สายลับทะลุมิติ ไปเป็นแม่ลูกสองหรือสามกันนะ (มีe-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
สายลับสายลุยจากยุคสองพันตายเพราะปฏิบัติภารกิจพลาด
ดันทะลุมิติมาในยุคจีนโบราณในร่างสตรีที่อาศัยในหมู่บ้านติดชายแดน
พร้อมของแถมเป็นลูกแฝดต่างเพศสองคน
และสามีที่ดันความจำเสื่อมไม่ต่างจากคนอายุสามขวบ !
ปลูกผัก ขายของป่าก็แค่อาชีพเสริม อย่างนางต้องสร้างธุรกิจเท่านั้น…
ทว่าสามีเอ๋อของนางไยเปลี่ยนไปเสียได้
อีกทั้งเขาคือใครทำไมมีแต่คนตามหาเขากันนะ !?
เรื่องนี้กำลังแต่งอยู่ค่า น่าจะปลาย ๆ เดือนธันวามาลง หรืออาจเริ่มลงปีใหม่เลยค่า
แกล้งติดตามให้หน่อยค้าบ
มันส์แน่นอน
เรื่องนี้อยู่ใน ซีรีย์ สายลับทะลุมิติ
เป็นโปรเจคที่สองนักเขียนจีนโบราณ มายุมายูและน้องเหม่ยเหมย แต่งร่วมกัน
ออกเป็นหนึ่งเล่มจบค่า ใครชอบแนวนี้ไปตามอ่านได้เลยค่า
(ไม่ได้ต่อกันอ่านเรื่องไหนก่อนก็ได้งับ หรืออ่านสองเรื่องควบคู่กันเลยก็ได้5555)
❤️ ฝากพวกเราสองคนด้วยนะคะ ❤️
ราคาโปรลดเหลือ 133 บาท มีทั้งหมด 427 หน้า (≈ 72,200 คำ)
กดไปดูก่อนเลย ลิงก์ https://www.mebmarket.com/ebook-281119-สายลับทะลุมิติ-ไปเป็นแม่ลูกสองหรือสามกันนะ
อีบุ๊คในซีรีย์ สายลับทะลุมิติ
สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง โดย มายุมายู จิ้มไปอ่านที่นี่
สายลับทะลุมิติ ไปเป็นอนุตัวร้าย โดย น้องเหม่ยเหมย จิ้มไปอีบุ๊คที่นี่
สายลับทะลุมิติ ไปเป็นแม่ลูกสองหรือสามกันนะ จิ้มไปอีบุ๊คที่นี่ ++กำลังจัดโปรลดแรง++
สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูพิษไร้ค่า จิ้มไปอ่านที่นี่ ++กำลังจัดโปรลดแรง++
บทนำ
บทนำ
ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยหยุดหมุนเวียนมาให้สมองประมวลแล้ว สายลับสายลุยประจำองค์กรความมั่นคงระดับประเทศที่เพิ่งตายเพราะปฏิบัติภารกิจพลาดเพียงคราแรกก็ถึงแก่ชีวิตเลย รู้สึกตัวอีกทีในสภาพแวดล้อมและร่างกายแสนจะไม่คุ้นเคย
ร่างกายนี้ไม่ใช่ของจิ่วเม่ยในยุคสองพันแน่ แต่เป็นจิ่วเม่ย แซ่จางในยุคจีนโบราณ สตรีที่อาศัยในหมู่บ้านติดชายแดน ที่อยู่กับสามีหนึ่งลูกแฝดต่างเพศอีกสองคน
ความทรงจำของจิ่วเม่ยคนเก่ามีมากจนนางไม่สามารถพิจารณาและเข้าใจได้หมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่จิ่วเม่ยต้องรีบทำความเข้าใจ เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างคนเก่าตายไปจนจิ่วเม่ยในยุคสองพันมาเกิดในร่างนี้แทน
ภาพความทรงจำก่อนตาย คือมีโจรชุดดำสามคนบุกเข้ามาจะพาสามีและลูกแฝดทั้งสองไป แต่จิ่วเม่ยคนเดิมไม่ยอมเข้าขัดขวางจึงถูกป้อนผงยาบางอย่าง แต่ก็ขัดขืนและถูกใช้กำลังจนถึงแก่ความตายบนพื้นนี่ล่ะ เมื่อนางมองไปรอบข้างไม่พบคนอื่นจึงคาดว่าโจรพวกนั้นพาสามีและลูกน้อยของนางไปแล้ว
อ่า แม้นไม่ใช่สามีและลูกของจิ่วเม่ยคนใหม่จริง แต่นางก็จำเป็นต้องไปช่วยนั่นล่ะ หวังว่าพวกโจรจะยังพาไปไม่ไกลนะ…
อีกฝั่งหนึ่งในป่าใหญ่ ร่างบุรุษชุดดำสามคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก เพราะหนึ่งคนแบกร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่สลบไม่ได้สติไว้ที่บ่า อีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มหวานละมุนที่ยอมให้พามาแต่โดยดีในตอนแรกแต่ตอนนี้กลับดิ้นไม่ยอมอยู่เฉย แม้นจะร้องไห้น้ำตานองแฉะเต็มหน้าตา แต่ก็แหกปากร้องลั่นป่า ส่วนมือก็ทุบตีที่อกของเขาจนไม่สามารถจับให้อยู่นิ่งได้แล้ว ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้านิ่งอีกคนไว้แต่ถูกความสลบนิ่งก่อนหน้าลวงจนเผลอผ่อนแรงจับไว้กลายเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนดิ้นหลุดได้ ต้องวิ่งไล่จับเด็กน้อยที่วิ่งวนรอบบุรุษชุดดำอีกสองคนนั่นเอง
หากพวกเขาไม่ชะล่าใจว่าเป็นเพียงเด็กสองคน จึงไม่โปะยาสลบคงไม่ต้องปวดหัวถึงเพียงนี้หรอก
“เอาผงยาสลบส่งมาให้ข้าเสีย ! เร็วเข้า”
ผงยาสลบทั้งหมดอยู่ที่โจรชุดดำคนที่แบกเด็กน้อยขี้แงที่หน้าเสียเพราะเริ่มรับเสียงแหลมที่แหกปากไม่ไหวแล้ว ทว่าพอเขาคลำหาที่ตัวกลับไม่พบถุงใส่ผงยาสลบเสียแล้ว
“ไม่รู้ตกไปตอนไหน ไม่อยู่ที่ตัวข้าแล้ว !”
