โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • enjoybook
หลิงเยว่ ได้ทะลุมิติมาในร่างของเซียนอ่อนหัด หากไม่รีบทำภารกิจขายเนื้อแกะย่างให้สำเร็จ นางจะต้องตายในวันนี้เป็นแน่!

ข้อมูลเบื้องต้น

หลิงเยว่ ได้ทะลุมิติมาในร่างของเซียนอ่อนหัด หากไม่รีบทำภารกิจขายเนื้อแกะย่างให้สำเร็จ นางจะต้องตายในวันนี้เป็นแน่!

ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน
馋哭修仙界,从卖烤串开始

***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 水中有鱼 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

คำโปรย
หลิงเยว่ ได้ทะลุมิติมาในร่างของเซียนอ่อนหัด หากไม่รีบทำภารกิจขายเนื้อแกะย่างให้สำเร็จ นางจะต้องตายในวันนี้เป็นแน่!
เรื่องย่อ
‘หลิงเยว่’ ผู้ฝึกตนสำนักฝ่ายนอกแสนอ่อนหัด ทั้งยังถูกกลั่นแกล้งจากศิษย์ร่วมสำนัก ทว่ายังโชคดีได้ระบบนี้มาช่วยชีวิต มอบหมายภารกิจให้นางสามารถแข็งแกร่งขึ้นโดยใช้ทักษะการทำอาหารให้เกิดประโยชน์ แม้เส้นทางการเป็นยอดเซียนจะหริบหรี่ ทว่าโชคชะตาของยอดแม่ครัวได้เปิดทางให้ ‘หลิงเยว่’ ได้พบหนทางที่จะช่วยให้ตนรอดจากวิกฤติในครั้งนี้ไปได้
‘ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ตะหลิว เอ้ย! มานะตน หากนางไม่ยอมแพ้ ย่อมต้องมีหนทางสดใสรออยู่ข้างหน้าแน่’

