เขาสามแก้ว ชุมพร เมืองพระเวียง นครศรีธรรมราช
เขาสามแก้ว ชุมพร
เมืองพระเวียง นครศรีธรรมราช
รายงานโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ขรรค์ชัย บุนปาน นัดไปถ่ายทำทอดน่องท่องเที่ยวที่ภูเก็ต แล้วส่งรถตู้มติชนให้รับผมจากบ้านช่างหล่อเมื่อเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566
ก่อนเที่ยงถึงชุมพร แวะสำรวจพื้นที่บางแห่งเชิงเขาสามแก้ว ครั้นบ่ายไปไชยา (สุราษฎร์ธานี) ฝนตกหนักมาก แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา พอตกค่ำถึงนครศรีธรรมราช ต้องพักค้างคืน พอรุ่งเช้าเข้าหาคันดินกำแพงเมืองพระเวียง เสร็จแล้วไปภูเก็ต
ข้ามคาบสมุทร
“แลนด์บริดจ์”เป็นโครงการของรัฐบาลก่อสร้างเส้นทางขนส่งขนาดใหญ่เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน บริเวณคอคอดกระ (ชุมพร–ระนอง) ที่เคยมีดำริขุดคลองเชื่อมตั้งแต่ครั้งพระนารายณ์สมัยอยุธยา และเคยเป็นเส้นทางขนถ่ายเคลื่อนย้ายทรัพยากรเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่ราว พ.ศ. 1
โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนองเชื่อมระหว่างฝั่งทะเลอ่าวไทย–อันดามัน มีเป้าหมายเป็นประตูการค้านำเข้า–ส่งออกของไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน รองรับสินค้าจากจีน, ลาว, อินเดีย ไปยังยุโรป หรือสินค้าจากยุโรปมายังอาเซียน
แลนด์บริดจ์ช่วยย่นระยะทาง และลดระยะเวลาในการขนส่ง เป็นเส้นทางเดินเรือใหม่เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ใช้รถไฟและมอเตอร์เวย์เชื่อมระหว่างท่าเรือทั้งสองฝั่ง
โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้เพิ่มจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) จาก 2% เป็น 10% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 5 แสนล้านบาท เกิดการสร้างงาน เพิ่มอาชีพใหม่ๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิต
จุดก่อสร้างท่าเรือที่ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะสม ในฝั่งทะเลอ่าวไทย อยู่ที่แหลมริ่ว อ.หลังสวน จ. ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน อยู่ที่แหลมอ่าวอ่าง อ .เมือง จ. ระนอง
(จากบทความเรื่อง“แลนด์บริดจ์เพื่อใคร?” ของทวีศักดิ์ บุตรตันใน มติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 6–12 ตุลาคม 2566)
แนวทางแลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง (กราฟิกจากเพจมติชนสุดสัปดาห์ เผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566)
เขาสามแก้ว
บ้านสามแก้ว ม.1 ต. นาชะอัง อ. เมือง จ. ชุมพร
แหล่งโบราณคดีราว 2,500 ปีมาแล้ว สืบเนื่องถึงสมัยหลังอยู่บนเนินเขาสามแก้ว ซึ่งเป็นกลุ่มภูเขาเล็กๆ 3-4 ลูกสลับกับที่ราบริมคลองท่าตะเภา
โบราณวัตถุสำคัญที่พบ ได้แก่ กลองทอง (มโหระทึก) สำริด, ลูกปัด, กำไล, ตุ้มหู, จี้ห้อยคอสำริด, แก้วและลูกปัดชนิดต่างๆ อีกจำนวนมาก
น่าจะเป็นเมืองท่า ถึงแม้จะอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่ก็มีเส้นทางน้ำที่ใช้ออกสู่ทะเลได้ โดยใช้แนวลำน้ำท่าตะเภาออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพร
ลักษณะของเนินที่พบโบราณวัตถุจำนวนมากนั้นอยู่ใกล้กับที่ลุ่ม ปัจจุบันชาวบ้านเรียกอู่ตะเภา
มีเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่สำคัญ 2 สาย คือ (1.) จาก อ. หลังสวน ไปตามแม่น้ำหลังสวนต่อไปยัง อ. พะโต๊ะ และข้ามเทือกเขาไปยัง จ. ระนอง (2.) จาก อ. เมืองฯ ไปยังกระบุรี ปากจั่น จ. ระนอง
มีการสำรวจเส้นทางจากกระบุรี (ระนอง) ถึงเขาสามแก้ว (ชุมพร) ของนายเยี่ยมยง ส.สุรกิจบรรหาร ระหว่าง พ.ศ. 2515-2521 พบว่าเป็นเส้นทางน้ำตลอดสาย มีแหล่งโบราณคดีตลอดทาง
เริ่มจากฝั่งทะเลอันดามันทางตอนล่างของแม่น้ำกระบุรี ผ่านแหล่งโบราณคดีเขาพระขยางค์ บ้านลำเลียง อ. กระบุรี จ. ระนอง ถึงปากจั่น ทวนน้ำตามคลองจั่นเข้าสู่คลองเหล็ก ผ่านเขาหินซอง คลองหิน ถึงสันปันน้ำ จปร. จึงเดินบกข้ามช่องเขาเข้าเขต จ. ชุมพร แล้วล่องตามคลองชุมพร ผ่านท่าไม้ลาย ท่าไม้รวก แหล่งโบราณคดีถ้ำสนุกสุขารมย์ บ้านเสียบญวน บ้านนาเหนือ บ้านยางด้วน บ้านวัดประเดิม แล้วเดินบกมาที่ท่าตะเภา ลงคลองท่าตะเภา ผ่านแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว แล้วลงทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพร
ชาวบ้านขุดหาของมีค่าที่เขาสามแก้ว อ. เมือง จ. ชุมพร บนพื้นที่ซึ่งนักโบราณคดีเคยขุดพบโบราณวัตถุอายุ 2,500 ปีมาแล้ว
(พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร ถ่ายภาพ วันอาทิตย์ที่8 ตุลาคม 2566)
“รูปดวงอาทิตย์หรือดาวเป็นพิธีกรรมบูชาดวงอาทิตย์เป็นความเชื่อของคนสมัยก่อนเคารพบูชาธรรมชาติ”ข้อความอธิบายกลองมโหระทึกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
(ภาพโดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566)
คนอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้วนับถือพระจันทร์ บันดาลน้ำขึ้นน้ำลง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล (ไม่ใช่พระอาทิตย์) และไม่มองเห็นพระจันทร์เป็นแฉก เพราะการเห็นรัศมีเป็นแฉกเป็นความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ลายนูนมีแฉกบนหน้ากลองทอง เป็นรูปจำลองจอมขวัญกลางกระหม่อมบนกบาลของคนที่มีโคนเส้นผมวนเหมือนก้นหอยมองเห็นแก่ตาว่าแฉก ดังนั้นกลองทองใช้ตีในพิธีกรรมสู่ขวัญของคนหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนรับพุทธ–พราหมณ์จากอินเดีย จึงยังไม่รู้จักวิญญาณ)
กลองทองเป็นชื่อเรียกทั่วไปในเพื่อนบ้าน หมายถึงกลองทองสำริด (เป็นต้นแบบฆ้องทุกวันนี้) ส่วนกลอง “มโหระทึก” เป็นชื่อเรียกเครื่องประโคมจากอินเดีย ใช้ประโคมสมโภชชั้นสูง มี 5 สิ่ง เรียก “ปัญตุริยะ” หรือ “เบญจดุริยางค์” ไทยปัจจุบันเรียกกลอง 4 ปี่ 1
พระวิษณุ (จำลอง) ถูกฝน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา (สุราษฎร์ธานี) เมื่อฝนตกหนักมาก น้ำฝนล้นรางแล้วไหลนองพื้นบริเวณห้องแสดงพระวิษณุจำลอง [สวมหมวกทรงกระบอกแบบเดียวกับที่พบในเมืองมโหสถ (ปราจีนบุรี) และเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์)]
เจ้าหน้าที่พิพิภัณฑ์ฯ ต้องเอาถังพลาสติกรองน้ำ แล้วคอยกวาดน้ำฝนที่ทะลักออกมาตลอดเวลา
(ภาพโดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร)
เมืองพระเวียง
ต. ในเมือง อ. เมือง จ. นครศรีธรรมราช
เป็นเมืองโบราณช่วงเวลาราว พ.ศ. 1700 (พุทธศตวรรตที่ 18) ตั้งอยู่บนแนวสันทราย (ถัดเมืองโบราณนครศรีธรรมราชลงไปทิศใต้ประมาณ 600 เมตร)
มีคูน้ำคันดิน (ชั้นเดียว) ผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 450 x1,100 ตามแนวเหนือ–ใต้
