โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เฟมินิสต์กับการเรียกร้องที่ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่สิทธิสตรี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ธ.ค. 2563 เวลา 08.50 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 13.02 น.

ศิรินภา นรินทร์ : เรื่อง

การออกมาชุมนุมประท้วงของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องทางการเมืองอย่างเดียว หนึ่งในประเด็นที่เป็นที่พูดถึง คือ การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ และปัญหาการกดขี่ทางเพศในสังคมไทย โดยกลุ่ม “ผู้หญิงปลดแอก” ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “เฟมินิสต์ปลดแอก” คือกลุ่มหลักที่พูดถึงปัญหานี้

แม้ว่าสังคมไทยจะเริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับแนวคิดเฟมินิสม์ (feminism) มากขึ้น แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่เข้าใจและคิดว่าคนที่เป็นเฟมินิสต์ (feminist) มีเพียงผู้หญิงเท่านั้น และต้องเป็นกลุ่มผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย ต้องการจะมีอำนาจเหนือกว่า และเรียกร้องเฉพาะเรื่องสิทธิสตรี จนเกิดกระแสต่อต้านเฟมินิสต์ขึ้นมา

การต่อต้านกลุ่มเฟมินิสต์พบเห็นได้มากในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเล่นมุขตลกเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ และการล้อเลียนผู้ที่ออกมาเรียกร้อง ไปจนถึงสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของเฟมินิสต์ดูเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวของสังคม

ในโลกออนไลน์มีการเรียกกลุ่มเฟมินิสต์ว่า “เฟมทวิต” มาจากคำว่า feminism of twitter ซึ่งเป็นคำที่ใช้ล้อเลียนกลุ่มเฟมินิสต์ที่เคลื่อนไหวในทวิตเตอร์ โดยมองว่าสิ่งที่เรียกร้องนั้นมากเกินไป ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจริง หรือทำตามกระแส แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฟมทวิตยังคงใช้คำนี้ในการเรียกตัวเองเพื่อยืนยันจุดยืนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ

ปรากฏการณ์การต่อต้านเฟมินิสต์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นการต่อสู้ทางความคิดที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นกับทุกคน และกลุ่มที่ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจ

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จึงอยากจะชวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับเฟมินิสต์ แนวคิดเฟมินิสม์ และประเด็นการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย

 

กรอบแนวคิดชายเป็นใหญ่ แท้จริงแล้วกดขี่ทุกเพศ

ความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นผลมาจากกรอบแนวคิดปิตาธิปไตย (patriarchy) หรือระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นระบบที่แบ่งแยกบทบาทหน้าที่ระหว่างเพศมาช้านาน โดยที่เพศชายเป็นผู้กุมอำนาจในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการตัดสินใจต่าง ๆ ในขณะที่เพศหญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือสนองความใคร่ของผู้ชาย จะต้องเป็นไปตามแบบอย่างที่สังคมกำหนด ต้องทำงานบ้าน ดูแลสามี พูดเพราะ เรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิง

ระบบนี้ชายเป็นใหญ่ยังกดทับกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีเพศวิถีไม่ตรงกับเพศกำเนิดอย่างมาก อาจจะมากกว่าผู้หญิงด้วยซ้ำ คนกลุ่มนี้ถูกสังคมมองว่าผิดปกติ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้มีความสามารถสูง ๆ ไม่ได้หน้าตาดี ก็มักจะถูกมองเป็นตัวตลก คนกลุ่ม LGBTQ+ จึงต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักมากเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

นอกจากนั้น ระบบชายเป็นใหญ่ยังกดทับผู้ชายเอง ด้วยกรอบความคิดที่ว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง ต้องเป็นผู้นำ ห้ามแสดงความอ่อนแอออกมา ห้ามชอบสิ่งของที่อาจแสดงถึงความเป็นผู้หญิง หรือถ้าผู้ชายโดนลวนลามก็จะถูกมองเป็นเรื่องเล็กน้อย ฯลฯ

หากจะกล่าวว่าระบบชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมมานาน เป็นระบบที่กดขี่ทุกเพศ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริง ดังนั้น จึงมีการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิสตรี และสิทธิของคนเพศอื่น ๆ เกิดขึ้นมา เพื่อผลักดันให้สังคมเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมที่เท่าเทียมสำหรับทุกเพศ

 

เฟมินิสม์ จากแนวคิดเพื่อสตรี สู่ความเท่าเทียมของทุกคน

เฟมินิสม์ (feminism) หรือแนวคิดสตรีนิยม ความหมายตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษหมายถึง แนวคิดที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของเพศต่าง ๆ โดยผู้ที่นิยมแนวคิดนี้จะเรียกว่าตัวเองว่า เฟมินิสต์ (feminist) ซึ่งแนวคิดนี้ได้มีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ยุคแรกเรียกว่าเป็นคลื่นลูกที่หนึ่ง เริ่มต้นเมื่อปี 1845 ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิง เพื่อยกสถานะในสังคมของสตรีจากการเป็นพลเมืองชั้นสองให้มีความเท่าเทียมกับผู้ชาย

ต่อมาในช่วงคลื่นลูกที่สอง เริ่มในปี 1960 เน้นในเรื่องของการปลดปล่อยผู้หญิงให้เป็นอิสระ เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มค้นหาตัวเองและหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ ของสังคม