บทที่ 1 ไม่มีผู้ใดอดทนต่อของอร่อยอันหอมกรุ่นได้

บทที่ 1 ไม่มีผู้ใดอดทนต่อของอร่อยอันหอมกรุ่นได้
ณ ตลาดนอกสำนักหลานเทียน
“เนื้อย่างหอม ๆ ย่างเสร็จร้อน ๆ วางขายแล้วจ้า ยี่สิบไม้เพียงแค่หินวิญญาณระดับล่างก้อนเดียวเท่านั้น คุ้มราคาแน่นอน!”
เสียงตะโกนเร่ขายดังก้องแจ่มชัด ดึงดูดเหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญกลุ่มหนึ่งให้เข้ามามุงดู
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดล่ะ พวกเขาก็แค่อยากรู้ว่าใครหน้าไหนที่ไร้ยางอาย เอาอาหารธรรมดา ๆ นี่มาขายแลกเป็นหินวิญญาณ
หืม…
ที่แท้เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง อายุอานามราวสิบสามปี ใบหน้าเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม ดวงตากลมโตสดใสเป็นประกาย โดยรวมแล้วค่อนข้างผอม แลดูเปราะบาง
เมื่อเห็นว่ากลิ่นหอมอันยั่วยวนของเนื้อย่างดึงดูดผู้คนเข้ามามากมายเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิงเยว่ก็ยิ่งสดใสมากขึ้น
นางพลิกไม้เสียบเนื้อย่างบนตะแกรงอย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เนื้อแกะย่างสุกแล้ว นางโรยผงยี่หร่าลงไป เมื่อเนื้อถูกอังด้วยไฟจากถ่าน กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศก็กระจายไปทั่ว กลิ่นเผ็ดจัดจ้านของยี่หร่าที่เป็นเอกลักษณ์อบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ
“ศิษย์พี่ใหญ่ รับสักชุดหรือไม่?”
หลิงเยว่ยื่นหน้าถามผู้บำเพ็ญที่ยืนอยู่หน้าสุด
ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นั้นส่ายหน้าพลางถอยหลังและกล่าวว่า “ข้างดเว้นธัญพืช*[1]!”
นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก
ใบหน้ายิ้มแย้มของหลิงเยว่พลันเจื่อนไปทันใด นางละสายตาไปสนใจอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ทว่ายังมิทันได้กล่าวอันใดก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้ไมตรีอีกครั้ง
“ข้ากินโอสถงดธัญพืชแล้ว”
ผู้บำเพ็ญที่ถูกหลิงเยว่กวาดสายตามองต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธ บ้างก็บอกว่าตนเองกำลังงดเว้นธัญพืชอยู่ บ้างก็บอกว่ากินโอสถงดธัญพืชไปแล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้งดเว้นธัญพืชต่างก็บอกว่าตนเองอับจนเงินทอง
“แม่นางน้อย เอาอาหารธรรมดาเช่นนี้มาขายแลกหินวิญญาณ เจ้าคิดอันใดอยู่?”
“นั่นน่ะสิ หากมิใช่เพราะเจ้าอายุยังน้อย ข้าว่าเจ้าคงถูกคนรุมตีไปแล้วเป็นแน่”
“ใช่ นี่เจ้าคิดว่าจะหลอกพวกข้าได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?”
หลิงเยว่ถูกต่อว่าจนใบหน้าร้อนผ่าว ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน ส่วนมากพวกเขาจะกินเนื้อสัตว์วิญญาณและผักวิญญาณเป็นอาหาร ส่วนเนื้อแกะที่นางขายนับว่าเป็นอาหารธรรมดาทั่วไปในโลกมนุษย์ เงินไม่กี่ตำลึงก็สามารถซื้อได้ แต่นี่นางเอาอาหารธรรมดา ๆ มาขายแลกหินวิญญาณ มันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
[ภารกิจแรก : นำวัตถุดิบธรรมดามาทำอาหารอันโอชะเพื่อขายแลกหินวิญญาณมาให้ได้ มีเวลาจำกัดภายใน 1 วัน รางวัลตอบแทนคือ ค่าพลังวิญญาณ 100 แต้ม อายุขัย +10 วัน หากเกินกำหนดอายุขัย -1 วัน]
นี่เป็นคำสั่งของระบบยอดกุ๊ก
ตอนนี้อายุขัยของหลิงเยว่เป็นศูนย์ หากวันนี้นางทำภารกิจล้มเหลว มีหวังต้องถูกดินกลบฝังเป็นแน่!
จากชื่อของระบบและเนื้อหาของภารกิจดังกล่าว เดาไม่ยากเลยว่าจุดประสงค์สำคัญที่สุดคือให้นางใช้อาหารอันโอชะเอาชนะแดนเซียนให้ได้
นางมิได้ปฏิเสธภารกิจนี้ ถึงกับยินดีด้วยซ้ำไป เพียงแต่สภาพความเป็นจริงมันตบหน้านางต่อสายตาผู้คนมากมาย ขายไม่ได้ก็ขายไม่ได้สิ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อที่ฟุ้งกระจายยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่กินเสียตั้งแต่ตอนนี้ต้องไหม้เป็นแน่ ดังนั้นหลิงเยว่จึงตัดสินใจกินก่อนไม้หนึ่ง แล้วค่อยคิดหาทางอีกที
เนื้อแกะย่างไม้หนึ่งถูกหยิบขึ้นมาจากตะแกรงยกขึ้นจ่อที่ปาก นางเป่าให้คลายร้อนสองสามครั้ง ก่อนจะกัดเนื้อสองชิ้นแรกเบา ๆ และดึงเข้าปาก ทันทีที่เนื้อแกะเข้าไปในปาก รสชาติเผ็ดร้อนก็แผ่ซ่านไปทั่ว ขยับเคี้ยวเล็กน้อยน้ำมันชุ่มฉ่ำก็ออกมาจากเนื้อ ทั้งสดและอร่อย ไม่มันเยิ้ม ไม่มีกลิ่นสาบ อร่อยมากจนแสงออกปาก!
แม้ว่าจะเป็นเนื้อแกะธรรมดา แต่มันก็เติบโตมาจากสถานที่ที่มีปราณเข้มข้น ได้รับปราณมาไม่น้อย รสชาติอร่อยกว่าเนื้อแกะทั้งหมดที่นางเคยกินในยุคปัจจุบันอย่างมิอาจเทียบได้!
วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารล้วนเป็นของธรรมดาทั่วไปแต่ยังทำให้รสชาติน่าทึ่งได้ถึงเพียงนี้ หากว่าเป็นเนื้อสัตว์วิญญาณและเนื้อสัตว์อสูรแล้วละก็ รสชาติจะน่าทึ่งเพียงใดกันนะ
หลิงเยว่กำลังเคลิบเคลิ้มกับเนื้อแกะอย่างมิอาจถอนตัวออกมาได้ นางกินไปสามไม้ติดต่อกันถึงจะหยุดลง
แปลกนัก คนในโลกแห่งนี้เป็นอันใดไปหมด
นางถึงขั้นกินให้ดูต่อหน้า สีหน้าท่าทางที่แสดงออกมาล้วนแต่จริงใจทั้งยังยั่วน้ำลายเช่นนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญกลับเอาแต่ดมกลิ่มหอมของเนื้อย่างอย่างหลงใหล บ้างก็จ้องเนื้อแกะย่างตาเป็นมันจนน้ำลายหกแต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากจะซื้อ!
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร!
ไม่มีผู้ใดอดทนต่อของอร่อยอันหอมกรุ่นได้ หลิงเยว่ไม่เชื่อหรอกว่าหากพวกเขาได้ชิมเนื้อแกะย่างนี้กับปากตัวเองแล้วจะอดใจไม่ควักหินวิญญาณออกมาซื้อไหว!
ดังนั้นต้องให้ชิมโดยไม่คิดเงินก่อนสักสิบไม้!
“เอ๊ะ! นั่นแม่นางน้อยสาวบ้านนอกหลิงเยว่ ศิษย์ที่มาอยู่เกือบปีแล้วแต่ยังดูดซับปราณเข้าร่างกายไม่ได้ใช่หรือไม่”
ผาวฮุยพาศิษย์น้องสองคนเดินเข้ามาพลางกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด
ในที่สุดคนที่ควรมาก็มาสักที หลิงเยว่คิดในใจ นางฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนหันไปมองผาวฮุย เอาลูกกลม ๆ เม็ดหนึ่งเข้าปากตนเองอย่างรวดเร็ว
“นี่พี่ใหญ่คงยังไม่รู้กระมังว่านางเอาอาหารขยะ ๆ มาขายแลกหินวิญญาณน่ะ!”
“เหลือเวลาอีกแค่เจ็ดวันนางก็จะกลับบ้านเกิดแล้ว จะอยู่ใช้หินวิญญาณทันหรือ?”
ศิษย์น้องสองคนตะโกนกล่าวเสียงดัง ราวกับกลัวคนอื่นจะไม่ได้ยิน
เหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญที่มามุงดูต่างก็นึกขึ้นได้ทันที สายตาของพวกเขาที่มองหลิงเยว่เต็มไปด้วยความรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม มิหนำซ้ำยังหัวเราะเยาะเย้ยนางอีก
“สวรรค์ช่วย โชคดีนะที่ข้าไม่ซื้อ! หากกินเนื้อย่างนางเข้าไปแล้วการบำเพ็ญของข้าถดถอยลงจะทำเช่นไร?”
“โชคดีที่ไม่ซื้อบ้าอะไรของเจ้า นี่ต้องซื้อด้วยหินวิญญาณเชียวนะ เจ้ามีปัญญาซื้อหรือ?”
ทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันนางและพากันตอบว่า “ปัดโธ่ ข้าไม่มีปัญญาซื้อหรอก ฮ่า ๆ ๆ”

หลิงเยว่มิได้สนใจคำพูดเย้ยหยันเหล่านี้เลย สายตานางจับจ้องไปที่ผาวฮุย
เหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงยังดูดซับปราณเข้าร่างกายไม่ได้ ผาวฮุยผู้นี้ย่อมรู้ดีที่สุด!
หากไม่ใช่เพราะเขาพาพวกไปกลั่นแกล้งเจ้าของร่างเดิมทุกหนทุกแห่ง และให้พ่อของเขาที่เป็นผู้ดูแลสำนักสายนอกคอยหาเรื่องให้นางทำไม่เว้นแต่ละวัน ภายใต้ร่างกายและจิตใจที่ถูกทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ ลำพังแค่ใช้ชีวิตก็ยากอยู่แล้ว จะเอาจิตใจที่ไหนดูดซับปราณเข้าร่างกันเล่า
ไหนจะกฎของสำนักหลานเทียนอีก ศิษย์ที่เข้าร่วมสำนักมาแล้ว หากยังดูดซับปราณเข้าร่างกายไม่ได้ภายในเวลาหนึ่งปี ก็จะถูกส่งตัวกลับบ้าน