…ใครจะรู้เล่าว่าเป็นฝีมือของเด็กขี้แยนี่เอง ก่อนหน้าเห็นว่าบิดาของตนถูกคนใช้สิ่งนั้นจึงคิดว่ามันต้องอันตรายแน่ จึงหาโอกาสแอบหยิบออกมาแล้วโยนทิ้งไประหว่างทางนี้
“โธ่เอ๊ย ! ทำหล่นไปได้อย่างไร อย่างนั้นก็จัดการเด็ก ๆ ให้สลบด้วยกำลังเลยแล้วกัน…”
“โอ๊ย !”
“โอ๊ย ! ใครมันปาหินใส่ข้า”
“โอ๊ย ! ข้าด้วย”
จุดที่หินกระทบหัวของบุรุษชุดดำทั้งสามแรงจนแต่ละคนปล่อยสิ่งที่เป็นภาระบนตัวทันทีเลยล่ะ
สามีของจิ่วเม่ยร่วงลงสู่พื้นดินอย่างน่าเวทนา…
เด็กหญิงตัวน้อยร้องเสียงหลงที่ก้นจั้มเบ้าลงบนพื้นแข็ง แต่ก็หุบปากที่ร้องไห้ทันที ก่อนวิ่งไปหาเด็กชายตัวน้อยอีกคนที่ไม่มีคนไล่ตามแล้ว…
จิ่วเม่ยคือเจ้าของของหินทั้งสามก้อนมองผลลัพธ์ตรงหน้าอย่างพอใจ นางไม่รีบออกจากที่กำบัง หรือเผยตัว ปล่อยให้โจรชุดดำทั้งสามงงไปก่อน จุดที่จิ่วเม่ยปาหินไปถูกอย่างแรงนั้นเป็นจุดที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะทุกจุด คนถูกหินต้องเจ็บปวดเหลือประมาณแน่ ไหนจะหินแต่ละก่อนที่คมประมาณนึงอีกเล่า คงมีเวลาพอให้จิ่วเม่ยเรียกให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งหนีห่างจากโจรทั้งสามได้นั่นล่ะ
“เด็ก ๆ มานี่เร็ว !!!”
ดวงตาสองคู่หันมองตามเสียงที่คุ้นเคยทันใด…
“ท่านแม่ !”
“แม่จ๋า !”
อา เสียงตอบรับนี้ทำเอาจิ่มเม่ยใจกระตุกอย่างไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนี้มาก่อนเลย…
ทว่าตอนนี้ต้องมีสติ นางรอให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งห่างออกมาพอประมาณ จึงขว้างเศษผ้าขนาดพอให้คลุมปิดหน้าบุรุษได้ไปที่ใบหน้าเน้นที่จมูกของบุรุษทั้งสาม ในเศษผ้านั้นมีก้อนหินขนาดเล็กและผงยาสลบที่นางเก็บได้ในระหว่างทางอยู่ เมื่อสามคนรับผงยาสลบของตนไปก็ค่อย ๆ ล้มลงไร้สติจนครบทุกคน
ภารกิจเสร็จสิ้น !!!
