โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FolkCharm: เชื่อมโยงผู้คนด้วยเรื่องเล่าละมุนละไมของฝ้ายอินทรีย์

a day BULLETIN

อัพเดต 14 พ.ย. 2562 เวลา 05.52 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 00.13 น. • a day BULLETIN

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งของโลกขับเคลื่อนด้วยงานคราฟต์ งานที่ต้องอาศัยสองมือและแพสชันอย่างแรงกล้าของมนุษย์เท่านั้นถึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้มีชีวิตขึ้นมาได้ แต่แล้วงานฝีมือที่ทำขึ้นมาอย่างบรรจงก็พ่ายแพ้แก่เทคโนโลยี เพราะการสื่อสารที่ผิดพลาดและการเชื่อมต่อที่ไม่ติด ดังนั้น ‘ลูกแก้ว’ - ภัสสร์วี โคะดากะ แห่ง FolkCharm จึงลุกขึ้นมาสะบัดผ้าทอมือเพื่อปลดปล่อยคุณค่าและเรื่องราวดีๆ ให้ห่อหุ้มหัวใจของผู้คนอีกครั้ง

 

FolkCharm

สาเหตุใดที่ทำให้คุณมีจุดยืนเรื่องการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

        เกิดจากการตั้งคำถามอยู่สองสามเรื่อง เรื่องแรกคือเราเห็นว่าผู้ผลิตอย่างยายๆ ป้าๆ ตั้งใจมาขายของอย่างเดียว วิธีการพูดจึงเน้นให้ขายออกเป็นหลัก แต่ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของผ้าแต่ละผืน ไม่ได้อธิบายความยากง่าย หรือขั้นตอนการทำชิ้นงานให้ฟังมากนัก ไม่ได้พูดถึงความใส่ใจมากน้อยแค่ไหนระหว่างทำ คือพวกเขาไม่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองและชิ้นงานเลย กลับกลายเป็นว่าพวกเขาสื่อสารไม่เก่ง เรื่องราวที่เป็นหัวใจสำคัญกลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าต่อ ในขณะที่คนที่สื่อสารเรื่องเล่าพวกนี้ได้เก่งมากกลายเป็นคนกลาง เป็นบุคคลที่รู้จักอีกสังคมหนึ่ง ที่ไปรับซื้อผ้าจากชาวบ้านในราคาถูก แล้วมาสื่อสารให้กับผู้บริโภคใหม่ในราคาที่สูงขึ้น

        คำถามต่อมาจึงเกิดขึ้นว่าแล้วเงินไปไหน ทำไมชาวบ้านถึงได้รับค่าผลิตที่มีมูลค่าแค่นี้ คำถามต่อมาจึงเกิดขึ้นว่าแล้วเงินไปไหนทำไมชาวบ้านถึงได้รับค่าตอบแทนจากการสร้างงานที่มีมูลค่าแค่นี้ ต้นทุนที่แท้จริงถูกสะท้อนออกมาอย่างไร นั่นเป็นจุดที่ทำให้เราสนใจคำว่า Fair Trade หรือการค้าที่เป็นธรรม

        ท้ายสุดคือตัวชาวบ้านเองรับรู้มากน้อยแค่ไหนว่า ทุกครั้งที่ทอผ้าเมตรส่งขาย ปลายทางของผ้าที่ทอขึ้นมานั้นอยู่ที่ไหน คนกลางรับไปแล้วขายต่อราคาเท่าไหร่ ตัดเป็นเสื้อผ้าแล้วส่งเมืองนอกหรือเปล่า หน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่พวกเขาไม่มีโอกาสได้รับรู้เลย เราอยากให้ผู้บริโภครู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการที่กว่าจะได้เสื้อผ้ามาสักตัว เรื่องราวของชาวบ้านเป็นอย่างไร ส่วนผู้ผลิตเองก็รู้ทุกอย่างย้อนกลับมาด้วย นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เราอยากทำแบรนด์นี้ขึ้นมา