อีกเจ็ดแปดวันก็จะถึงเวลาที่ถูกส่งตัวกลับบ้านแล้ว เจ้าของร่างเดิมเห็นว่าไร้หนทางที่จะดูดซับปราณเข้าร่างจนไม่มีหน้ากลับไปเจอหน้าพ่อแม่ จึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย
จากนั้น หลิงเยว่ก็มาอยู่ในร่างนี้
“นี่ ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ เจ้าหูหนวกหรือไร?”
ผาวฮุยเดินเข้ามาใกล้อีก จ้องมองนางอย่างดูถูกเหยียดหยาม
ทันทีที่เขาเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมก็โชยเข้าจมูก เขายื่นมือจะไปหยิบเนื้อย่างบนตะแกรง
“สุนัขน่ารังเกียจเช่นเจ้าไม่คู่ควรที่จะกินมัน!”
หลิงเยว่ตีมือผาวฮุย
“นี่เจ้ากล้าตีข้าหรือ! ทั้งยังว่าข้าเป็นสุนัขน่ารังเกียจอีก เจ้าอยากตายหรือ!”
ผาวฮุยง้างมือจะตบนาง แต่ยังไม่โดน จู่ ๆ สีหน้าของหลิงเยว่ก็ซีดเผือด เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากมุมปาก ร่างของนางพลันล้มลงไปกับพื้นอย่างอ่อนแรง
เหตุการณ์อันไม่คาดคิดเกิดขึ้น
ผาวฮุยที่ง้างมือค้างอยู่งุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
เหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญที่มุงดูอยู่ก็งุนงงไม่ต่างกัน
นี่มันต้มตุ๋นชัด ๆ
หลิงเยว่เป็นมนุษย์ธรรมดา ถูกลมฝ่ามือของผาวฮุยที่เป็นผู้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสามทำให้ได้รับบาดเจ็บ เช่นนี้คงจะสมเหตุสมผลแล้วกระมัง
สู้ไม่ได้ก็ทำให้เขาตกใจเสียเลย พวกสุนัข คิดว่าแข็งแกร่งแล้วจะรังแกผู้อ่อนแอง่าย ๆ ได้อย่างนั้นหรือ!
เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากมุมปากของหลิงเยว่มากขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวนอนตาเหลือก ร่างกายชักกระตุกราวกับได้รับบาดเจ็บภายในอย่างสาหัสก็มิปาน
ทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้บรรดาผู้บำเพ็ญที่มุงดูอดสงสัยในตัวเองและผาวฮุยไม่ได้
เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญที่มีความสุขบนความทุกข์คนอื่นเช่นนี้ อีกทั้งสีหน้าของพวกเขาก็กำลังบอกผาวฮุยว่า ‘เจ้าก่อเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว’ ผาวฮุยพลันตื่นตระหนกขึ้นทันที
หากหลิงเยว่ล้มตายไปต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ตนก็จะถูกกล่าวหาว่าฆ่าสหายร่วมสำนัก ต่อให้ไม่ต้องตาย แต่ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในสำนักหลานเทียนต่อเลย หากเรื่องเกิดในที่ลับ พ่อของเขายังสามารถช่วยพลิกดำให้เป็นขาวได้

ทว่าตอนนี้อยู่ต่อหน้าสายตาผู้คนมากมาย ต่อให้เป็นพ่อของเขาก็มิอาจปกป้อง!
“ข้ายังไม่ได้โดนตัวนางเลย นางเสแสร้ง!”
ผาวฮุยเป็นคนที่ภายนอกดูเข้มแข็ง แต่ภายในจิตใจกลับเป็นคนขี้ขลาดตาขาว เขาเดินอ้อมตะแกรงย่างไป ตั้งใจจะใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างหลิงเยว่สองสามครั้ง
ทว่าเมื่อปลายเท้าผาวฮุยสัมผัสอีกฝ่าย เลือดหญิงสาวพลันไหลออกมาอย่างไร้ทีท่าว่าจะหยุด จนพื้นดินใต้ร่างหลิงเยว่ถูกย้อมด้วยสีแดง
ครั้งนี้ผาวฮุยถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด
ศิษย์น้องทั้งสองเห็นว่าพี่ใหญ่ของตนกำลังก่อเรื่องใหญ่ขึ้น พวกเขาจึงแอบเดินหลบหนีไป
ผาวฮุยเองก็อยากหนีเช่นกัน แต่เขากลัวว่าหลิงเยว่จะตายขึ้นมาจริง ๆ

เขาจึงรีบควักยาลูกกลอนรักษาอาการบาดเจ็บออกมาจากถุงอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะยัดยาลูกกลอนทั้งหมดเข้าปากหลิงเยว่ที่เลือดกำลังไหลไม่หยุด เขาพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เกี่ยว! ข้าไม่ได้ทำ นางเสแสร้ง กำลังเสแสร้ง…”
เมื่อผาวฮุยยัดยาลูกกลอนเสร็จก็รีบกระถดตัวถอยหลัง ก้าวเท้าวิ่งหนีไป
ทุกการกระทำล้วนแต่เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาเหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญที่มามุงดูทั้งสิ้น มิต้องไถ่ถามหาความจากผู้อื่นเลย
หลิงเยว่ที่ถูกยัดยาลูกกลอนกำใหญ่เข้าปากในตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดใจ ยาลูกกลอนที่นี่ช่างประหลาดยิ่งนัก พอเข้าปากก็ละลายทันที นางจะเก็บเอาไว้ใช้ภายหลังก็ไม่ได้!
ทว่าเมื่อเล่นละครตบตามาถึงขั้นนี้แล้ว ตนขอแกล้งนอนต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน รอให้ยาลูกกลอนออกฤทธิ์ก่อนแล้วค่อยลุก
“เนื้อย่างนี่ยังขายอยู่หรือไม่?”

น้ำเสียงอันแจ่มชัดของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้น
“ขาย ๆ ๆ!”
หลิงเยว่ที่ ‘ได้รับบาดเจ็บสาหัส’ อยู่ในตอนนี้กลับลุกพรวดขึ้น ก่อนจะรีบหยิบเนื้อไม้ใหม่ออกมาจากตะกร้าแล้วย่างบนตะแกรงอย่างรวดเร็ว
“ข้าย่างไม้ใหม่ให้เจ้าก็แล้วกัน ยี่สิบไม้แลกด้วยหินวิญญาณระดับล่างเพียงก้อนเดียวเท่านั้น รับรองว่าอร่อยคุ้มค่าแน่นอน”
ในขณะที่กล่าว หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น นางสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดด้วยความร้อนรนจนเกือบสำลักน้ำแตงโมในปาก
ชายหนุ่มตรงหน้ามีดวงตาสุกสกาว เพียงมองแค่แวบเดียวก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในวังวนดวงดารานั้น ใบหน้าอันประณีตราวกับถูกสลักอย่างละเอียด ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีดำขับผิวขาวราวหิมะของเขา พร้อมกลิ่นอายเย็นยะเยือก

