โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องเทรนด์ ความงามอินโดฯ เรื่องต้องรู้...ของผู้ประกอบการ

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 14.10 น.

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

จำนวน 265 ล้านคน คือตัวเลขคาดการณ์ของประชากร “อินโดนีเซีย” ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดของประชากรมากที่สุดในอาเซียน 39 ล้านคน คือคนที่อยู่ในกลุ่ม young generation หรือคนที่เกิดในช่วงปี 2532-2537

69 ล้านคน คือคนที่อยู่ในกลุ่มของ Gen Z หรือคนที่เกิดในช่วงปี 2538-2555 ในแวดวงธุรกิจตัวเลขนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพมหาศาล จากแรงซื้อของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ๆ ของประเทศ ทั้งในแง่ของแรงงาน การจับจ่าย การบริโภคสินค้าและบริการต่าง ๆ ซึ่งจะสร้างโมเมนตัมในการเติบโตให้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี

อินโดนีเซียจึงกลายเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการไทยหลาย ๆ บริษัทที่ต้องการหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่น่าสนใจ และเป็นตลาดที่สินค้าไทยค่อนข้างมีความแข็งแกร่งก็คือ “เครื่องสำอาง”

ภายในงาน Beyond Beauty ASEAN Bangkok 2018 “คิลาลา ทิลลา” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัทมาธา ทิลลา กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางรายใหญ่ในอินโดนีเซีย ฉายภาพว่า สินค้าที่เข้ามาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น คนรุ่นใหม่อย่างเครื่องสำอางนั้น มีแนวโน้มการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

จากการสำรวจของบริษัทพบว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดเครื่องสำอางอินโดนีเซียจะขยายตัวถึง 21.3% ต่อปี สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ในขณะที่ไทยมีการเติบโต 12.3% ต่อปี อินเดีย 19.9% ต่อปี หรือญี่ปุ่น 0.2% ต่อปี

“คิลาลา” ชี้ว่า ไลฟ์สไตล์ ความชอบ และการบริโภคของคนอินโดฯมีความคล้ายคลึงกับคนไทยบางประการ เช่น ชื่นชอบของอิมพอร์ต นั่นเป็นเหตุผลว่าแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศ รวมถึงแบรนด์ไทย หากมีจุดขายที่แข็งแกร่ง มีสินค้าที่ดี มีคุณภาพ มีการทำมาร์เก็ตติ้งที่โดนใจ จะได้รับความชื่นชอบจากคนที่นี่ได้ไม่ยาก

แต่ที่สำคัญการจะขายอะไรนั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อของคนที่นี่ อันได้แก่ 1.สีผิว เนื่องจากคนอินโดฯมีหลายเชื้อชาติ ทำให้มีโทนสีผิวตั้งแต่น้ำตาลเข้ม น้ำตาลอ่อน เหลืองไปจนถึงขาว และ 2.สภาพอากาศ การอยู่ในเขตร้อน มีอุณหภูมิเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี และมีความชื้นสูง 70-90% ซึ่งทำให้คนมีสภาพผิวค่อนข้างมัน มีรูขุมขนกว้าง และมีเม็ดสีหรือเมลานินสูง ทำให้สินค้าที่ขายดีจะเป็นพวกสกินแคร์สูตรควบคุมความมัน, เมกอัพที่เน้นการปกปิด คงทน, ครีมบำรุงที่มีสาร SPF และ UV protection สูง ๆ และเน้นเรื่องความกระจ่างใส

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ จากการที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนมุสลิม การได้รับรองมาตรฐาน “ฮาลาล” ของสินค้าประเภทต่าง ๆ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนจำนวนมากกว่า 66% ของคนอินโดนีเซีย เลือกที่จะไม่ซื้อ หากสินค้านั้นไม่ได้รับมาตรฐานฮาลาล

ขณะที่ช่องทางของการจัดจำหน่ายก็ต้องวางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการจับจ่ายของคนรุ่นใหม่ ๆ ด้วย ปัจจุบันการค้าขายของคนอินโดฯอยู่ในโมเดิร์นเทรด อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ต ร้านค้าปลีกความงาม ฯลฯ ถึง 58% ขณะที่เทรดิชั่นนอลเทรดอยู่ที่ 42%

“คิลาลา” ขยายความต่อว่า พฤติกรรมการช็อปของคนอินโดฯเปลี่ยนมาในช่องทางโมเดิร์นเทรดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่องทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน

โดยการใช้สื่อในช่องทางออนไลน์ คาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 21.8% ต่อปี (ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2555-2564) ขณะที่การใช้สื่อในช่องทางโทรทัศน์เติบโตเฉลี่ย 10.4% ต่อปี และยังคงเป็นช่องทางหลักของงบฯโฆษณาในภาพรวมอยู่ในขณะนี้

“ฮานิฟา แอมมาดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟีเมล เดลี่ เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นรีวิวเครื่องสำอางฟีเมล เดลี่ เสริมว่า จากฐานข้อมูลการรีวิวสินค้ากว่า 30,000 โปรดักต์ รวม 3,000 แบรนด์ จากสมาชิกกว่า 4.2 แสนราย พบว่า คนรุ่นใหม่ของอินโดฯใช้ผลิตภันฑ์เครื่องสำอางกันเร็วขึ้น จากการสำรวจพบว่ากลุ่มคนอายุต่ำกว่า 18 ปี เริ่มใช้สกินแคร์อย่างน้อย 3 รายการ เป็นสัดส่วนถึง 45% และเริ่มใช้เมกอัพคิดเป็นสัดส่วน 28%

เช่นเดียวกับการเข้าถึงสื่อในช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยูทูบกลายเป็นช่องทางแรกที่กลุ่มบล็อกเกอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์เลือกใช้สื่อสาร รองลงมาคืออินสตาแกรม โดยวัยรุ่นจะเลือกติดตามยูทูบเบอร์ หรืออินสตาแกรมเมอร์ มากกว่าเซเลบริตี้แบบเดิม ๆ ในโลกออฟไลน์

นอกจากนี้เรื่องของ “แบรนด์ลอยัลตี้” ก็ไม่มีบทบาทอะไรกับคนรุ่นใหม่มากนัก เพราะถ้าหากแบรนด์ไม่สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการ ทั้งในด้านของฟังก์ชั่น และการสื่อสารที่เกาะติดกับกระแส และเทรนด์ที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะสวิตช์ หรือไปลองอะไรที่เป็นกระแสมากกว่า”73% ของคนที่เราทำผลสำรวจไม่แคร์ว่าแบรนด์คุณจะอยู่มานานหรือยัง แต่พวกเขาแคร์ว่าคุณอยู่ในกระแสหรือไม่ และคนส่วนใหญ่ถึง 99% มองหาการรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อโปรดักต์ ทำให้ KOL (key opinion leader) ที่อินโดนีเซียสำคัญมาก”

รู้ให้รอบก่อนคิดจะไป “ตลาดใหญ่” จะได้ไม่ไกลเกินเอื้อม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...