โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในพิพิธภัณฑ์สาธารณ์ : ข้อสังเกตว่าด้วยการสร้างสมดุลทางความหมาย (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2566 เวลา 02.05 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

โบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในพิพิธภัณฑ์สาธารณ์

: ข้อสังเกตว่าด้วยการสร้างสมดุลทางความหมาย (3)

ในทัศนะผม หนึ่งในประเด็นท้าทายมากที่สุดในการบริหารจัดการพื้นที่พิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยสมัยใหม่ คือ การรักษาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างสถานะของการเป็นโบราณวัตถุแบบสาธารณ์กับรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ (สำหรับโบราณวัตถุบางชิ้น และอาจจะอีกหลายชิ้นตามมาในอนาคต ที่กำลังเปลี่ยนความหมายไปสู่รูปเคารพ) ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียกร้องการย้อนกลับไปสู่การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในทุกปริมณฑลทางสังคม

แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องความสมดุล เพื่อให้เรามองเห็นภาพของประเด็นนี้ชัดเจนขึ้น ผมอยากขอยกอีกตัวอย่าง แต่เป็นกรณีตัวอย่างในมุมกลับ (ถ้าเทียบกับกรณีของประติมากรรมพระคเณศ) ซึ่งบ่งชี้ให้เราเห็นเค้ารางของปัญหาโบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกด้านที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นั่นก็คือ กรณีการจัดแสดง ผอบทรงสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุกรุวัดมหาธาตุ อยุธยา ภายในห้องจัดแสดงเครื่องทองอยุธยาหลังใหม่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 30 ธันวาคม พ.ศ.2565

ตามรูปแบบเดิม ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุชิ้นนี้ถูก “จัดแสดง” หรือเรียกให้ถูกต้องมากกว่าคือ “ประดิษฐาน” อยู่ภายในบุษบก ในสถานะที่ก้ำกึ่งคาบเกี่ยวกันระหว่างการเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์กับโบราณวัตถุมาอย่างยาวนาน ภายในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา

อย่างไรก็ตาม หากจะพูดกันตามตรง สถานะของพระบรมสารีริกธาตุมีแนวโน้มที่ค่อนไปทางวัตถุศักดิ์สิทธิ์มากกว่า สังเกตได้จากการเข้าไปเยี่ยมชมของผู้คน ซึ่งมีเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่ ณ ขณะเข้าชมจะทำการสักการะพระบรมสารีริกธาตุไปพร้อมกัน

แต่ในการจัดแสดงใหม่ ภัณฑารักษ์ต้องการให้ผู้เข้าชมเข้าใจถึงลักษณะของการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุตามคติความเชื่อของคนอยุธยาโบราณที่เป็นการบรรจุไว้ภายในภาชนะที่ทำด้วยวัตถุมีค่าประเภทต่างๆ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ซึ่งในกรณีนี้วัดมหาธาตุ มีการบรรจุซ้อนกันมากถึง 7 ชิ้น

ดังนั้น ภัณฑารักษ์จึงได้ตัดสินใจที่จะนำผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพร้อมภาชนะบรรจุทั้งหมดมาจัดแสดงโดยวางเรียงยาวต่อกันทั้ง 7 ชิ้น เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นลักษณะของโบราณวัตถุได้อย่างชัดเจน และเข้าใจได้ถึงการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นชั้นๆ ตามแบบโบราณ

หากมองในเชิงวิชาการและในมิติของการจัดแสดงโบราณวัตถุ การจัดแสดงใหม่ถือเป็นการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและช่วยสร้างความเข้าใจประเพณีโบราณของผู้คนในอดีตได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญ วิธีการจัดแสดงแบบนี้จะช่วยให้เกิดการคิดต่อยอดทางความรู้ในหลากหลายสาขาได้เป็นอย่างดี

แต่หากมองในมุมที่โบราณวัตถุชิ้นนี้คือวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำหรับการเคารพสักการะ การจัดแสดงใหม่ได้เข้าไปลดทอนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ก็ตาม

พระบรมสารีริกธาตุภายใต้รูปแบบการจัดแสดงใหม่ มีสถานะเป็นเพียงโบราณวัตถุ ถูกตั้งอยู่ในระดับสายตามนุษย์ ภายใต้แสงไฟที่สาดส่องเกือบทุกซอกมุม ผู้ชมสามารถยืนมองอย่างใกล้ชิด (แม้จะมีกระจกกั้น) จนแลเห็นพื้นผิวของวัสดุที่ถูกนำมาทำภาชนะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทุกชิ้นได้อย่างชัดเจน

ไม่เหลือความเร้นลับ ความขรึมขลัง ตลอดจนบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

ด้วยรูปแบบใหม่ คงไม่น่าจะมีใครใช้คำว่า “ประดิษฐาน” ที่มีนัยยะของวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป โดยคำที่เหมาะสมมากกว่าคือ “จัดแสดง” ที่มีนัยยะของการเป็นโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์โดยสมบูรณ์

ความเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดแสดงดังกล่าว ได้สร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดข้อวิจารณ์ไม่น้อยในกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งแม้จะไม่ได้กลายมาเป็นกระแสต่อต้านในวงกว้าง แต่ก็สะท้อนให้เราเห็นถึงความขัดแย้งที่น่าสนใจในการสร้างความหมายให้แก่โบราณวัตถุที่แตกต่างกันในกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ ที่กำลังปรากฏให้เราเห็นบ่อยครั้งมากขึ้นในพื้นที่พิพิธภัณฑ์

นอกจากพื้นที่พิพิธภัณฑ์ ในพื้นที่โบราณสถานหลายแห่ง เราก็จะเริ่มพบเห็นความขัดแย้งนี้เช่นกัน ที่แฝงอยู่ภายใต้การออกกฎระเบียบใหม่ๆ บางอย่างที่น่าสนใจ