แข็งแกร่งยิ่งนัก!
ทันทีที่เขาย่างกรายมาถึง ฝูงชนที่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่พลันเงียบกริบลงในทันที
หลิงเยว่ก้มหน้ามองตัวเอง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่น อีกทั้งคอเสื้อยังเลอะน้ำแตงโม

นางรีบเอามือปัดชุดอย่างทุลักทุเล

แตงโมที่ผลิตออกมาจากร้านค้าระบบไม่เพียงมีสีแดงเหมือนเลือดเท่านั้น แต่ยังเช็ดออกยากอีกด้วย
ชายหนุ่มมองดูกองเลือดบนพื้นที่อยู่ด้านหลังหลิงเยว่เงียบ ๆ ด้วยความฉงน
เหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญที่มุงดูอยู่มองตามสายตาชายหนุ่มไปที่กองเลือดนั้น แม้พวกเขาจะสงสัยว่าหลิงเยว่เป็นนักต้มตุ๋นแต่ก็ไม่มีหลักฐาน เนื่องจากกองเลือดนั้นมีกลิ่นคาวออกมาจริง ๆ
ทว่าหลิงเยว่กลับนิ่งผิดปกติ ต่อให้เหล่าบรรดาผู้บำเพ็ญจะตรวจสอบว่าเลือดที่ไหลออกมาจากปากนางเป็นเลือดจริงหรือไม่นางก็ไม่กลัว เพราะความสามารถในการทำของปลอมให้เหมือนของจริงเป็นฝีมือชั้นยอดอยู่แล้ว!

[1] งดเว้นธัญพืช หมายถึง วิธีบำเพ็ญเพียรโดยการงดกินอาหาร ซึ่งหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชทั้งห้าชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี และถั่ว

บทที่ 2 หนุ่มหล่อน้ำใจงามผู้มั่งคั่ง

บทที่ 2 หนุ่มหล่อน้ำใจงามผู้มั่งคั่ง
“โม่จวินเจ๋อ!”
โม่จวินเจ๋อเป็นหนึ่งในสามผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งแห่งสำนักหลานเทียน และเป็นศิษย์สายตรงของท่านปรมาจารย์เล่อเหอ
ในขณะเดียวกันเขายังเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าสำนักอีกด้วย แม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรม แต่ก็ถูกปฏิบัติเหมือนดั่งลูกในไส้ ฮูหยินเจ้าสำนักรักเขาดุจดั่งแก้วตาดวงใจ
โม่จวินเจ๋อไม่เพียงแค่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น เขายังมีพรสวรรค์เป็นเลิศ สามารถสร้างรากฐานลมปราณได้สำเร็จตั้งแต่อายุสิบห้า ทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญที่อายุน้อยที่สุดแห่งแดนเซียนที่ทำได้อีกด้วย!
“เป็นเรื่องจริงหรือนี่! อาหารของสำนักสายในมิอาจทำให้ปรมาจารย์เล่อเหอพอใจได้จริงหรือ?”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าโอกาสรวยของพวกเรามาถึงแล้วสิ!”
“ถูกต้อง ข้าได้ยินคนสำนักสายในพูดกันว่าศิษย์พี่โม่ใจกว้างยิ่งนัก!”

ข่าวโม่จวินเจ๋อปรากฏตัวขึ้นที่ตลาดนอกสำนักเพราะมาหาซื้ออาหารให้ปรมาจารย์เล่อเหอผู้ตะกละตะกลามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งสำนักหลานเทียนแพร่สะพัดไปทั่ว
บรรดาผู้คนที่มุงดูต่างแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว หลิงเยว่รู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็มั่นใจว่าคนตรงหน้าเป็นกุญแจสำคัญที่ชี้ขาดว่าวันนี้นางจะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่
“ต้องรออีกสักพักกว่าเนื้อย่างจะสุกได้ที่ ท่านคงกระหายน้ำแล้วเป็นแน่ …”
หลิงเยว่ยิ้มอย่างประจบสอพลอ มือข้างหนึ่งพลิกเนื้อแกะย่างบนตะแกรง มืออีกข้างก็เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำแตงโมในตะกร้าใบเล็ก
“นี่คือน้ำผลไม้ อร่อยยิ่งนัก!”
โม่จวินเจ๋อรับแก้วมาด้วยความฉงน แก้วไผ่ใบนั้นมีความเย็นเล็กน้อย ทันทีที่เปิดฝาดู เขาก็อดหันไปมองด้านหลังหลิงเยว่ไม่ได้
นี่มันเลือดไม่ใช่หรือ?
อ๋อ… เป็น ‘เลือด’ รสหวานกลิ่นผลไม้นี่เอง

เมื่อสบตากับสายตารู้ทันของโม่จวินเจ๋อเช่นนี้ รอยยิ้มประจบสอพลอของหลิงเยว่พลันประหม่าเล็กน้อย
โม่จวินเจ๋อเอาฝาปิดแก้ว นำแก้วไผ่เก็บไว้ในแหวนมิติ ก่อนจะพึมพำเสียงเบาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก “ท่านอาจารย์คงจะชอบ”
จากนั้นเขาก็ยื่นหินวิญญาณให้หลิงเยว่ไปหนึ่งถุง
หลิงเยว่เปิดถุงหินวิญญาณด้วยความตื่นเต้นสลับกับความคาดหวังในใจ

แสงอันสุกสกาวของหินวิญญาณนั้นพลันกระทบตา

นางรู้สึกราวกับตนต้องตาบอดเพราะจ้องมองแสงดังกล่าว อย่างน้อยในถุงนี้ต้องมีหินวิญญาณมากกว่ายี่สิบก้อนเป็นแน่!
มันคือหินวิญญาณเชียวนะ ซ้ำยังเป็นหินวิญญาณยี่สิบกว่าก้อนอีกด้วย!
[ภารกิจสำเร็จ : รางวัลที่ได้รับคือ ค่าพลังวิญญาณ 100 แต้ม หักค่าพลังวิญญาณที่ติดค้างไป 30 แต้ม เหลือค่าพลังวิญญาณ 70 แต้ม อายุขัยคงเหลือ 10 วัน]
น้ำเสียงอันไพเราะเสนาะหูของระบบที่คำนวณรางวัลทำให้หลิงเยว่พึงพอใจเป็นอย่างมาก
หากภารกิจสำเร็จ นั่นไม่เพียงทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เท่านั้น แต่ค่าพลังวิญญาณที่ได้รับมายังสามารถนำไปซื้อสินค้าในร้านค้าระบบได้อีกด้วย ในนั้นนอกจากจะมีวัตถุดิบมากมายหลายชนิดแล้ว ยังมีเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส เครื่องครัว รวมไปถึงเคล็ดวิชา ยาลูกกลอน ศาสตราวุธ ยันต์ แผ่นค่ายกล อาวุธ …แม้แต่ของที่คิดไม่ถึง ล้วนแต่มีทั้งสิ้น เงื่อนไขแรกคือต้องมีค่าพลังวิญญาณก่อน
หลิงเยว่จับถุงบรรจุหินวิญญาณขึ้นมาแนบหน้าและถูไถไปมา

