมยามอีก 1 จุด

“ยินดีต้อนรับกลับครับคุณหนู” ยามหน้าประตูเอ่ยทักทายเมื่อซือเย่ขับรถผ่าน ภายในเป็นคฤหาสน์ขนาดเล็กกว่าหลังที่ทั้งคู่เพิ่งจากมา แต่ก็ยังใหญ่กว่าบ้านคนรวยทั่ว ๆ ไป

“ยินดีต้อนรับนะคะ นี่บ้านของซือเย่เอง” เจ้าตัวยิ้มให้ก่อนจะดึงให้ฉิงหมิงเดินตามลงมา

“คุณหนู” พ่อบ้านหนุ่มที่อายุไม่ต่างจากซือเย่และฉิงหมิงในชุดสูทเรียบร้อยเดินเข้ามารับทันที

“พี่ฉี นี่พี่ฉิงหมิงค่ะ แฟนซือเย่เอง” ซือเย่แนะนำฉิงหมิงให้กับพ่อบ้านส่วนตัว

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฉิงหมิง กระผมพ่อบ้านฉี เป็นพ่อบ้านส่วนตัวของคุณหนูครับ” พ่อบ้านฉียิ้มให้อย่างเป็นมิตรและยินดีที่คุณหนูอันเป็นที่รักของเค้าได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองดูแล้วคงรักกันไม่น้อยเพราะตั้งแต่เข้ามาคุณหนูมีแต่รอยยิ้ม

ซือเย่แนะนำฉิงหมิงให้กับการ์ดและแม่บ้านทุกคนในคฤหาสน์ก่อนที่จะพาเจ้าตัวขึ้นมาบนห้องนอน คฤหาสน์หลังนี้มีเพียงสองชั้นครึ่ง โดยบริเวณชั้นสองจะเป็นห้องนอนของซือเย่ที่กินบริเวณไปครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งถูกแบ่งเป็นห้องรับรองแขกขนาดกลางสำหรับเพื่อน ๆ ที่มาพัก 2 ห้องกับห้องหนังสือที่ซือเย่มักเข้าไปนั่งทำงานโดยตรงกลางของชั้นจะมีบันไดที่วนขึ้นไปยังดาดฟ้าที่มีห้องรับรองขนาดใหญ่พร้อมทั้งสระว่ายน้ำกึ่งในร่มที่สามารถจัดงานเลี้ยงขนาดหลายสิบคนได้สบาย ๆ

“พี่หมิงมีอะไรขาดเหลือบอกพี่ฉีได้เลยนะคะ พี่ฉีเป็นลูกชายลุงหลิว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะโตกว่าพี่หมิงไม่กี่ปี” ซือเย่เดินเข้ามาในห้องนั่งลงบนเตียงขนาดใหญ่พิเศษที่สั่งทำก่อนที่ฉิงหมิงจะเดินตามมานั่งข้าง ๆ

“พี่กลัวว่าจะฝันไปเลย ที่ได้กลับมาอยู่ตรงนี้กับเรา” ฉิงหมิงเอื้อมมือมากอดซือเย่แน่น

“พี่หมิงน้องก็กลัว แต่มาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่ฝันแล้วล่ะค่ะ”

ครืดด

ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรกันต่อ โทรศัพท์มือถือของฉิงหมิงก็สั่นขึ้นมาซะก่อน

“ฮัลโหล”

‘บอสครับ ตอนนี้บอสอยู่ไหน เกิดเรื่องแล้วครับ’ เสียงของเหวินเปาเลขาของฉิงหมิงดังลอดมาอย่างร้อนรน

“ใจเย็น ๆ เกิดอะไรขึ้นไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วเหรอว่าวันนี้กับพรุ่งนี้ไม่เข้าบริษัท”

‘วันนี้คุณชายเซินมาที่บริษัทเพื่อเบิกเงินค่าจัดเลี้ยงต้อนรับคู่ค้าจากต่างประเทศครับ’

“ก็บอกไปสิว่าเดี๋ยววันมะรืนจะเข้าไปเซ็นให้” ฉิงหมิงตอบอย่างเหนื่อยใจ

‘ไม่ทันครับ คือเป็นกลุ่มที่มาถึงวันนี้เรื่องเลยไปถึงท่านประธาน ท่านโกรธมากจึงมีคำสั่งพักงานบอสลงมาทันทีครับ’ เหวินเปาตอบกลับเสียงเบาราวกับรู้ว่าประโยคนี้จะทำร้ายใจคนฟัง

“อ่า ไม่มีเอกสารเร่งด่วนค้างไว้แล้วใช่มั้ยล่ะ งั้นก็ไม่เป็นไร”

‘บอสโอเคนะครับ ตอนนี้บอสอยู่ไหนให้ผมไปหามั้ย’

“โอเคดี ไม่เป็นไร อยู่นอกเมืองน่ะ เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้จะโทรหาอีกทีแล้วกันแค่นี้ก่อนนะ” ไม่รอให้ปลายสายตอบรับฉิงหมิงก็กดวางแล้วโยนมือถือไปทิ้งไว้บนโซฟาปลายเตียง