“ท่านแม่มาช่วยพวกเราแล้ว ลูกนึกว่าท่านแม่จะ…”
“แม่จ๋ามาช่วยเมี่ยวเอ๋อร์แล้ว เมี่ยวเอ๋อร์กลัวมากเจ้าค่ะ ฮือ…”
จิ่วเม่ยรับการกอดจากก้อนแป้งน้อยทั้งสอง แม้เป็นเด็กแฝดเกิดพร้อมกันแต่นิสัยทั้งสองคนช่างแตกต่างกันยิ่งนัก
…เด็กน้อยผู้พี่ มีความคิดอ่านรู้เรื่องเกินเด็กอายุสามปียิ่ง นางพอเดาได้ว่าเด็กน้อยคงเข้าใจว่ามารดาอาจตายแล้ว แต่ก็รู้เรื่องที่จะไม่เอ่ยออกมาในยามที่มารดามีชีวิตอยู่ตรงหน้า
…เด็กน้อยเพศหญิงผู้น้องดูไร้เดียงสากว่า แต่ก็รู้เรื่องพอตัว จิ่วเม่ยสังเกตจากการที่ก้อนแป้งน้อยเมี่ยวเอ๋อร์รู้จักเลือกโอกาสในการร้องไห้ได้เหมาะสม ไม่ร้องไห้มั่วซั่วไร้สาระจนน่ารำคาญนั่นล่ะ
เอ หรือว่าจิ่วเม่ยคิดมากไปหว่า ก้อนแป้งน้อยทั้งสองอาจบังเอิญทำตามสันชาตญาณก็ได้
“พวกเจ้ามีใครบาดเจ็บหรือไม่ ?”
“ท่านแม่ไยเรียกเมี่ยวเอ๋อร์ห่างเหินเช่นนั้นเจ้าคะ ?
หรือว่าแม่จ๋าเบื่อหนูแล้ว ฮือ ฮือ”
อ่อ นางคือมารดาของเจ้าก้อนแป้งน้อยตาแป๋วตรงหน้านี่นา
“แม่ เอ่อ ข้า…” ความทรงจำของร่างเดิมยังวิ่งวนสับสนอยู่เลย นางเรียบเรียงไม่ได้ว่าแต่ก่อนร่างเดิมเรียกว่าอันใด
“ปกติท่านแม่เรียกพวกเราว่า อาเมี่ยวและอาหมิงขอรับ หรือเรียกว่าลูกน้อยขอรับ”
เป็นอาหมิงน้อยที่เอ่ยช่วยนาง อีกทั้งจิ่วเม่ยมองสบสายตาสงสัยของเขาแล้วก็รู้สึกขนลุกขนพองอย่างไรไม่รู้
“ลูกน้อยทั้งสองไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว เรารีบกลับบ้านกันเถอะนะ…”
จิ่วเม่ยจูงสองมือเล็กของก้อนแป้งน้อยจะพาไปทางเดิมที่นางจากมา บ้านหลังเล็กที่ทำจากวัสดุง่าย ๆ คล้ายจะพังแหล่ไม่พังแหล่นั่นล่ะ ทว่ามือข้างที่จูงหลินหมิงอยู่กลับมีแรงขืนไว้จน
จิ่วเม่ยต้องหันกลับไปมอง
“ไม่ไปหรืออาหมิง ?”
“ท่านแม่ลืมพาท่านพ่อกลับไปด้วยหรือเปล่าขอรับ ?…”
มองตามนิ้วเล็กสั้นป้อมที่ชี้ไปเบื้องหลังของทุกคนแล้ว ก็ได้แต่แจกรอยยิ้มจืดเจื่อนส่งไปให้ใบหน้าสงสัยของเจ้าก้อนแป้งน้อยแทน
“แม่ลืมที่ไหนกันเล่า แม่กะว่าจะพาพวกลูกกลับไปบ้านก่อนแล้วค่อยมารับตัวท่านพ่อของพวกลูกอย่างไรเล่า…”
ใช่ที่ไหนกัน นางลืมจริงนั่นล่ะ !!!
“ไหนไหน อาหมิงก็ถามแม่แล้ว เดี๋ยวพาท่านพ่อของพวกลูกกลับไปพร้อมกันเลยแล้วกัน…”
สามีบ้านี่ก็นอนสลบหลับสบายเชียว ต้องเป็นสตรีร่างผอมบางแบกขึ้นหลัง ส่วนมือเล็ก ๆ ของก้อนแป้งสองคนก็จับชายกระโปรงมารดาไปอย่างรู้ความ
…จิ่วเม่ยนั้นตอนฟื้นใหม่ ๆ คิดว่าการที่มีโอกาสได้มีชีวิตอีกรอบในร่างนี้นั้นถือว่าเป็นพรที่พระเจ้าประทานให้ แต่พอมาตอนนี้ไฉนนางถึงรู้สึกอาจไม่ใช่พรแต่เป็นเวรกรรมที่นางต้องชดใช้กันล่ะ
มาแล้วจ้าพี่จ๋า เอาบทนำไปก่อนนะงับ ส่วนบทอื่น ๆ จะทยอยตามมา
อ่านบทนำไปพลาง ๆ ก่อน
ฝากกดติดตาม ด้วยงับ
1 นางไม่น่าจะได้กลับมาอีกแน่
1
นางไม่น่าจะได้กลับมาอีกแน่
กว่าจิ่วเม่ยจะพาร่างแสนจะหนักของสามีกลับมาถึงบ้านได้ก็แทบขาดใจตาย ดีที่พอกลับมาถึงบ้านเก่าแสนเก่าแล้ว ก้อนแป้งน้อยทั้งสองที่แสนจะรู้ความก็จัดแจงแบ่งหน้าที่ คนหนึ่งไปเอาน้ำมาให้จิ่วเม่ยดื่มแก้กระหาย ส่วนอีกคนก็จัดแจงเตะของในบ้านที่ถูกรื้อจนกระจัดกระจายให้พ้นทางเพื่อให้สี่ชีวิตมีที่นั่งบ้าง
“พวกลูกก็ไปนอนพักเถอะ ดึกแล้ว”
“แล้วท่านแม่จะไปไหนหรือขอรับ ?”