เมื่อคุณเห็นการสื่อสารที่ขาดช่วงแบบนั้นแล้ว คุณเริ่มต้นอย่างไร

        ด้วยความที่เราเรียนทางด้านพัฒนาชนบทและได้ทำงานวิจัยที่ต้องลงพื้นที่ บวกกับทำงานในองค์กรเพื่อสังคมอย่าง สสส. มาก่อน ทำให้เราเกิดแพสชันที่แรงกล้า อยากจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จนวันที่เราได้ไปเที่ยวที่จังหวัดเลย ได้เห็นกลุ่มทอผ้าที่อำเภอวังสะพุง ได้เห็นวิถีชีวิตเรียบง่ายแต่น่าสนใจ ได้ทำความรู้จักกับหัวหน้ากลุ่มผ้าทอ พูดคุยเกี่ยวกับการทอผ้าและความจริงเกี่ยวกับราคาซื้อขายผ้าทอมือ ก่อนที่จะมาเริ่มกลุ่มเล็กๆ กันเอง เพื่อทอผ้าให้กับแบรนด์ FolkCharm 

        ปัจจุบัน มีคนทำงานภายใต้แบรนด์เราทั้งหมดกว่า 30 คน จาก 4 หมู่บ้าน มีทั้งผู้สูงอายุและเริ่มมีเจเนอเรชันที่สองเข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน ทุกคนจะรู้ว่าปลายทางของผ้าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกครั้งที่เรากลับไป เราจะนำเสื้อผ้าชุดใหม่ไปให้พวกเขาดูเสมอ แล้วเล่าให้ฟังว่าลูกค้ามีความคิดเห็นอย่างไร เราขายในราคาเท่าไหร่ ซึ่งมีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องนำไปขายในราคาที่แพง ซึ่งเราได้อธิบายให้พวกเขาฟังหมดแล้ว

คุณอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างไร เพราะการทำความเข้าใจใหม่ๆ กับคนเฒ่าคนแก่บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

        เราให้ความสำคัญกับคำว่าการค้าที่เป็นธรรม ดังนั้น เราจึงให้ราคาค่าผ้ากับแม่ๆ ยายๆ ในราคาที่สูงกว่าปกติ เรียกว่า 55% กลับคืนสู่ชาวบ้านและชุมชน โดยตอนแรกๆ ที่เข้าไปก็ไปทำการสำรวจก่อน ด้วยการโยนคำถามประมาณว่า รู้มั้ยว่า เรามาทำงานนี้เพราะอะไร ซึ่งในที่ประชุมชาวบ้านก็ไม่มีใครตอบ อาจจะมีเสียงเล็กๆ ที่พูดออกมาว่า เพราะ FolkCharm ซื้อผ้าในราคาที่สูง เราเลยต้องอธิบายใหม่ผ่านหัวหน้ากลุ่ม เพราะเป็นคนที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็เกือบจะต้องคุยเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็กย่อยๆ ซึ่งเราจะเปิดโอกาสให้แม่ๆ คิดราคากลางร่วมกัน โดยจะอยู่ที่ 30-50% จากราคาขาย แต่ก็มีข้อกำหนดของการตั้งราคาคือสัดส่วนระยะเวลาการทำนานแค่ไหน ใช้ทักษะมากแค่ไหน เมื่อได้ราคาแล้ว เราจะเป็นคนที่ตัดสินใจเรตราคานั้นอีกที ซึ่งชาวบ้านก็ยอมรับได้ ดังนั้น ราคาผ้าในแต่ละล็อตจะไม่เท่ากัน

        นอกจากนี้เรายังอธิบายว่า อีก 45% ของราคาขายไปอยู่ที่ค่าวัตถุดิบ ค่าช่างตัดเย็บ ซึ่งเป็นช่างผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่บ้านที่ย่านบางกะปิ ค่าจัดการในส่วนของบริษัท FolkCharm และค่าว่าจ้างพนักงานที่สตูดิโอ กำไรที่ได้มาก็จะเป็นทุนหมุนเวียน ที่ทำให้แบรนด์และตัวเราอยู่ได้โดยไม่เป็นหนี้ ส่งผลให้ยังสามารถเดินหน้าแบรนด์ต่อได้ ชาวบ้านก็ยังคงมีรายได้จากการที่เรารับซื้อผ้าม้วนอย่างต่อเนื่องในทุกๆ เดือนเช่นกัน

 

FolkCharm
FolkCharm

คุณคิดแผนรับมืออย่างไรให้ผ้าที่รับซื้อมาไม่ถูกดองค้างไว้ในโกดังเก็บสินค้า

        เรามองว่าผ้าผืนยังไงก็ขายได้ ยังมีคนมากมายที่ต้องการซื้อผ้าฝ้ายเข็นมือธรรมชาติเพื่อนำไปพัฒนาต่ออีก เราไม่ได้อยากทำใหญ่โต ด้วยการรับซื้อผ้ามาเยอะๆ แล้วส่งไปให้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตให้ เราสบายใจกับการผลิตเสื้อผ้าขายเดือนละ 30-40 ชิ้นตามกำลังการผลิตของช่างตัดเย็บ แต่หากวันไหนที่เราไม่ไหว เราจะต้องคุยกับแม่ๆ ที่จังหวัดเลย โดยที่จะไม่ฝืนทำต่อด้วยการกู้เงินมาลงทุนใหม่แน่นอน

