โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CMV virus อันตรายแค่ไหนถ้าลูกคุณติด ?

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 08.30 น. • Motherhood.co.th Blog

CMV virus อันตรายแค่ไหนถ้าลูกคุณติด ?

ช่วงนี้เริ่มมีกระแสการป่วยของเด็ก ๆ ที่มีสาเหตุมาจาก "CMV virus" คุณพ่อคุณแม่หลายคนจริงเกิดความเป็นห่วง พร้อมทั้งอยากมีความรู้ให้มากขึ้นถึงที่มาที่ไปของเจ้าไวรัสชนิดนี้ รวมทั้งการดูแลรักษา วันนี้ Motherhood เลยนำเอาความรู้เรื่องนี้มาฝากกันค่ะ

CMV virus คืออะไร ?

Cytomegalovirus infection คือ โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัสหรือเชื้อซีเอ็มวี (Cytomegalovirus - CMV) ที่ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า หรือปอดบวม สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงอาการ แต่หากเป็นทารกหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจมีอาการรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคยังอาจทำให้ถึงขั้นตาบอดหรือหูหนวก

โรคนี้เกิดจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส

หลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อไซโตเมกาโลไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสนี้จะกระจายไปอยู่ตามของเหลวภายในร่างกาย เช่นในน้ำลาย เลือด อสุจิ และน้ำนม โดยสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางการสัมผัสโดนสารคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนถ่ายเลือด ทั้งนี้ Cytomegalovirus infection เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หาย แต่สามารถใช้ยาเพื่อควบคุมเชื้อภายในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการได้

อาการของโรค

สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพดีมักไม่มีอาการปรากฏให้เห็น แต่ในบางรายอาจมีอาการไม่สบายอย่างที่พบเห็นกันทั่วไป เช่น เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้สูง เบื่ออาหาร หรือรู้สึกเหนื่อยล้า

แต่เชื้อสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ในคน 2 กลุ่ม ดังนี้

1. ทารก

ทารกอาจได้รับเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อหรือได้รับเชื้อจากการดื่มนมแม่ โดยผู้ติดเชื้อที่กำลังตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงที่จะคลอดทารกที่เสียในครรภ์ หรือคลอดก่อนกำหนด โดยทารกแรกเกิดที่ติดเชื้ออาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ศีรษะเล็กกว่าปกติ มีผื่นหรือรอยสีม่วงเป็นปื้นตามร่างกาย ตาเหลือง ตัวเหลือง ม้ามโต ตับโตและมีปัญหาในการทำงาน ปอดบวม ชัก มีพัฒนาการช้า มีความบกพร่องทางสติปัญญา ตาบอด และหูหนวก

อาการที่พบในทารกอาจไม่ปรากฏทันทีตั้งแต่แรกคลอด แต่อาจใช้เวลาหลายเดือนไปจนถึงหลายปีกว่าจะพบอาการ นอกจากนี้ การได้รับเชื้อในช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาจรุนแรงกว่าการได้รับเชื้อในช่วงอื่น และบางรายอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้จากการติดเชื้อ

ดังนั้น เมื่อคุณทราบว่าตนเองหรือทารกมีอาการในลักษณะนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

2. ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

การที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อเอชไอวีผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ และผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งเชื้อ CMV ที่กระจายไปทั่วร่างกายจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ดวงตา ระบบทางเดินอาหาร ปอด ตับ และสมอง เชื้อเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิดความเสียหายต่ออวัยวะนั้น ๆ จนส่งผลต่อการทำงานและทำให้เกิดความผิดปกติขึ้น เช่น ตาพร่า เห็นจุดดำขณะมอง (ฺBlind spot) รู้สึกเจ็บตอนกลืนอาหาร ท้องเสียบ่อย ปวดท้อง ปวดศีรษะ หอบเหนื่อย เป็นเหน็บ ชาตามสันหลัง ไม่มีสมาธิ โคม่า หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม

ด้วยอาการที่รุนแรงและความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มีสูงกว่าคนกลุ่มอื่น ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำจึงควรเข้ารับการตรวจเลือดเป็นประจำ จะได้ทราบสถานะการติดเชื้อ ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้

ทารกจะได้รับเชื้อก็จากแม่ที่มีเชื้อและทางน้ำนม

สาเหตุของโรค

โรคนี้สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำนม น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด และเลือด นอกจากนี้ เชื้อไซโตเมกาโลไวรัสอาจแพร่กระจายจากคนสู่คนจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ป่วย การสัมผัสดวงตา โพรงจมูก ช่องปากภายหลังจากการสัมผัสเชื้อ การเข้ารับการถ่ายเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะ รวมไปถึงในแม่ที่มีเชื้อตอนตั้งครรภ์หรือให้นมลูกเองก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่ทารกได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่ำ มักมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อตัวนี้สูงกว่าคนทั่วไป

การวินิจฉัยโรค

สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคาดว่ามีเชื้อไซโตเมกะโลไวรัส แพทย์จะเจาะและเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำเพื่อหาเชื้อ ส่วนในเด็กแรกเกิดที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโดยกำเนิด แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจภายใน 1-3 สัปดาห์หลังคลอด การวินิจฉัยมักทำโดยนำตัวอย่างปัสสาวะไปเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเชื้อ และระบุชนิดของไวรัส

พบผื่นเป็นปื้นม่วงหรือแดงตามผิวหนังของทารก

การรักษา

โรคติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัสที่เป็นไม่มากไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา โรคจะค่อย ๆ หายได้ด้วยตัวเอง การรักษาจึงเป็นเพียงการควบคุมและลดปริมาณเชื้อภายในร่างกายเพื่อป้องกันอาการและภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น ซึ่งผู้ติดเชื้อที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสในการควบคุมเชื้อ

สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและทารกที่ติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการรักษานั้นขึ้นอยู่กับอาการที่พบ หากไม่มีการติดเชื้อที่รุนแรง แพทย์จะสั่งจ่ายยาไวรัสเพื่อควบคุมปริมาณเชื้อ จึงควรรับประทานอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของยาและเพื่อป้องกันการดื้อยา

ภาวะแทรกซ้อน

การติดเชื้อไซโตเมกะโลไวรัสอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เด็กทารกที่ได้รับเชื้อตั้งแต่ในครรภ์อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน ชัก กล้ามเนื้ออ่อนแรง การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อผิดปกติและมีปัญหาการใช้กล้ามเนื้อร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทารกแรกที่ติดเชื้ออาจไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนพวกนี้เสมอไป แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีในการลดความเสี่ยง

แม่ท้องยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มาก เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง

ป้องกันได้หรือไม่ ?

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันเชื้อนี้ แต่อาจลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ด้วยการรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อ การล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำยังคงเป็นการป้องกันที่ดี ดูแลความสะอาดของร่างกายรวมทั้งช่องปาก และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นอีกกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์ จึงควรดูแลตนเองให้มากเป็นพิเศษ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...