จิ่วเม่ยพักยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นหมุนตัวจะเปิดประตูออกจากบ้านไปอีกรอบ หลังจากที่บอกเด็กน้อยให้เข้านอนแล้ว แต่ใครจะคิดว่าเด็กน้อยเพียงขึ้นไปบนเตียงข้างบิดาแต่ไม่ล้มตัวลงนอน แต่จ้องมองมาที่จิ่วเม่ยตาใสแทน
“แม่ต้องไปจัดการอันใดสักหน่อยเดี๋ยวกลับมา ไม่ต้องรอแม่หรอก”
“แต่เมี่ยวเอ๋อร์ยังกลัวอยู่เลย แม่จ๋าไม่อยู่หนูก็นอนไม่ได้นะเจ้าคะ”
ดวงตาคู่สวยกลมโตเริ่มมีม่านน้ำตาสีใสปกคลุมแล้ว ทำให้จิ่วเม่ยตัดสินใจเดินกลับไปกล่อมเด็กสามขวบสองคนจนเข้าสู่นิทราก่อน ค่อยย่องออกไปทำธุระเงียบ ๆ
มองจากสภาพการรื้อของกระจัดกระจายในบ้านแล้ว เผิน ๆ อาจมองว่าโจรสามคนนั้นมาเพื่อขโมยของมีค่าแล้วบังเอิญเจ้าของบ้านขัดขืนจึงถูกฆ่าตาย แต่จิ่วเม่ยกลับไม่คิดเช่นนั้น นางคาดว่าพวกเขาอาจจะสร้างสถานการณ์ให้คนที่มาพบคราหลังคิดเช่นนั้น แต่จริง ๆ แล้วพวกมันมาเพื่อลักพาตัวคนต่างหาก เพราะหากต้องการทรัพย์สินควรเอาแต่สิ่งของมีค่าไปสิ ไยต้องพาคนให้ลำบากตนเองในการหลบหนีด้วยเล่า
หากมีจุดประสงค์เพื่อมาลักพาตัวคนจริงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จิ่วเม่ยย่อมต้องจัดการเจ้าพวกนั้นให้สิ้นเพื่อความปลอดภัยของนางเอง
ดีที่โจรสามคนนั้นยังไม่คลายฤทธิ์จากยาสลบเลย นางมาถึงก็จับพวกมันมัดกับต้นไม้ด้วยเชือกที่หยิบ ๆ มาจากบ้าน จากนั้นเพื่อเร่งความเร็วให้ฤทธิ์ยาสลบคลายหน่อยก็กดไปที่จุดหนึ่งเพื่อให้พวกมันฟื้นคืนสติกลับมาในทันที
“ใครสั่งให้พวกเจ้ามาจับตัวคนไป ? และมีจุดประสงค์อันใด !?”
น้ำเสียงกดข่มทำให้มันรีบหันมองตาม พอเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงเท่านั้นแหละก็ตาเบิกกว้างทันใด
“เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ ข้าว่า ข้าจัดการ…”
“ชั่งเถอะว่าข้าตายหรือไม่ แต่หากเจ้าไม่ตอบคำถามมาเจ้านั่นแหละต้องตายแน่ !!! พูด!!”