ระบบแบบไหนที่คุณใช้ในการดูแลชาวบ้านให้ทำงานอย่างเป็นระเบียบและมีคุณภาพ

        เราใช้พลังกลุ่มในการพูดเพื่อให้เขาทำงานให้ได้ดี โดยลักษณะการพูดของเราจะไม่ใช่แบบ Top Down เหมือนสั่งการ แต่จะเป็นการคุยกัน หากทางออกร่วมกัน คิดคำนวณด้วยกัน สร้างการรับรู้ร่วมกัน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าเรามาเอาเปรียบเขา ส่วนเรื่องคุณภาพ ช่วงแรกๆ ก็พังเหมือนกัน แถมเราไม่มีความรู้และทักษะทางด้านทอผ้าเลย เขาทอได้เท่าไหร่อย่างไรก็รับหมด ทำให้ในช่วงแรกๆ ของการทำแบรนด์ มีผ้าบางผืนตัดขายไม่ได้เลย แต่ด้วยความไม่รู้ เราก็เอาไปตัดขาย กลายเป็นเสื้อผ้าที่คุณภาพไม่ดี ตอนนั้นเราก็เสียลูกค้าไปเยอะ นั่นทำให้เรากลับมาสังเกตและใส่ใจมากขึ้น

        จนพบว่าในกระบวนการทอผ้าแบบเข็นมือจะมีจุดที่ต้องแก้เสมอ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของผ้าหรือการซ่อมผ้า ชนิดที่ว่าซ่อมกันเป็นตารางนิ้วทุกผืน ผืนละ 40 เมตร โดยช่วงแรกๆ ก็จะมีกลุ่มหลักที่รับหน้าที่ซ่อมผ้าจากคนทอผ้า ซ่อมกันทีเป็นวันๆ แล้วไม่ได้อะไรเลย เราจึงต้องมีการหักเงินเพื่อนำไปจ่ายให้กับคนซ่อมผ้า ต่อมาเราจึงตั้งคณะกรรมการตรวจผ้าขึ้น โดยมีเงินกองกลางจากหัวหน้ากลุ่มที่แบ่งเงินของตัวเองมาใส่ บวกกับเงินของเราด้วย เพื่อเอาไว้เป็นค่าดูแลคณะกรรมการตรวจผ้าและไว้ใช้จ่ายภายในกลุ่ม ซึ่งก็ทำให้เป็นระเบียบมากขึ้น

        อีกอย่างเราโชคดีที่มีหัวหน้ากลุ่มเข้มแข็งและละเอียดมาก เขาจะมีหน้าที่หลักในการดูแลบัญชีชาวบ้าน เช่น แม่คนนี้ส่งผ้ามาวันไหน จำนวนเท่าไหร่ ลายอะไร เป็นเงินกี่บาท โดยสุดท้ายแล้วบัญชีนี้จะกลายเป็นฐานข้อมูล พิมพ์ลงคอมพิวเตอร์เก็บไว้ เพื่อดูถึงรายได้ต่อเดือนของชาวบ้าน และกำลังการผลิตรายเดือนต่อไป

เมื่อชาวบ้านรับรู้และเข้าใจตรงกันกับคุณแล้ว คุณนำเรื่องราวของคนในชุมชนเล่าต่อให้กับผู้บริโภคด้วยวิธีใดบ้าง

        หลักๆ คือผ่านโซเซียลมีเดีย มีทั้งเฟซบุ๊กที่มักจะพิมพ์เรื่องราวเป็นภาษาไทยพร้อมภาพถ่ายประกอบ ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวบ้าน และความเป็นธรรมชาติในทุกๆ กระบวนการที่เป็นมิตรต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ (https://folkcharm.com) ที่เน้นย้ำความน่าเชื่อถือ อีกส่วนคือการออกร้าน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก เราได้เจอลูกค้า ได้เล่าให้ฟัง หลายคนกลายเป็นลูกค้าประจำที่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ เข้าใจว่าทำไมเราขายในราคาหลักพันแทบทุกชิ้น ทั้งๆ ที่ในเศรษฐกิจแบบนี้ การจะควักเงินเกินหนึ่งพันบาทในแต่ละที ต้องคิดเยอะกว่าเดิม

        นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงความน่าเชื่อถือในแบรนด์เล็กๆ อย่างเราที่ตั้งใจทำขึ้นมา เราก็ต้องสื่อสารผ่านแบรนด์เพื่อนๆ ที่ทำอยู่ทั่วประเทศ ตอนนี้เกิดเป็นเครือข่ายกลุ่มเล็กๆ ที่มีชื่อว่า VolksKraft เวลาออกตลาดพวกเราก็ไปช่วยๆ กัน ซึ่งพวกเราไม่ได้รวมกลุ่มเพื่อมาแย่งตลาดกัน 

        เชื่อมั้ยว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายิ่งรวมกัน ผู้บริโภคก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ รับฟังเรื่องราวจากหลากหลายภูมิภาค เข้าใจในกระบวนการออกแบบของแต่ละแบรนด์ที่เข้มข้นไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือความยุติธรรม ความโปร่งใสในทุกกระบวนการผลิต และผู้บริโภคสามารถรับรู้ต้นตอที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้อย่างตรงไปตรงมา

 

FolkCharm

นอกจาก FolkCharm เป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับชาวบ้านที่เมืองเลยแล้ว ยังมีเรื่องใดที่คุณต้องการให้ผู้คนรับรู้เพื่อเปลี่ยนทัศนคติต่อการบริโภคอีกบ้าง

        เรื่องของ fashion revolution เราไม่ได้มองว่าแฟชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จริงๆ แล้ว fast fashion ต่างหากคือสิ่งที่ไม่ดี คำถามคือคนเราต้องบริโภคเยอะขนาดนั้นจริงๆ หรือ หากเราซื้อของหนึ่งชิ้นแล้วมันดี มีคุณค่ากับเรา เราต้องเปลี่ยนบ่อยขนาดนั้นเลยหรือ เราแค่อยากให้ทุกคนที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ช่วยกันสร้างการรับรู้ว่าไม่ต้องซื้อเยอะเหมือนเดิมก็ได้ ยกตัวอย่าง หากซื้อเสื้อตัวละ 199 บาททุกสัปดาห์ หนึ่งเดือน ซื้อทั้งหมด 4 ตัว เป็นเงิน 796 บาท แล้วอาจใช้ครั้งเดียวทิ้ง คุณภาพการตัดเย็บไม่ดี เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซักไปก็เป็นไมโครพลาสติกลงทะเล มันคุ้มค่าหรือเปล่า ตรงนี้คือสิ่งที่เราพยายามกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าใจให้ได้

คำว่า ‘ยั่งยืน’ กดดันคุณในการทำงานบ้างไหม

        หากมันคือคำว่า ‘ยั่งยืน’ เรากลัวนะ เอาจริงๆ เรากลัวว่าจะไม่ยั่งยืน เรามองว่า ความยั่งยืนขึ้นกับบริบทในช่วงหนึ่ง เช่น หากวันหนึ่งเรามีลูก เราคิดว่า แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้จะต้องดรอปลงไปเยอะ เพราะเราต้องไปโฟกัสกับลูก แต่เพราะนี่ยังไม่มีลูก เราเลยใส่ทุกอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แล้วแปลคำว่า ‘ยั่งยืน’ ใหม่ ให้กลายเป็นคำว่า เราจะสื่อสารสิ่งที่เราทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิต รวมทั้งการรับรู้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ในอนาคต

ทราบมาว่าคุณจัดทริปเล็กๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสกับผู้ผลิตโดยตรงด้วย วิธีนี้ได้ผลอย่างไรบ้าง

        เราตั้งใจให้ผู้บริโภคไปสัมผัสกระบวนการทำฝ้ายและย้อมธรรมชาติผ่านกลุ่มคนทำของเรา และร่วมกับเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งโฮมสเตย์ เกิดเป็นทริปเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยเรื่องธรรมชาติและวิถีชีวิต เราเชื่อว่านี่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเป็นวิธีสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาได้ดีที่สุด จากนั้นผู้ร่วมทริปก็จะนำเรื่องราวที่เขาได้เรียนรู้และอินไปกับสิ่งเหล่านั้นไปปรับใช้กับตัวเองและบอกต่อผู้อื่นไปเรื่อยๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...