โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงานพิเศษ : 5,613 กำลังพล ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ถวายพระเกียรติสุดยิ่งใหญ่

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 01.56 น.

พระมหากษัตริย์ทรงได้รับการยกย่องเป็นสมมติเทพ เมื่อสวรรคตเท่ากับเป็นการเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ พระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพจึงถือเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี เพื่อน้อมส่งเสด็จ

เมื่อถึงหมายกำหนดการถวายพระเพลิงพระบรมศพ จะต้องอัญเชิญพระบรมโกศทรงพระบรมศพออกจากพระบรมมหาราชวัง เคลื่อนสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อัญเชิญพระบรมโกศเวียนรอบพระเมรุมาศ จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานเหนือพระจิตกาธาน แล้วจึงถวายพระเพลิง วันรุ่งขึ้นอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารจากพระเมรุมาศไปประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง

การอัญเชิญพระบรมศพไปสู่พระเมรุมาศ หรืออัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศกลับสู่พระบรมมหาราชวัง รวมถึงการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุหรือลอยพระอังคาร ตามโบราณกาลจะอัญเชิญไปด้วยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เรียกว่า “ริ้วขบวน”

ในแต่ละริ้วขบวนมีคนหาม คนฉุดชักจำนวนมาก พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ แวดล้อมตามพระราชฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมศพ พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์แตร ปี่ กลองชนะ พร้อมด้วยโขลนพลโยธาแห่นําตามแซงเสด็จทั้งคู่แห่ คู่เคียง เป็นจํานวนมาก ซึ่งจะเข้าขบวนและเคลื่อนขบวนไปอย่างมีระเบียบและสง่างาม

การเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถเคลื่อนบนหมู่เมฆส่งเสด็จสู่สวรรค์

ในริ้วขบวนมีเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ จำแนกได้เป็น ฉัตร เครื่องสูง ราชยาน ราชรถ รูปเทวดา และรูปสัตว์หิมพานต์ ทั้งที่ปรากฏในริ้วขบวนแห่พระศพที่มีมาแต่โบราณ และที่ประดับบนชั้นฐานพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง

ฉัตร เป็นเครื่องสูงสำคัญสำหรับพระบรมราชอิสริยยศ มีรูปร่างคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ชั้นบนมีขนาดเล็กกว่าชั้นล่าง เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้มีอำนาจ และเป็นเครื่องหมายมงคลที่สำคัญสิ่งหนึ่งตามคติความเชื่อของอินเดียโบราณว่าด้วยมงคล 108 และในจีนจัดเป็นเครื่องหมายมงคลที่เนื่องในพระพุทธศาสนาสิ่งหนึ่งในมงคล 8

คติความเชื่อนี้ได้แพร่มาในประเทศไทยพร้อมการรับศาสนาพุทธมาเป็นศาสนาแห่งแผ่นดิน ดังปรากฏหลักฐานโบราณวัตถุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 และไทยถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระจักรพรรดิ หมายถึงผู้ชนะศึกทั้ง 8 ทิศ จึงนำเอาร่มของเมืองขึ้นทั้ง 8 ทิศ มารวมซ้อนเข้าด้วยกันเป็นชั้นๆ และเพิ่มทิศของตนเองอีก 1 ทิศ รวมเป็น 9 ทิศ และถือว่าสีขาวเป็นมงคล จึงยึดถือร่มสีขาวเรียกว่า ร่มสีขาว หรือ เศวตฉัตร

ดังนั้น ฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพหรือพระจักรพรรดิจึงมี 9 ชั้น เรียกว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตร จัดเป็นเครื่องสูงที่มีความสำคัญสูงสุด เช่นเดียวกับพระมหามงกุฎ

มีหลักฐานว่าไทยเราใช้ฉัตรเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ดังปรากฏในกฎมณเฑียรบาล ฉบับศักราช 720 หรือ พ.ศ.1901 ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ มีฉัตร 4 ชนิด คือ ฉัตรขาวหรือเศวตฉัตร ฉัตรขาวลายทอง ฉัตรตาด และฉัตรโหมด วิธีการใช้มีทั้งการแขวนและการปักตั้ง

การใช้จำนวนชั้นของฉัตรเป็นการแสดงพระราชอิสริยยศด้วย

นอกจากฉัตรแล้ว เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ประเภทเครื่องสูงที่ควรทราบ ได้แก่ บังพระสูรย์ บังแทรก จามร ซึ่งมีการตกแต่งเป็น 2 แบบ

ทั้งแบบปักหักทองขวาง และแบบทองแผ่ลวด

ใช้เชิญไปในขบวนเพื่อกันแดดที่ร้อนจัด นอกจากเป็นเครื่องสูงเทิดพระเกียรติตามพระอิสริยศักดิ์ เช่นเดียวกับพัดโบก ที่ทำจากใบตาลตกแต่งให้งดงาม ใช้สำหรับรำเพยพัดให้มีลมเย็นสบาย

พุ่มดอกไม้เงินและพุ่มดอกไม้ทอง เชิญเป็นริ้วสองข้างของขบวนแห่ จัดเป็นเครื่องสูงที่สมมติเป็นพุ่มดอกไม้จากสวรรค์ ใช้ได้ทั้งในพระราชพิธีมงคลและอวมงคล

สำหรับการจัดริ้วขบวนเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคมนี้ มีขบวนพระบรมราชอิสริยยศ จำนวน 6 ริ้วขบวน ใช้กำลังพลจำนวน 5,613 นาย มีเส้นทางการเคลื่อนริ้วขบวน

ดังนี้

วันที่ 26 ตุลาคม 2560 เวลา 07.00 น.

ริ้วขบวนที่ 1 เชิญพระโกศทองใหญ่โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ จัดกำลังพลจำนวน 965 นาย

ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่ จากถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้น ขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เดินแบบเปลี่ยนเท้า ประกอบเพลงพญาโศก จัดกำลังพลจำนวน 2,406 นาย

ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศเข้าสู่ราชวัติ เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ เวียนพระเมรุมาศครบ 3 รอบแล้ว เทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน รวมระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ จัดกำลังพลจำนวน 781 นาย

วันที่ 27 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น.

ริ้วขบวนที่ 4 เชิญพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน และเชิญพระบรมราชสรีรางคารโดยพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย จากพระเมรุมาศเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เส้นทางจากถนนกลางสนามหลวง-ถนนราชดำเนินใน-ถนนหน้าพระลาน-เข้าประตูวิเศษไชยศรีพระบรมมหาราชวัง ระยะทาง 1,074 เมตร ใช้เวลา 30 นาที เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ จัดกำลังพลจำนวน 834 นาย

วันที่ 29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.30 น. และ 17.30 น. ตามลำดับ

ริ้วขบวนที่ 5 เชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รวมระยะทาง 63 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ จัดกำลังพลจำนวน 550 นาย

ริ้วขบวนที่ 6 ขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราชสีรางคารจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เส้นทางจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม-ประตูวิเศษไชยศรี-ถนนหน้าพระลาน-ถนนสนามไชย-วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม-ถนนอัษฎางค์-ถนนสนามไชย-ถนนราชดำเนินกลาง-ถนนพระสุเมรุ-วัดบวรนิเวศวิหาร

จัดขบวนม้าจำนวน 77 ม้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...