“พวกเราไม่รู้จริง ๆ พวกเราเป็นเพียงคนรับจ้างทั่วไปเท่านั้น พอเห็นว่ามีงานที่เงินดีก็รับไว้ ไม่รู้อันใดเลยจริง ๆ อย่าฆ่าข้าเลยนะ…”
“ข้าไม่เชื่อ จะบอกหรือไม่ มิเช่นนั้น…”
“พวกเราเพียงได้เห็นรูปบุรุษนั่นและบังเอิญจำได้เท่านั้น จึงจะนำเขาไปแลกเงิน แต่ ๆ ยังไม่มีใคร ระ รู้ว่าพวกเจ้าอยู่นี่แน่นอน… ฮือ ข้าบอกไปหมดแล้ว…”
จิ่วเม่ยนำมีดอีโต้ที่คว้ามาจากในครัวขึ้นมาขู่ให้เขากลัวก็แล้วแต่นางก็ไม่ได้รับคำพูดที่เป็นประโยชน์มากไปกว่านี้ นอกจากเขาไม่พูดแล้วนั้น ทั้งสามคนยังพร้อมใจกันฉี่ราดอีกต่างหาก
จิ่วเม่ยพอจะเชื่อแล้วแหละว่าพวกมันไม่ได้พูดโกหก แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่สามารถใจดีปล่อยให้คนที่มาทำร้ายและฆ่าจิ่วเม่ยคนเดิมตายไปแล้วลอยนวลได้ เพื่อลดโอกาสไม่ให้คนตามมาได้ในภายหลังนางต้องจัดการให้เจ้าพวกนี้ไม่สามารถพูดได้นั่นล่ะ
นางจัดการอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัวจับบิดหัวจบชีวิตในชั่วพริบตา การจบชีวิตคนด้วยวิธีนี้ทำยากเพราะต้องรู้เทคนิคและอาศัยจังหวะแต่สายลับอย่างนางวิธีนี้ทั้งเงียบและทรงพลังนางย่อมฝึกจนชินมือแล้ว
เพื่อไม่ให้ชาวบ้านแถวนี้มาพบเข้าแล้วแตกตื่น นางต้องทำลายหลักฐานด้วย เนื่องจากบริเวณนี้เป็นป่าลึกการทำลายหลักฐานที่ง่ายและธรรมชาติที่สุดย่อมคือการให้พวกเขาเป็นอาหารสัตว์ป่า
จิ่วเม่ยเอ๋ย ข้าแก้แค้นให้เจ้า ไอ้พวกที่มันฆ่าเจ้าตายตามไปรับใช้เจ้าแล้ว จากนี้ไปข้าจะใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุดต่อเอง เจ้าไปเกิดใหม่อย่างมีความสุขเถิด
ฉับพลันกระแสลมเบาบางพัดผ่านมาจนผมยุ่งเหยิงของจิ่วเม่ยปลิวไสว ราวกับว่าใครบางคนนั้นแสดงตนว่ารับรู้แล้วอย่างไรอย่างนั้น…
เช้าวันต่อมาจิ่วเม่ยตื่นมาในท่าเอนตัวพิงประตูบ้านอย่างก่อนที่นางจะเผลอหลับไปเมื่อคืนด้วยความเหนื่อยล้า มีผ้าห่มผืนบางมาคลุมกายเพิ่มเติมเท่านั้น
เมื่อคืนนางกะจะนั่งเฝ้าบ้านไม่หลับเผื่อมีพวกผู้ร้ายมาอีกจะได้ปกป้องคนในบ้านได้ทัน ทว่าเพราะความเหนื่อยและร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่าชาติก่อนจึงเผลอหลับไปเสียได้ อีกทั้งยังหลับสนิทจนเช้า แสงอาทิตย์รอดตามซี่กำแพงไม้เข้ามาจนแยงตานางถึงตื่นได้
“แม่จ๋าตื่นแล้วเจ้าค่ะ พี่ชาย !”
เสียงเล็กแหลมแต่หวานหูของหลินเมี่ยวมาพร้อมกับร่างนุ่มนิ่มพุ่งเข้ามานั่งบนตัก ใบหน้ากลมเงยขึ้นสบตาจิ่วเม่ยอย่างออดอ้อน รอยยิ้มหวานถูกส่งเข้าหัวใจของจิ่วเม่ยอย่างแรง
“อาเมี่ยวปลุกท่านแม่ใช่หรือไม่ ลุกออกมานี่เลย พี่บอกแล้วว่าให้ท่านแม่นอนก่อน…”
“ไม่ใช่ ๆ แม่จ๋าเรียกเมี่ยวเอ๋อร์ไปหาด้วยสายตา เมี่ยวเอ๋อร์ก็เพียงทำตามเท่านั้น ใช่ไหมเจ้าคะ แม่จ๋า ?”
แม้นจิ่วเม่ยจะไม่รู้ตัวว่าตนแสดงสายตาเชิงเรียกเจ้าก้อนแป้งน้อยขี้อ้อนแต่เมื่อใด แต่เพื่อเอาใจคนบนตักก็พยักหน้าไปทางหลินหมิง
“นั่น อาหมิงถืออันใดมาน่ะ ?”
ในมือของอาหมิงมีถาดไม้เก่า ๆ ขนาดใหญ่กว่าตัวอยู่ ดูน่าจะถือลำบากแต่เจ้าตัวน้อยกลับถือได้สบายอย่างคนทำมาจนชิน
“อ้อ พี่ชายต้มข้าวมาให้พวกเรากินเจ้าค่ะ แม่จ๋าตื่นมาได้เวลาพอดีเลย…”
ก็ว่าแล้ว มีกลิ่นข้าวอ่อน ๆ โชยมาแต่ไม่ชัดเจนมาก พอหลินหมิงวางถาดลงบนพื้นเท่านั้นล่ะ จิ่วเม่ยจึงเข้าใจเลยว่าไยกลิ่นถึงเบาบางไม่เหมือนยามต้มข้าวต้มปรกติเลย
ก็เพราะว่าชามใบเท่าฝ่ามือสี่ชามมีข้าวสีขาวที่สุกจนบานเพียงชามละไม่กี่สิบเม็ดเท่านั้น นอกนั้นเป็นน้ำ !