จังหวะนี้เองที่โม่จวินเจ๋อคล้ายตกหลุมพลางให้สีหน้าและท่าทางอันลุ่มหลงมัวเมาของนาง
ศิษย์สำนักสายนอกลำบากยากเข็ญถึงขั้นนี้เลยหรือ?
เมื่อหลิงเยว่เรียกสติตนเองกลับมาได้ก็สังเกตเห็นโม่จวินเจ๋อยืนตรงหน้าตะแกรงย่างด้วยสีหน้าสับสนยากจะอธิบาย นางจับถุงหินวิญญาณแน่นโดยสัญชาตญาณ ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ท่านคงไม่คิดเปลี่ยนใจกลับคำหรอกกระมัง?”
เนื้อก็ย่างแล้ว เปลี่ยนใจไม่ได้เป็นอันขาด!
โม่จวินเจ๋อเก็บสีหน้านั้นทันที ส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ว่าเมื่อครู่เขามีความคิดเช่นนั้นจริงก็ตาม
หลิงเยว่แอบโล่งใจ
“ถุงหินวิญญาณนี่… ให้ข้าใช่หรือไม่?”
โม่จวินเจ๋อพยักหน้า

หลิงเยว่ได้รับการยืนยันเช่นนี้ก็ดีใจ ยิ้มจนหน้าบิดเบี้ยว ปากแทบจะฉีกถึงหู นางยังไม่เคยมีถุงเก็บของเช่นนี้มาก่อนเลย!
ชายหนุ่มผู้นี้ รูปก็งาม และยังจิตใจดีอีก!
แต่ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างผาวฮุย เหตุใดถึงได้เลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก!
หลิงเยว่ยิ่งมองโม่จวินเจ๋อก็ยิ่งชอบ นางหยิบน้ำแตงโมแก้วสุดท้ายออกมายัดใส่มือเขาด้วยความยินดี จากนั้นก็หันไปย่างเนื้ออย่างตั้งอกตั้งใจ ต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้อยู่หมัด และต้องสร้างความประทับใจต่อผู้มีพระคุณผู้นี้ที่ต่อชีวิตให้นางด้วย!
เนื้อแกะย่างอังไฟถ่านเป็นหนึ่งในปิ้งย่างชั้นเลิศ ชั่วพริบตาเดียวกลิ่นหอมกรุ่นก็โชยฟุ้งไปทั่วทุกอณู
“ท่านกินก่อนสิ ข้าจะย่างเพิ่มให้ท่านอีกหลาย ๆ ไม้เลย!”
หลิงเยว่ยื่นเนื้อแกะย่างยี่สิบไม้ที่เสร็จแล้วให้กับโม่จวินเจ๋อ จากนั้นจึงนำเนื้อแกะสดที่เหลือในตะกร้าออกมา ตั้งใจจะย่างให้หมด
อย่างไรเสียชายหนุ่มผู้นี้ก็ให้หินวิญญาณนางมามากเกินไปจริง ๆ จะให้เนื้อย่างยี่สิบไม้กับน้ำแตงโมสองแก้วก็ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก

โม่จวินเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้อยากยืนกินเนื้อย่างในตลาดที่มีผู้คนมากมายเดินไปมาเช่นนี้ แต่ความหอมของเนื้อย่างช่างหอมหวนเกินไปจริง ๆ มันส่งกลิ่นโชยเข้าจมูกเขาอย่างมิอาจปฏิเสธได้
เพราะมีอาจารย์ที่มีความทะเยอทะยานในการกินอย่างยิ่ง เขาจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงนิสัยเหล่านั้นมาได้ การกินเนื้อย่างในตลาดสักไม้คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดกระมัง
มันเป็นเรื่องปกติ!
โม่จวินเจ๋อปลอบใจตัวเอง ก่อนจะหยิบเนื้อย่างออกมาไม้หนึ่ง และชิมมันอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่เนื้อย่างเข้าปาก มันช่างหอม เกรียม นุ่ม และยังมีความเผ็ดเล็กน้อย ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม…
อร่อยกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก วัตถุดิบธรรมดาทั่วไปทำให้รสชาติอร่อยได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เมื่อโม่จวินเจ๋อกินหมดไปไม้หนึ่งก็รู้สึกเผ็ดขึ้นมา จึงลังเลว่าจะดื่มน้ำผลไม้ที่เหมือนเลือดนี้ดีหรือไม่
ทันทีที่รสชาติหวานเย็นไหลเข้าสู่ลำคอ มันไม่เพียงแต่บรรเทาความเผ็ดได้เท่านั้น แม้แต่กลิ่นเนื้อที่อยู่ในปากตอนนี้ก็ถูกความหอมของผลไม้เข้ามาแทนที่ด้วย

“อร่อยหรือไม่?”
หลิงเยว่เอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
“อืม” โม่จวินเจ๋อพยักหน้าอย่างสำรวม “เลือดนี่รสชาติไม่เลวเลย”
หลิงเยว่ได้ยินเช่นนี้จึงพูดไม่ออก…
นางหมดคำจะพูดแล้ว
โม่จวินเจ๋อนำเนื้อย่างและน้ำผลไม้ที่เหลือเก็บไว้ในแหวนมิติ รอกลับไปแล้วค่อยชิมต่อ
เก็บเสร็จจึงหันหลังเดินไปที่ร้านขายผลไม้เคลือบน้ำตาลข้าง ๆ เห็นพ่อค้าตะโกนขายของอยู่เสียงดังก้อง
“ข้าเอาผลไม้เคลือบน้ำตาลยี่สิบไม้”
พ่อค้าผู้นั้นรับถุงหินวิญญาณถุงเล็กมาอย่างดีอกดีใจจนน้ำตาไหล ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ตะโกนขายของเสียงดัง!
โม่จวินเจ๋อเดินผ่านร้านไหนก็ซื้อของร้านนั้นมาตลอดทาง จับจ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย สมกับฉายากระเป๋าเงินแห่งสำนักหลานเทียนจริง ๆ!