โบราณสถานหลายแห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มเข้มงวดกับการเดินขึ้นไปเหยียบโบราณสถาน ซึ่งแน่นอน กฎระเบียบเหล่านี้เริ่มต้นด้วยความกังวล (ที่เข้าใจได้) ในการที่นักท่องเที่ยวในอดีตชอบปีนป่ายไปในที่ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถานและในบางกรณีอาจเป็นอันตรายต่อต่อนักท่องเที่ยวเองด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเหล่านี้ในหลายกรณีเกิดขึ้นอย่างผสมปนเปไปด้วยเหตุผลเรื่อง “ความไม่เหมาะสม” ที่นักท่องเที่ยวจะเดินขึ้นไปเหยียบโบราณสถานบางจุดที่เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ข้อห้ามเหล่านี้ในบางกรณีมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงเลยกับความเสียหายหรืออันตรายที่อาจจะมีต่อโบราณสถาน

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า การออกข้อห้ามลักษณะนี้มิใช่มีแค่สังคมไทยนะครับ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในพื้นที่โบราณสถานหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในสังคมที่มีความเข้มข้นทางศาสนาค่อนข้างมาก

อีกทั้งข้อห้ามเหล่านี้ก็มิใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดใหม่แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า ปรากฏการณ์นี้ในสังคมไทย แม่ในอดีตจะพบเจออยู่บ้าง แต่ในปัจจุบันระเบียบข้อห้ามต่างๆ เริ่มปรากฏให้เราเห็นเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

บางแห่งมีป้ายห้ามเหยียบลงบนพื้นที่ที่เคยเป็นอาสนะสงฆ์ภายในโบสถ์วิหารร้าง บางแห่งห้ามถึงขนาดไม่ให้เดินขึ้นไปภายในอาคารที่ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ ทำได้แต่เพียงเดินชมอยู่บนฐานชั้นล่างเท่านั้น ซึ่งบางกรณีด้วยสภาพของโบราณสถาน เราเข้าใจได้ว่าข้อห้ามเกิดขึ้นจากข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย

แต่ในหลายกรณีเช่นกันที่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลที่ไม่อยากให้มีคนเดินขึ้นไปเพราะพื้นที่เหล่านั้นเคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ข้อห้ามเหล่านี้ หลายคนอาจมองว่าไม่เห็นเสียหายอะไร แต่หากมองในรายละเอียด ในหลายกรณีได้เริ่มส่อเค้ารางที่นำไปสู่การเป็นข้อกำหนดที่ขัดขวางการศึกษาหาความรู้ทางวิชาการ

ในทริปหนึ่งที่ไม่นานมานี้เอง ผมได้พานักศึกษาไปทัศนศึกษาโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโบราณสถานประเภท “มูลคันธกุฎี” (มณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีการออกแบบองค์พระพุทธรูปคับแน่นเต็มอาคาร ซึ่งนักวิชาการลงความเห็นว่า การออกแบบเช่นนี้เพื่อสื่อนัยยะของการเป็นกุฏิของพระพุทธเจ้า) ซึ่งเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัวน่าสนใจ

เนื่องจากความต้องการที่จะให้นักศึกษาได้มองเห็นร่องรอยของโครงสร้างอาคารด้วยตาตนเอง เพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งจึงได้ให้นักศึกษาเดินเข้าไปภายในอาคารมณฑป แต่เมื่อนักศึกษาเดินเข้าไปก็ถูกตะโกนห้าม ด้วยเหตุผลเรื่องความเหมาะสม

ที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่ตะโกนห้ามไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่เป็นคนอื่นที่กังวลถึงความไม่เหมาะควรที่นักศึกษาจะเดินขึ้นไปภายในมณฑปร้างที่เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาที่ได้เคยพานักศึกษาไปทัศนศึกษา ไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อนเลย

ตัวอย่างนี้ แม้จะยังเป็นเพียงประเด็นเล็กน้อย แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันสะท้อนถึงความขัดแย้งที่ลึกซึ้งระหว่างการเป็นพื้นที่ศึกษาหาความรู้แบบสาธารณ์กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นและท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้โดยส่วนตัว จะมีความเห็นโน้มเอียงไปในทางที่ไม่อยากให้โบราณวัตถุและโบราณสถานซึ่งเคยมีสถานะเป็นวัตถุและพื้นที่แบบสาธารณ์ถูกเปลี่ยนความหมายกลับไปสู่การเป็นรูปเคารพและพื้นที่ทางศาสนา แต่ก็เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนที่มองโบราณวัตถุสถานเหล่านี้ว่าคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ความย้อนแย้งที่น่าปวดหัวนี้ นำเราย้อนกลับมาสู่ประเด็นคำถามตอนต้นของบทความอีกครั้ง

สังคมไทย โดยเฉพาะกรมศิลปากรในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจในการบริหารจัดการโบราณวัตถุและโบราณสถานทั่วประเทศ ควรจัดการกับประเด็นเหล่านี้อย่างไร เพื่อที่จะสร้างสมดุลที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น โดยที่ด้านหนึ่งก็ไม่เข้าไปขัดขวางหรือทำลายการศึกษาหาความรู้จากโบราณวัตถุและโบราณสถานตามหลักวิชาการ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถรักษาสถานะของการเป็นรูปเคารพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนาเอาไว้ได้

แม้ผมเองจะยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ แต่ก็อยากทดลองนำเสนอเป็นข้อสังเกตบางประการในเบื้องต้นเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจนำไปคิดต่อ หากเกิดกรณีเช่นนี้อีกในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...