“ท่านแม่กับอาเมี่ยวกินไปก่อนเดี๋ยวลูกไปปลุกท่านพ่อมากินมื้อเช้าเองขอรับ”
“ไม่ต้องเดี๋ยวแม่ไปเอง”
นางมองเด็กน้อยอายุสามขวบที่ทำตัวโตเกินอายุแล้วรู้สึกสงสาร อีกอย่างนางอยากไปดูอาการของสามีที่นางยังไม่เคยเห็นลูกกะตาดำของเขาเลยด้วย เพราะตั้งแต่นางมาเกิดในร่างนี้เขาก็เอาแต่นอนหลับไม่ฟื้นอีกเลย
โอ แย่แล้ว บุรุษใบหน้าหล่อเหล่ายิ่งกว่าดาราชื่อดังในชาติก่อนผู้นี้ดูเหมือนว่ากำลังจะมีไข้เสียแล้ว ผิวตัวร้อนผ่าวราวกับจะลวกมือนางยามแตะเพื่อเรียกเขาเลยล่ะ
“อารุ่ย ๆ ตื่นเถอะ ”
สามีของจิ่วเม่ยมีนามว่ารุ่ย เป็นชื่อที่จิ่วเม่ยคนเดิมเป็นคนแต่งให้ มันแปลว่าความโชคดี
จากการที่ผ่านมาหนึ่งคืนแล้วความทรงจำบางอย่างเริ่มเรียบเรียงในหัวให้นางเข้าใจบ้างแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ ที่มาของสามีที่มีนามว่า รุ่ยนี่ล่ะ บุรุษหน้าตาหล่อเหลาผู้นี้มิใช่คนของหมู่บ้านชายแดนเหมือนอย่างจิ่วเม่ย เขาเป็นบุรุษที่จิ่วเม่ยไปเจอว่าบาดเจ็บหนักและช่วยไว้เมื่อสี่ปีที่แล้ว เนื่องด้วยไม่รู้บาดเจ็บหนักมากขนาดไหนทำให้เขาจำอันใดไม่ได้แม้กระทั้งตนคือใคร ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นบิดาและมารดาของจิ่วเม่ยเพิ่งตายไปนางที่เป็นสตรีใบหน้างดงามที่สุดในหมู่บ้านก็อยู่อย่างยากลำบาก เพราะล้วนถูกบุรุษมากหน้าหลายตามาตามราวีไม่ขาด จึงตัดสินใจแต่งบุรุษไร้ความทรงจำผู้นี้มาเป็นสามี ดูแลและอยู่ด้วยกันจนมีเจ้าก้อนแป้งแฝดขึ้นมานี่ล่ะ
แต่ตอนนี้ความทรงจำในช่วงชีวิตที่ได้เป็นสามีภรรยากันนั้น จิ่วเม่ยยังไม่อาจเข้าใจได้ เพราะเหมือนยังวิ่งวนสับสนในหัว นางจึงไม่อาจเดาได้ว่าสามีนามรุ่ยผู้นี้มีนิสัยใจคออย่างไร
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือนางต้องหายามารักษาเขาก่อน…
“ที่บ้านเราเก็บสมุนไพรไว้ที่ใดกันแม่ลืมไปเสียแล้ว เจ้าก้อนแป้งน้อย ?”
“สมุนไพรคืออันใดหรือเจ้าคะ แม่จ๋า ???”
เมื่อก้อนแป้งฝ่ายหญิงไม่รู้จักก็คงต้องพึ่งก้อนแป้งฝ่ายชายเสียแล้ว…
“ไม่มีขอรับ…”
“แล้วเวลามีใครในบ้านเจ็บป่วยทำอย่างไรเล่า ?”