“มีอะไรหรือเปล่าคะ เรากลับไปคืนนี้เลยมั้ย” ซือเย่ถามอย่างเป็นห่วง

“ชีเซินมาเบิกเงินค่าจัดเลี้ยงแต่ผมไม่เข้าบริษัท เบิกไม่ได้ตอนนี้คุณพ่อเลยสั่งพักงานผม”

“แค่เบิกเงินไม่ได้ทำไมถึงต้องพักงานล่ะ”

“เหมือนจะเป็นงานเลี้ยงตัวแทนบริษัทคู่ค้าที่บินมาจากต่างประเทศ เค้ามาถึงวันนี้น่ะ”

“แล้วทำไมเพิ่งมาเบิกวันนี้ล่ะคะ ปกติงบพวกนี้ต้องเบิกล่วงหน้าหรือไม่ก็ต้องสำรองออกไปก่อนแล้วค่อยมาเบิกย้อนหลังนี่” ตระกูลเกาก็เป็นบริษัทขนาดใหญ่เรื่องแบบนี้ไม่ควรพลาดสิ

“ใช่ แต่ชีเซินไม่เคยทำแบบนั้นน่ะสิ ปกติมีอะไรก็มาหาพี่เลย ไม่ยอมทำเอกสารไม่ผ่านขั้นตอนปกติเพราะได้เร็วกว่า ครั้งนี้พอพี่ไม่อยู่ก็เลยเป็นเรื่อง”

“ไม่เป็นไรนะพี่หมิง” แย่มาก แล้วต้องทำเรื่องแบบนี้บ่อยขนาดไหนกันดีแล้วที่พี่หมิงเลือกที่จะตัดแล้วก้าวออกมา

“พี่โอเค ก็ดีเหมือนกันจะได้หาทางเฟดตัวเองออกมาง่าย ๆ” ใช่ตอนแรกเขาก็กังวลว่าจะทำยังไงถึงจะเอาตัวเองออกมาจากงานของบริษัทได้ ดูเหมือนพระเจ้าคงไม่ทอดทิ้งเสียทีเดียว

ต่อให้อยู่เซ็นเบิกให้แล้วยังไง สุดท้ายชีเซินก็เอาความดีความชอบทั้งหมดไปอยู่ดีทั้งที่คนติดต่อและคุยรายละเอียดเบื้องต้นคือตัวเค้าเอง คิดแล้วก็ได้แต่หัวเราะให้กับความโง่และไม่ทันคนของตัวเองในอดีตที่โดนหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซือเย่และฉิงหมิงเข้าไปอาบน้ำเสร็จกำลังจะเตรียมเข้านอนโทรศัพท์ของฉิงหมิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ฮัลโหล”

‘เฮ้ นายหายไปไหนน่ะ ทำไมปล่อยให้น้องชายนายมาเอาหน้าแบบนี้ แถมไม่รู้เรื่องงานอะไรสักนิด ถ้าฉันไม่มาเองบริษัทนายชวดแน่แถมจะโดนขึ้นบัญชีดำกับบริษัทคู่ค้าอีก’

“มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ อีกอย่างฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่านายจะมาวันนี้” น้ำเสียงแปลกใจของฉิงหมิงทำเอาปลายสายงง

‘ได้ไง ก็เลขาฉันเป็นคนติดต่อกับเลขานายเนี่ย’

“เลขา? ชื่ออะไร”

‘ก็ที่ชื่อโจชัวไง’

“เลขาฉันชื่อเหวินเปา..” เมื่อพูดจบฉิงหมิงก็เดาเรื่องราวออกทันที โจชัวคนสนิทของชีเซิน

‘เวรแล้วนี่ฉันติดต่อกับใครไปเนี่ย เออ เรื่องนั้นช่างมันก่อน แต่น้องชายนายพูดไม่รู้เรื่องเลย พอเข้าเรื่องงานก็พูดวกไปวนมาอะไรก็ไม่รู้ นี่หุ้นส่วนฉันเองก็ไม่พอใจแล้ว จะให้ฉันทำยังไง’

“เอาที่นายเห็นสมควรเลย อีกเดี๋ยวฉันคงลาออกแล้วล่ะ” ฉิงหมิงหันมายิ้มให้ซือเย่ที่มองมาอย่างเป็นห่วง

‘เกิดอะไรขึ้น นายอยู่ไหน’

“ไม่ได้อยู่ในเมือง นายจะอยู่กี่วันเดี๋ยวนัดเจอกันสักวันก็ได้”

‘เอางี้ เดี๋ยวจะมีไปคุยกับบริษัทลูกในเมือง ไว้ช่วงเย็นของสักวันมาเจอกันหน่อย’

“ได้ เดี๋ยวนัดกันอีกทีว่ายังไง”

บอกลากันอีกสองสามประโยคก็กดวางสาย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...