คลื่นลูกที่สาม เริ่มตั้งแต่ 1980 ถึงปัจจุบัน เป็นการหันกลับมาตั้งคำถามในเรื่องบทบาทของเพศ และไม่สร้างวาทกรรมความเป็นผู้หญิงจากคนผิวขาวและชนชั้นกลางในตะวันตกเท่านั้น แต่เน้นให้ความสำคัญกับความหลากหลายในสังคม เพศวิถี เชื้อชาติ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

ในปัจจุบันการเรียกร้องของกลุ่มเฟมินิสต์ ไม่ใช่เพื่อสิทธิของสตรีเท่านั้น รวมทั้งกลุ่มผู้เรียกร้องก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง จะเป็นผู้ชายหรือกลุ่ม LGBTQ+ ก็สามารถออกมาเรียกร้องในนามเฟมินิสต์ได้ เพราะแนวคิดเฟมินิสม์เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคม

เมื่อปี 2014 องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ได้รณรงค์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศขึ้น ในแคมเปญ “HeForShe” เป็นแคมเปญที่ให้ผู้ชายมีส่วนร่วมในการสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกเพศ โดยมี เอมมา วัตสัน (Emma Watson) เป็นทูตพิเศษของสหประชาชาติ หลังจากเปิดตัวแคมเปญมีผู้ชายจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 54,000 คน มีคนดัง ผู้บริหาร และบริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมมากมาย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมแคมเปญนี้รวมแล้วกว่า 2 ล้านคน บริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง Unilver ก็เข้าร่วมด้วย จากเดิมในปี 2014 ที่มีสัดส่วนผู้หญิงเป็นคณะกรรมการบริษัท 36% ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 45% ในปี 2018

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้หญิงนับแสนในประเทศอิรักเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธ การประท้วงนี้ลุกลามไปยังหลายเมือง

เหตุการณ์ลุกลามบานปลายเมื่อมีครูสอนศาสนาออกมาชี้ว่าให้มีการแยกชายหญิงในการประท้วงเพราะเพศสภาพที่ต่างกัน จึงเกิดการเรียกร้อง “หยุดการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง” “เลิกการแบ่งแยกเพศสภาพ” และ “เสรีภาพ การปฏิวัติ สตรีนิยม” รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์กับแฮชแท็กที่แปลเป็นภาษาไทยว่า #ลูกสาวของประเทศ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ในยุคนี้

การเคลื่อนไหวของกลุ่มเฟมินิสต์ ไม่เพียงแค่การออกมาชุมนุมประท้วง แต่ยังมีการเคลื่อนไหวต่อสู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดเป็นกระแสให้มีการออกมาขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในหลายประเทศกับแฮชแท็ก #youknowme #metoo #WhereIsMyName และ #เฟมทวิต ในประเทศไทย

 

การเรียกร้องของกลุ่มเฟมินิสต์ในไทย ไม่ใช่เพื่อเพศใดเพศหนึ่ง

ประเด็นในการเรียกร้องของกลุ่มเฟมินิสต์ไม่ว่าในประเทศไทยหรือทั่วโลกมีข้อเรียกร้องที่คล้ายกัน คือ เรีียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ต่อต้านคุกคามทางเพศ ต่อต้านการถูกข่มขืน เรียกร้องสิทธิ์การทำแท้งเสรี ต่อต้านการเหยียดเพศ เชื้อชาติ สีผิว เรียกร้องการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

ประเด็นที่เฟมินิสต์ในไทยเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทย อย่างเรื่องของการประกอบอาชีพที่แม้ว่าปัจจุบันจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่บางอาชีพยังไม่เปิดรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ บางอาชีพที่ผู้หญิงสามารถทำได้แต่กลับถูกมองว่ายังไม่มีความสามารถเท่าผู้ชาย ซึ่งเป็นความไม่เท่าเทียมที่ฝังรากลึก
ในสังคมมานาน

ปัญหาการคุกคามทางเพศก็มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นในทุกระดับสังคม ทั้งที่บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน สถานที่สาธารณะ หรือแม้แต่ในโลกออนไลน์ ซึ่งการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้น บ้างก็ถูกมองว่าเหยื่อไม่ระมัดระวังตัวเอง แต่งกายไม่มิดชิด หรือไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการคุกคามทางเพศ ทั้งที่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย จึงนำมาสู่การเรียกร้องประเด็นต่าง ๆ

การออกมาชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อต้องการทำลายโครงสร้างปิตาธิปไตย ที่กดทับคุณค่าของมนุษย์และกีดขวางการเข้าถึงทรัพยากรของคนจากอคติทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกเพศ และสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเฟมินิสต์ ซึ่งแท้จริงแล้วออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับทุกเพศ พร้อม ๆ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย

นอกจากการสนับสนุนข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการของคณะราษฎร 2563 แล้ว ยังสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่ม “เสรีเทยฺย์พลัส” 2 ข้อคือ 1.สังคมไทยจะต้องยกระดับมาตรฐานจริยธรรม โดยเฉพาะเรื่องเพศ และร่วมกันตรวจสอบเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในขบวนการประชาธิปไตย 2.ในการการจัดกิจกรรมชุมนุม เพศหญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศควรได้รับโอกาสนำเสนอเนื้อหาบนเวที เพื่อความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

ต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกมาเรียกร้องของกลุ่มเฟมินิสต์ในยุคหลังที่มาพร้อมข้อเรียกร้องที่หลากหลาย แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...