“ต้องนอนเยอะๆขอรับ เดี๋ยวก็จะหายเอง…”
อา ไม่แปลกอันใดขนาดกับข้าวยังไม่มีเลย สมุนไพรที่ราคาแพงจะไปมีได้อย่างไรเล่า อย่างนั้นนางคงต้องเอาเงินออกไปซื้อมาเองนั่นล่ะ
ว่าแต่เงินน่ะจะมีหรือไม่กัน…
“ท่านพ่อเจ้าป่วยเสียแล้ว เดี๋ยวอาหมิงกินข้าวให้เสร็จ กินไปคนละสองชามเลยไม่ต้องกลัวหมดเดี๋ยวแม่ไปหาใหม่ให้เอง จากนั้นค่อยไปเช็ดตัวให้ท่านพ่อเจ้านะ เดี๋ยวแม่ไปหายามาประเดี๋ยวเดียว อ้อ อาหมิงเจ้าไปหยิบเงินมาให้แม่ทีซิ”
นางเนียนให้เด็กน้อยที่รู้ความไปหยิบเงินเพราะความทรงจำของร่างนี้ในช่วงหลังแต่งสามีแล้วยังประมวลผลไม่เสร็จ นางจำอันใดไม่ค่อยได้เท่าไหร่เลย
ทว่าสายตางุนงงอีกทั้งการที่หลินหมิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหนทำเอาจิ่วเม่ยพอจะเดาคำตอบได้แล้ว
“บ้านเราไม่มีเงินขอรับ ท่านแม่”
ได้เลย จิ่วเม่ยสรุปให้เลยนะว่าบ้านนี้ไม่มีอะไรที่เหมาะแก่การใช้ชีวิตเลย…
นางตัดสินใจแล้วว่าสิ่งแรกที่นางจะทำคือการหาอาหารและยา เพราะด้วยความไม่เชื่อว่าที่บ้านนี้จะไม่มีอันใดจริง ๆ นางได้ไปสำรวจในครัวขนาดเล็กมาแล้ว ข้าวสารหมดถัง ไม่มีเนื้อสัตว์ใดใดเลย
จิ่วเม่ยเดินออกจากบ้านมาและตัดสินใจไปเคาะเรียกเพื่อนข้างบ้านที่อยู่ห่างจากบ้านนางไม่ไกล ครอบครัวตระกูลหวัง
“มีอันใด อย่าบอกว่าจะมาขออาหารกินนะ ข้าไม่มีให้หรอก !”
เป็นสตรีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจิ่วเม่ยออกมาเปิดประตูก่อนตะคอกทันใด แม่นางคนนี้น่าจะเป็นแม่นางซูอิ่งกระมัง
“พอดีสามีข้าป่วยน่ะ ต้องการสมุนไพรแก้ไข้หน่อยเดียวเท่านั้น ได้หรือไม่ ?”
แม่นางซูอิ๋งหยักยิ้มมุมปากแกมสมเพชก่อนเอ่ยตอบเสียงแข็ง
“สามีเจ้าป่วยไม่ใช่สามีข้า เจ้าก็ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเองเถอะ นู่นน่ะ !!!”
พูดพร้อมชี้มือไปทางหลังบ้านของพวกนางเอง ไกลออกไปมองดูแลเป็นภูเขารกทึบลูกหนึ่ง ที่น่าจะอุดมสมบูรณ์ จิ่วเม่ย
มองแล้วนิ่งคิดเพียงชั่วจิบชาเดียวก็หมุนตัวกลับบ้านไปเตรียมของให้พร้อมเพื่อขึ้นเขาทันที
“เมื่อสักครู่นางจิ่วเม่ยมาหรือ ?”
เสียงของสตรีวัยกลางคนเอ่ยถามซูอิ๋งที่ยืนยิ้มพอใจอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของจิ่วเม่ยที่เดินออกจากบ้านไปทางเขาลูกที่นางชี้
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าให้นางไปเก็บสมุนไพรเองที่เขาปราบเซียนลูกนั้นแล้ว คงไม่มีทางเลือกแล้วแน่ นางไม่น่าจะได้กลับมาอีกแน่ ลูกมั่นใจ ฮึ !”
มาแบ้วค่าาาา คิดว่าอาจิ่วจิ้วจะรอดมุ้ยยยย
2 มารดาของพวกเจ้าตายแล้ว
2
มารดาของพวกเจ้าตายแล้ว
จิ่วเม่ยเดินขึ้นเขามาพร้อมมีดตะขอไว้ตัดสมุนไพร และตระกร้าสะพายหลัง ตามจริงในบ้านมีกองวัสดุสำหรับใช้ล่าสุดด้วยแต่ส่วนใหญ่มันเก่ามากแล้ว มีผุบ้างหักบ้างจึงไม่ได้เอามา
ภูเขาหลังบ้านจิ่วเม่ยนี้อุดมสมบูรณ์สุด ๆ เลย ตลอดทางที่เดินมามีเห็ดทั้งกินได้ทั้งเห็ดพิษขึ้นเต็มสองข้างทาง ซึ่งจิ่วเม่ยก็เก็บไปทั้งสองอย่างนั่นล่ะเผื่อไว้กินและใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ไหนจะมีต้นไผ่อ่อนที่ข้าง ๆ เป็นหน่อไม้น่าเอาไปทำอาหารเมนูแกงหรือต้มอีกเล่า
จ่อก ๆ
อ่า นางไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เมื่อคืนวานร่างกายประท้วงเสียแล้ว ด้วยนางถือคติว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งจัดการจุดไฟและเผามันที่ขุดมาได้กินสองสามหัวประทังความหิว
ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยหินที่ใชจุดไฟได้ อีกทั้งมีต้นไม้ให้ผลผลิตเป็นผลไม้ที่กินได้หลายชนิดอีกด้วย นางรู้สึกว่าตนเจอขุมทรัพย์อย่างไรอย่างนั้นเลย ต้องขอบคุณความประสงค์ร้ายของแม่นางซูอิ๋งที่กลายเป็นเกิดประโยชน์แก่จิ่วเม่ยขั้นสุดเยี่ยงตอนนี้
นางรู้ว่าแม่นางผู้นั้นไม่ถูกกับจิ่วเม่ยคนก่อน เพราะความงามของร่างนี้เป็นเหตุเลย ด้วยความที่จิ่วเม่ยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านนี้จึงเป็นที่หมายปองมากของเหล่าบุรุษ และก็ไม่แปลกที่สตรีด้วยกันจะชังหน้า
อา ใบสีเขียวตรงหน้านี้ของจิ่วเม่ยคือสมุนไพรชนิดหนึ่งมีชื่อว่า จินอิ๋นฮวา ใช้ในการขับร้อนได้ และต้มกินเป็นชาเพื่อสุขภาพได้ด้วย นางต้องนำกลับไปตากแห้งและต้มให้สามีที่มีไข้กินแล้ว ทว่าเจอสมุนไพร ตัดไม้เลื้อยชนิดนี้มาก็แล้ว ติดปัญหาที่นางไม่มีตะกร้าสำหรับใส่ของกลับแล้วน่ะสิ ! ขนาดยังไม่ล่าสัตว์เลยนะ
วาบ !