เมื่อพ่อค้าขายหมั่นโถวเห็นผู้มั่งคั่งเช่นนี้ก็รีบเสนอหน้าฉีกยิ้มกว้างออกมาทันที
โม่จวินเจ๋อจะควักถุงหินวิญญาณออกมา แต่กลับพบว่า …เขาใช้หินวิญญาณระดับล่างไปจนหมดแล้ว
วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน
หากท่านอาจารย์เห็นของกินมากมายเช่นนี้คงต้องดีใจมากเป็นแน่
พ่อค้าหมั่นโถวมองดูโม่จวินเจ๋อเดินออกไปไกลเรื่อย ๆ ก็รู้สึกผิดหวังจนแทบจะส่งเสียงร่ำไห้ออกมา

โม่จวินเจ๋อเดินกลับมาที่หน้าร้านหลิงเยว่ นางเก็บร้านแล้วยืนถือถุงกระดาษที่มีไม้เสียบเนื้อแกะย่างอยู่ในอ้อมอกรอเขาอยู่
“วันนี้ต้องขอบใจท่านมาก ข้าจะทำของอร่อย ๆ อีกมากมาย หากท่านชอบก็มาหาข้าได้! ข้าชื่อหลิงเยว่”
หลิงเยว่ยื่นถุงกระดาษให้โม่จวินเจ๋อ ก่อนจะโบกมือลาเขาด้วยรอยยิ้มสดใส
โม่จวินเจ๋อพยักหน้า ยืนส่งหลิงเยว่เดินออกไปจากตลาดอย่างปลอดภัย ก่อนจะเรียกกระบี่ของตนเองออกมาและอันตรธานไปอย่างรวดเร็ว เหล่าบรรดาพ่อค้าที่ไม่ได้ถูกเขาอุดหนุนต่างพากันกุมขมับนั่งร้องไห้
“ศิษย์ข้า ข้าได้ยินว่าเจ้าไปทำความดีที่สำนักสายนอกมาอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อปรมาจารย์เล่อเหอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา จู่ ๆ เส้นเลือดที่ขมับสองข้างก็กระตุก
“ท่านอาจารย์ให้ข้าไปหาอาหารมาให้ไม่ใช่หรือ?”
โม่จวินเจ๋อเอาอาหารกองใหญ่ออกมาจากแหวนมิติด้วยท่าทางนิ่งสงบ
สีหน้าของเล่อเหอไม่ค่อยจะดีนัก ปรมาจารย์กระบี่อันดับหนึ่งผู้สง่าผ่าเผยแห่งโลกบำเพ็ญเซียนตกต่ำถึงขั้นต้องกินอาหารของมนุษย์สามัญธรรมดาแล้วอย่างนั้นหรือ?
“ท่านอาจารย์ เนื้อย่างกับน้ำผลไม้นี่รสชาติไม่เลวเลย ศิษย์ชิมให้ท่านอาจารย์แล้วขอรับ”
เนื้อแกะย่างถุงใหญ่และน้ำผลไม้หนึ่งแก้วถูกโม่จวินเจ๋อนำออกมาจากบรรดาอาหารทั้งหลายแล้ววางลงตรงหน้า

ถุงเนื้อย่างในส่วนของเขานั้น เขากินหมดระหว่างทางแล้ว ก็… มันอร่อยเกินกว่าจะหยุดได้นี่นา
เล่อเหอเหล่ตามองเพราะไม่เชื่อ
มีของอร่อยอันใดที่เขายังไม่เคยกินบ้าง เล่อเหอถึงขั้นกล้าพูดเลยว่า ของอร่อยหรือของไม่อร่อยทุกอย่างในแดนเซียน หรือแม้แต่โลกมนุษย์ เขาล้วนเคยกินมาหมดแล้ว!
เขามีชีวิตอยู่มาหลายพันปีใช่ว่าจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ เสียที่ไหน หากไม่ใช่เพราะแดนเซียนเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย เขาคงจะทะลวงพลังสำเร็จไปอยู่ในโลกเบื้องบน และป่านนี้ก็คงจะได้กินดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญไปแล้ว
“ท่านอาจารย์ไม่กินหรือ? เช่นนั้นข้ากินเอง”
โม่จวินเจ๋อเห็นเล่อเหอไม่เคลื่อนไหว รู้ได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังคับแค้นใจอยู่ เช่นนั้นก็ดี เขายังดื่มน้ำผลไม้เลือดนั้นไม่อิ่มเลย ดังนั้นจึงยกมันดื่มอีกอึกหนึ่ง และกัดเนื้อย่างตามอีกคำ…
เล่อเหอเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
ทุกครั้ง ศิษย์รักของเขามักจะกินอาหารเล็กน้อยและควบคุมเรื่องปริมาณ ไม่เคยยัดเข้าปากไม้แล้วไม้เล่าเช่นนี้มาก่อน

กลิ่นหอมที่โชยเข้าจมูกนั้นยั่วยวนความตะกละของเล่อเหอ เขาจึงหยิบเนื้อย่างขึ้นมาลองชิมไม้หนึ่งด้วยความสงสัย
อื้ม…
อร่อยยิ่งนัก!
ทั้งเผ็ดทั้งหอม ซ้ำยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย!
หากสามารถเอาเนื้อสัตว์วิญญาณระดับสูงมาแทนที่วัตถุดิบธรรมดานี้ได้ รสชาติต้องอร่อยกว่านี้เป็นแน่!

บทที่ 3 ผู้ใดจะสามารถมองดูอยู่เฉย ๆ ได้

บทที่ 3 ผู้ใดจะสามารถมองดูอยู่เฉย ๆ ได้

หลิงเยว่กลับมาถึงยอดเขาฝึกตน ที่อยู่อาศัยระดับต่ำสุดของศิษย์สำนักสายนอกของสำนักหลานเทียน

นางตื่นตระหนกราวกับนกตื่นธนูก็มิปาน ก่อนจะหันไปมองบริเวณรอบ ๆ ด้วยกลัวว่าผาวฮุยจะซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง และฉวยโอกาสออกมาโจมตี

โชคดีที่ตลอดทางมานั้นราบรื่นดี เจ้านั่นคงจะตกใจจนเสียขวัญไปแล้วกระมัง นางหวังว่าเขาจะหยุดก่อกวนไปได้สักสองสามวัน

หลิงเยว่กลับมาถึงที่พักอย่างปลอดภัยแล้วรีบปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา หลังจากที่ลงกลอนประตูแล้ว นางก็ค่อย ๆ เอนกายนอนบนเตียงด้วยความโล่งใจ