คูเมืองด้านเหนือเป็นคลองสวนหลวงด้านใต้เป็นคลองคูพายด้านตะวันตกเป็นคลองหัวหว่องด้านตะวันออกเป็นคลองขุด (ชักน้ำจากคลองธรรมชาติ)
ในเมืองมีวัดโบราณหลายแห่ง เช่น วัดพระเวียง [(ร้าง) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งบ้านศรีธรรมราช], วัดสวนหลวงตะวันออก [(ร้าง) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช]
[ข้อมูลได้จากเอกสารของสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช]
คันดินเมืองพระเวียง(ในดงไม้) เท่าที่เหลือแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราชต้องเร่งขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แล้วเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อรักษาคุณค่าแล้วสร้างมูลค่า(พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร ถ่ายภาพ วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566)
ชื่อ “เมืองพระเวียง”ไม่ใช่ชื่อดั้งเดิม แต่เป็นชื่อท้องถิ่นสมัยหลัง อาจมาจากชื่อวัดพระเวียงก็ได้ นอกจากนั้นชาวบ้านยังเรียกอีกว่า “เมืองกระหม่อมโคก”เพราะตั้งอยู่บริเวณที่ดอนสูงกว่าบริเวณอื่น
เมืองพระเวียง หรือเมืองนครศรีธรรมราชเดิม (แผนผังจากหนังสือ การขุดค้นโบราณคดี ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2565 หน้า 16)
น่าสงสัยว่าเมืองพระเวียงตรงกับ “กรุงธรรมาโศก”พ.ศ. 1710 [ในจารึกหลักที่ 35 ดงแม่นางเมือง (จ. นครสวรรค์)] และ“ศรีธรรมราช”พ.ศ. 1773 [ในจารึกหลักที่ 24 วัดหัวเวียง (วัดเวียง) อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี]
เมืองพระเวียง มีขึ้นจากการขยายตัวของการค้าโลก หลังจีนแต่งสำเภาออกค้าขายด้วยตนเองทั่วอ่าวไทยและอุษาคเนย์
ต่อมาเกิดกาฬโรคระบาดรุนแรง ในตำนานฯ ว่า “เมืองร้างหึงนาน”
พระธาตุนครศรีธรรมราชคือพระธาตุเจดีย์แบบลังกา เป็นพระธาตุนอกเมืองพระเวียง (ตามประเพณีพระธาตุนอกเมือง ได้แก่ พระปฐมเจดีย์ นครปฐม เป็นต้น)
อ. ศรีศักร วัลลิโภดม พ.ศ. 2510 (56 ปีที่แล้ว) พานักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (ด้วยเงินส่วนตัวของทุกคนเฉลี่ยรวมกัน) สำรวจทางวัฒนธรรม–โบราณคดีภาคใต้ เริ่มที่นครศรีธรรมราช สำรวจเมืองพระเวียง พบคูน้ำคันดินเกือบสี่เหลี่ยมผืนผ้า
มีผู้ส่งข้อความจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ว่า อ. ศรีศักร วัลลิโภดม นำนักศึกษาชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม–โบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สำรวจเมืองโบราณพระเวียง เมื่อ พ.ศ. 2510 โดยมี “แหล่งทุนจากมหาวิทยาลัยศิลปากร”ซึ่งคลาดเคลื่อนความจริง เพราะมหาวิทยาลัยศิลปากรสมัยนั้นไม่มีทุนสนับสนุนการสำรวจทางวิชาการโบราณคดี และครั้งนั้น อ. ศรีศักร กับนักศึกษาจ่ายเงินส่วนตัวเฉลี่ยตามมีตามเกิด ซึ่งผมร่วมอยู่ด้วยเป็นนักศึกษา (สอบตก) คนหนึ่งมีส่วนเฉลี่ยจ่ายเงินเองทั้งหมด (กรุณาแก้ไขข้อมูลด้วย)
ภาษาไทยจากอโยธยาถึงเมืองนครศรีธรรมราช
นับถือเถรวาท แบบลังกา พูดภาษาไทยซึ่งมีขึ้นจากการแผ่ลงไปจากอโยธยา ผ่านเมืองเพชรบุรี ฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราช หลัง พ.ศ. 1800 (พุทธศตวรรษที่ 19)
เหตุการณ์นี้มีบอกในตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชว่าพระพนมทะเล เจ้าเมืองเพชรบุรี (เชื้อสายอโยธยา) ส่งพระพนมวังกับนางสะเดียงทองไปสร้าง “เมืองนครดอนพระ” คือเมืองพระเวียง หรือเมืองกระหม่อมโคก