ทันใจคิดสมุนไพรที่ตัดไว้ตรงหน้า และของในตะกร้าทั้งหมดก็หายวาบไปต่อหน้าต่อหน้า พร้อมกันนั้นจิ่วเม่ยมีความรู้สึกว่าตนเองมีที่ว่างเกิดขึ้นในหัวพร้อมกับของที่หายไปปรากฎในนั้นหมดเลย
นี่มัน มิติว่างนี่ !!
นางมีที่ว่างในมิติแบบไม่เห็นขอบเขตสิ้นสุดเลยหรอนี่ อย่างนั้นเรื่องที่ใส่ของกลับไปบ้านก็ไม่มีปัญหาแล้ว นางต้องกอบโกยสิ่งที่มีประโยชน์ตรงหน้าและที่พบเจอให้หมดเท่าที่จะทำได้
เก็บสมุนไพรเสร็จก็ถึงเวลามองหาโปรตีนไปบำรุงเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสองบ้างแล้ว ดูเอาเถอะจากก้อนแป้งน้อยซูบผอม จิ่วเม่ยคนใหม่นี้จะขุนให้กลายเป็นก้อนแป้งตัวอ้วนกลมเลย
“นี่พวกป้า ๆ จะพาท่านพ่อของเมี่ยวเอ๋อร์ไปไหนน่ะ”
เด็กแฝดทั้งสองวิ่งตามผู้ใหญ่สามคนที่สองคนแบกบิดาของพวกเขาออกจากบ้านมาทันที มุ่งตรงไปบ้านของตนเองที่อยู่ถัดไปไม่ไกล คนที่นำหน้าเปิดประตูและจัดการสิ่งกีดขวางทั้งหมดคือซูอิ๋นนั่นเอง ส่วนคนที่ช่วยกันแบกอารุ่ยมาบ้านก็คือบิดาและมารดาตระกูลหวัง
ส่วนเจ้าเด็กน้อยสองคนนั้นวิ่งตามมาก็ตรงตามแผนการพวกเขาเอง พอเด็ก ๆ เข้ามาในรั้วบ้านตระกูลหวังหมดก็ปิดลงกลอนประตูทันใด
“นี่คือบ้านใหม่ของพวกเจ้า ส่วนข้าคือมารดาใหม่ของพวกเจ้า เข้าใจไหม อาหมิง อาเมี่ยว”
ซูอิ๋นพูดไปก็เดินผ่านเด็กทั้งสองไปหาร่างของบุรุษใบหน้าหล่อเหลาที่หลับตาพริ้มนอนบนเตียงของนางเอง นางนั่งอยู่ข้างกายเขามือก็ลูบไล้ใบหน้าที่นางวาดฝันอยากได้เป็นสามีมานานอย่างหลงใหล
“ข้าไม่เข้าใจ ท่านป้าพูดเรื่องใด พวกข้ามีมารดาคนเดียวเท่านั้นคือ ท่านแม่จิ่วเม่ย !”
“ใช่แล้ว ๆ เมี่ยวเอ๋อร์จะไปฟ้องแม่จ๋า…”
“มารดาของพวกเจ้าตายแล้ว จะไปตามหานางคงเหลือแต่กระดูกนั่นแหละ เหอะ ๆ”
“พูดอันใดไร้สาระ! ปล่อยพวกเราเสีย”
อาหมิงวิ่งกลับไปทุบประตูจนมือแดงไปหมด เขาไม่สามารถเปิดประตูเพื่อไปตามหามารดาได้ แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดของป้า ๆ จริงหรือไม่ ในใจของเขานั้นนึกถึงก่อนที่มารดาถือของจากไป นางบอกว่าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ทว่าหากนางถูกสัตว์ป่าดุร้าย…
“ฮือ ๆ ไม่จริงหรอก แม่จ๋ารักพวกเราไม่ทิ้งพวกเราไปไหนหรอก เมี่ยวเอ๋อร์ไม่เชื่อ ฮือ ๆ”
“ปล่อยข้าไปหาท่านแม่นะ ปล่อย !…”