ไม่ได้การแล้ว…

มีแต่เป็นโจรร้อยวัน ไฉนเลยจะป้องกันโจรทั้งร้อยวันได้ นางต้องรีบดูดปราณเข้าร่างให้เร็วที่สุด หมั่นบำเพ็ญให้ก้าวหน้าขึ้น เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวผาวฮุยมารังแกอีก

เมื่อคิดได้นางก็ลงมือทำทันที หลิงเยว่ใช้ค่าพลังวิญญาณไปห้าสิบแต้มเพื่อซื้อโอสถดูดซับปราณในระบบ

[สรรพคุณของโอสถดูดซับปราณ : สามารถช่วยให้ผู้ที่มีแก่นปราณรวบรวมปราณเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว]

หลังจากกินโอสถดูดซับปราณลงไป นางก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงและลองดึงปราณเข้าสู่ร่างกาย

มืดสนิท… มืดสนิทอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ยังคงมืดสนิทอยู่นานมากจนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ทว่าทันใดนั้นเองแสงสว่างสีเขียวขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวก็ปรากฏขึ้นในความมืดนั้น ตามด้วยแสงสีแดง แสงสีฟ้า แสงสีน้ำตาล แต่แสงสีทองนั้นแทบจะมองไม่เห็น
สีแดง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำตาล และสีทอง สีห้าสีนี้เป็นตัวแทนของแก่นปราณพฤกษา แก่นปราณอัคคี แก่นปราณวารี แก่นปราณปฐพี และแก่นปราณทองคำ

เจ้าของร่างเดิมมีห้าแก่นปราณ หากไม่ใช่เพราะแก่นปราณพฤกษาถึงระดับเจ็ดก็ไม่มีโอกาสเข้าสำนักหลานเทียนได้

ระดับของแก่นปราณส่วนมากจะแบ่งออกเป็นสิบระดับ หากมากกว่านั้นจะเรียกว่าแก่นปราณระดับสูง โดยระดับยิ่งสูง ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญก็จะเร็วมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าคุณสมบัติของเจ้าของร่างเดิมจะอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถดูดซับปราณได้ภายในเวลาหนึ่งปี ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเพราะผาวฮุยเป็นคนทำร้าย!

ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!

แสงสีเขียวนั้นไหลเข้าสู่ร่างหลิงเยว่โดยอัตโนมัติ

[ภารกิจเสริม : ดูดซับลมปราณเข้าสู่ร่าง]

แสงสีเขียวอันตรธานหายไป แสงสีแดงพุ่งตามมา ตามด้วยแสงอีกสามสี หลังจากแสงทั้งห้าไหลเข้าสู่ร่าง หลิงเยว่ก็รู้สึกสบายตัวกว่าก่อนหน้านี้มาก

[ภารกิจดูดซับลมปราณเข้าสู่ร่างสำเร็จ : รางวัลที่ได้รับคือวิชา ‘หมื่นชีวางอกเงย’ อายุขัย +5 วัน ค่าพลังวิญญาณ +100 แต้ม คงเหลือ 120 แต้ม อายุขัยคงเหลือ 15 วัน]

การทำภารกิจสำเร็จไม่เพียงได้รับค่าพลังวิญญาณเท่านั้น แต่ยังได้รับวิชาอีกด้วย!

หลิงเยว่ดีอกดีใจจนนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง

ดูเหมือนว่าภารกิจหลักกับภารกิจสนับสนุนจะช่วยเสริมกันและกัน

ใช่แล้ว ที่แห่งนี้ไม่ใช่ยุคสมัยที่นางใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกต่อไป แต่เป็นยุคสมัยที่คนแข็งแกร่งเป็นใหญ่ต่างหาก ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนขี้หมูราขี้หมาแห้งในโลกใบนี้ หากอยู่สำนักสายใน ชีวิตน้อย ๆ ก็จะได้รับการปกป้อง แต่หากอยู่ในสำนักสายนอกก็ไม่ต่างอันใดกับอยู่ท่ามกลางพายุนองเลือด แก่งแย่งสมบัติของล้ำค่ากัน เข่นฆ่าผู้คนมากมายภายในชั่วพริบตาเดียว

หลิงเยว่เชื่อว่าตราบใดที่นางกล้าย่างเท้าออกจากสำนักแม้เพียงก้าวเดียว ชีวิตน้อย ๆ นี้ต้องถูกผาวฮุยจัดการเป็นแน่!

ดังนั้นนางจึงตัดสินใจอยู่ในสำนักช่วงหนึ่ง

ในขณะที่ผู้บำเพ็ญที่งดเว้นธัญพืชของสำนักหลานเทียนกำลังรอให้นางเอาชนะด้วยอาหารรสเด็ด

[ภารกิจหลักที่สอง : ใช้วัตถุดิบธรรมดาทั่วไป ประกอบอาหารรสเด็ดและได้รับคำชื่นชมจากใจของผู้บำเพ็ญจำนวนสิบคน รางวัลคือ ตำราอาหารวิญญาณหนึ่งเล่ม ค่าพลังวิญญาณ +300 แต้ม อายุขัย +20 วัน เวลาจำกัดในการทำภารกิจภายใน 2 วัน บทลงโทษหากล้มเหลว อายุขัย -10 วัน]

ระบบนี้ไม่ให้โอกาสคนได้รู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย!

“ระบบ วิชาของข้าล่ะ!”

จู่ ๆ หลิงเยว่ที่ยังไม่ได้รับทักษะพลันลุกพรวดลงมาจากเตียง คิดจะโกงทักษะนางไปอย่างนั้นหรือ?

[‘หมื่นชีวางอกเงย’ ผู้บำเพ็ญจำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสามเป็นอย่างต่ำถึงจะเรียนรู้ได้]

หลิงเยว่ “…”

นางเพิ่งจะดึงปราณเข้าสู่ร่างได้ ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะฝึกฝน!

เช้าตรู่วันต่อมา ทันทีที่ตื่นนางก็รีบไปหาผู้ทำหน้าที่ลงทะเบียนรับศิษย์ และรับป้ายหยกระบุตัวตนของศิษย์สำนักสายนอกมา

หลังจากลงทะเบียนเปลี่ยนสถานะศิษย์ ตามปกติแล้วจะถูกจำตำแหน่งให้ไปรับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ หลิงเยว่ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ผู้อาวุโสชุนสุ่ย ยอดเขาโอสถแห่งสำนักสายนอก

ทว่านางกลับไม่ได้ไปรายงานตัวในทันที เอาแต่คิดหาทางว่าจะทำภารกิจที่สองต่อไปเช่นไรดี

นางกลอกตาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดก็เกิดความคิดขึ้น

ยังคงเป็นที่ตลาดที่คุ้นเคย ใช้วิธีค้าขายและตะโกนเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงดังก้องเฉกเช่นเดิม

ที่ไม่เหมือนเดิมคือรายการอาหารที่ขาย

“ข้าวผัดสีทองเนื้อลูกเต๋าแสนอร่อยมาขายแล้ว ชามละหนึ่งร้อยเหวินเท่านั้นเจ้าค่า พ่อแม่พี่น้องที่เดินผ่านไปผ่านมาลองชิมดูก่อนได้เลย!”

หลิงเยว่ผัดข้าวผัดไข่สีทองอร่ามในกระทะเหล็ก ขณะตะโกนนางพลันใส่เนื้อลูกเต๋าทอด หูหลัวปัว*[1] หั่นเต๋า และถั่วลันเตาสีเขียวลงในกระทะทีละอย่างแล้วผัด

อื้ม… ใส่พริกขี้หนูซอยเข้าไปอีกหน่อยหอมฉุยเลย

รสชาติจัดจ้านดี นางชอบ!

การปะทะกันของส่วนผสมนานาชนิดและความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของพริกขี้หนูพลันกระจายไปทั่วตลาด

“แค่ก! แค่ก! แค่ก!…”

"ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!!!"

ผู้คนที่ผ่านไปมาและเหล่าแผงขายของ ต่างแสบจมูกมากเสียจนพวกเขาเริ่มจามอย่างบ้าคลั่ง

ฉากนี้ทำให้หลิงเยว่ตื่นตระหนก นางเคยได้ยินมาว่าผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่มีนิสัยไม่ดีและอาจโจมตีหากไม่สบอารมณ์ จะเป็นอย่างไรหากพวกเขารวมกลุ่มมาตีนาง

ร่างเล็กบอบบางของนางทนไม่ไหวแน่!

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณภาพของพริกขี้หนูที่ซื้อมาจากระบบแลกเปลี่ยนนั้นดีมากเกินไป ซึ่งนางจ่ายไปแค่ 100 แต้มเท่านั้น!

“สาวน้อย! เจ้าอยากวางยาพิษผู้คนหรือ!?”

ผู้บำเพ็ญที่อยู่ใกล้กับแผงขายของของหลิงเยว่ที่สุดก้าวเข้ามาด้วยดวงตาสีแดง

หลิงเยว่รีบตักข้าวผัดใส่ชามแล้วยื่นให้เขาทันที

“พี่ชายอย่าโกรธนะ ข้าจะให้ข้าวผัดชามนี้แก่ท่านโดยไม่คิดเงินเลย ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ…”

หลังจากส่งข้าวผัดชามแรกออกไปแล้ว หลิงเยว่ก็เหมือนกับผึ้งตัวน้อยที่ยุ่งวุ่นวายถือข้าวผัดออกไปแจกให้ผู้คนที่เดินเข้ามา แต่การกระทำนี้ไม่ใช่เพราะนางขี้ขลาด แต่นางส่งมันออกไปอย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจให้สำเร็จ!

“พี่สาวเทพธิดา ข้าให้ท่านชามหนึ่ง!”

ผู้บำเพ็ญหญิงที่ถูกเรียกว่าเทพธิดาไม่รู้สึกโกรธอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจากที่อาการฉุนจมูกเริ่มลดลง นางเห็นการผสมผสานของทั้งสีและกลิ่นอันหอมหวนของข้าวผัดในมือหลิงเยว่ทำให้กลืนน้ำลายดัง ‘เอื๊อก!’

“พี่ชาย ท่านยิ่งดูเป็นลูกผู้ชายมากขึ้นภายใต้ดวงตาสีแดง ข้าขอมอบข้าวผัดให้ท่านชามหนึ่ง ข้าเปราะบางเกินกว่าจะสามารถทนต่อการตบของท่านได้จริง ๆ นะเจ้าคะ”

ท่าทางขี้อายแลดูหวาดกลัวของหลิงเยว่ทำให้ผู้บำเพ็ญที่ ‘ฉุนจมูก’ หัวเราะด้วยความโกรธ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะ หลิงเยว่ก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้เช่นกัน

ผู้บำเพ็ญคนนั้นก็ไม่ลงมือทำอะไรนาง ท้ายที่สุดมันก็เป็นอย่างที่หลิงเยว่บอก ร่างเล็ก ๆ ที่บอบบางของนางจะทนต่อการทุบตีของเขาได้อย่างไรกัน

เมื่อเห็นว่าผู้บำเพ็ญเพียงถือชามโดยไม่ได้ตั้งใจจะกิน หลิงเยว่ก็เช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผากของนางแล้วรีบตักข้าวผัดชามสุดท้ายออกจากหม้อเพื่อ ‘ทดสอบพิษ’ ด้วยตัวนางเอง
เมื่อข้าวผัดเข้าปาก กลิ่นหอมของไข่ก็ฟุ้งไปทั่วทั้งปาก เมื่อเคี้ยวเมล็ดข้าวที่ถูกห่อด้วยไข่แดงหอม ๆ เนื้อนุ่ม หูหลัวปัวหั่นเต๋าและถั่วลันเตาที่มีรสหวาน ซ้ำยังมีความเผ็ดอยู่ที่ปลายลิ้น…

หญิงสาวพลันมีสีหน้าราวความสุขล้นออกจากปาก ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

“อร่อย! อร่อยสุด ๆ ไปเลย!”

ด้วยสีหน้าท่าทางที่สุดเคลิบเคลิ้มของหลิงเยว่ ในที่สุดผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ ก็อดลองชิมไม่ได้

ผู้บำเพ็ญคนแรกที่ลองชิมคือชายวัยกลางคนที่ถูกหลิงเยว่ยื่นชามข้าวผัดให้เป็นคนแรก เขากินข้าวผัดในชามจนหมดในสามคำ จากนั้นหยิบขวดเหล้าออกมาดื่มอย่างเปิดเผยเพื่อระงับรสเผ็ดในปากของเขา

“ข้าวผัดนี้น่าสนใจเหลือเกิน!”

ด้วยเสียง ‘เคร้ง’ เหรียญเงินหนึ่งเหรียญก็ถูกโยนใส่หลิงเยว่

“เอาข้าวผัดแบบนี้มาให้ข้าอีกหม้อหนึ่ง!”

หลิงเยว่สะดุ้ง พลันเหลือบมองความคืบหน้าของภารกิจ

[ความคืบหน้าของภารกิจ 1/10]

หลิงเยว่ตอบอย่างมีความสุขด้วยคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"!

งานนี้ไม่เห็นยากเลยนี่นา!

[1] หูหลัวปัว คือ แคร์รอต

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...