ภาวะแรงงานทาสของอุยกูร์ ในระบบเศรษฐกิจโลก
ชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง เผชิญกับการล่วงละเมิดสิทธิอันเป็นผลจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่ไม่ได้เหมือนหรือตามที่ต้องการของรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์หลายปี
โดยเมื่อปี 2019 ชาวอุยกูร์จำนวนราว 1.5 ล้านคนถูกส่งตัวไปยังค่ายปรับทัศนคติที่ถูกสร้างขึ้นหลายสิบแห่งทั่วมณฑลซินเจียง
ความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่นที่เข้ามาในซินเจียงกลายเป็นการจลาจลในช่วงหลายปี จนรัฐบาลจีนปักกิ่งต้องเข้าควบคุมแบบเบ็ดเสร็จเพื่อไม่ให้เกิดแรงต่อต้าน
นำไปสู่นโยบายและการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ ทั้งการทำลายมัสยิด การจำกัดสิทธิเสรีภาพและการบังคับให้ปรับทัศนคติ ความคิดให้เป็นแบบเดียวกับรัฐบาลจีน
แต่ประเด็นล่าสุดที่มีการพบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิชาวอุยกูร์คือ พวกเขาถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานในแบบที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกปกติ
เรื่องสิทธิแรงงานเป็นสิ่งที่หลายประเทศหรือแม้แต่ประเทศไทยต่างต่อสู้เพื่อให้ได้งานที่ให้ค่าตอบแทนที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือสภาพการจ้างที่ปลอดภัยและมั่นคง
แต่ชาวอุยกูร์อาจเลวร้ายกว่าเพราะพวกเขาแทบไม่สามารถส่งเสียงกับเรื่องพวกนี้ได้
พวกเขาถูกเปลี่ยนสภาพเป็นแรงงานราคาถูกตามบริษัทต่างๆ ในจีน ถูกบังคับให้อยู่ในโรงงานผลิตสินค้าป้อนเข้าตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก
โดยหลายชิ้นที่ถูกวางตามร้านแบรนด์ชื่อดัง อาจถูกผลิตขึ้นจากสองมือของแรงงานทาสจากซินเจียงก็เป็นได้
สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (เอเอสพีไอ) คลังสมองด้านความมั่นคงรัฐและการระหว่างประเทศชื่อดังของออสเตรเลีย ได้เผยรายงานเมื่อมีนาคมที่ผ่านมาในชื่อ Uighurs for sale (ชาวอุยกูร์มีไว้ขาย) ซึ่งเผยหลักฐานที่แสดงถึงความอื้อฉาวต่อการบังคับใช้แรงงานที่ไม่เพียงตำหนิการกระทำของรัฐบาลจีน แต่ยังตั้งคำถามไปถึงแบรนด์เนมชื่อดังหลายแห่งที่อาจพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย
รายงานระบุว่า ค่ายปรับทัศนคติที่ทางการจีนเรียกชื่อว่า ศูนย์การศึกษาที่ตั้งตามนโยบายให้การศึกษาใหม่ ชาวอุยกูร์ที่ทางการจีนอ้างว่านำมาเรียนรู้และฝึกอาชีพนี้ได้สำเร็จการศึกษาและถูกส่งตัวไปยังโรงงานหลายแห่ง
ไม่ใช่แค่ในซินเจียง แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ยังถูกทางการจีนส่งตัวไปตามโรงงานอีกหลายมณฑล ซึ่งในจำนวนนี้อาจเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้แบรนด์เนมเบอร์ต้นๆ ระดับโลกด้วย
โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2017-2019 มีการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ราว 80,000 คน ถูกส่งไปตามโรงงานนอกมณฑลซินเจียงผ่านโครงการภายใต้นโยบายของรัฐบาลปักกิ่งที่ถูกเรียกว่า “นโยบายช่วยเหลือซินเจียง” (Xinjiang Aid)
ไปเป็นแรงงานผลิตสินค้าหลายรูปแบบไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและยานยนต์ ทำให้ในรายงานดังกล่าว มีการระบุชื่อบริษัททั้งจีนและต่างชาติถึง 82 แห่งว่าได้ประโยชน์ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์
ภายใต้ระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน เป็นปกติที่แบรนด์ของประเทศหนึ่ง จะเลือกใช้โรงงานและแรงงานจากอีกประเทศเพื่อลดต้นทุน เป็นฐานการผลิตสินค้าป้อนเข้าตลาดโลก
แต่การออกมาเปิดโปงของเอเอสพีไอ เรียกว่าพาดพิงครอบคลุมตั้งแต่เจ้าของเสื้อผ้าชื่อดัง อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซระดับโลก
หลายบริษัทต่างออกมาชี้แจงกันจ้าละหวั่น โดยหลายแห่งต่างยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานที่ถูกรายงานว่าบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์
หรือบางแห่งประกาศขอสืบสวนหาความจริงกับโรงงานคู่สัญญาว่ามีการละเมิดหลักการสากลองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอหรือไม่
โดยที่พร้อมทำตามข้อเสนอแนะของเอเอสพีไอ ซึ่งเอเอสพีไอมีข้อเสนอให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจโลกในการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชน
นับตั้งแต่รายงานของเอเอสพีไอถูกเผยแพร่ตั้งแต่มีนาคมจนถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลายบริษัททั้งในแถบอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นต่างออกมาตอบสนองในหลายรูปแบบ
ตั้งแต่คำชี้แจงยืนยันที่ไม่มีการว่าจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมายสากล หรือบางแห่งยกเลิกสัญญากับโรงงานที่ถูกระบุในรายงานนี้ไป และมีการทำคู่มือสำหรับนักลงทุนในการระบุตัวตนเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้แรงงานบังคับจากมณฑลซินเจียง
แต่สำหรับรัฐบาลจีน ก็ออกมาตอบโต้รายงานชิ้นนี้ว่าเป็นข้อกล่าวหาอันเลื่อนลอยและเป็นแผนสมรู้ร่วมคิดของชาติตะวันตกในการต่อต้านจีน
ทั้งที่จีนมีความปรารถนาดีในการรักษาความสงบและสกัดกั้นการเผยแพร่ความคิดสุดโต่งที่นำไปสู่การก่อการร้ายในซินเจียง สร้างพลเมืองที่เคารพกฎหมาย ทำงานหนักและมีความรักชาติแบบฉบับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ทั้งนี้ กฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานนั้น มีอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ.1930 ที่ออกมาเพื่อยุติการใช้แรงงานบังคับในทุกรูปแบบ โดยมีประเทศภาคีสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศให้สัตยาบัน 178 ประเทศ ยกเว้น อัฟกานิสถาน บรูไน จีน หมู่เกาะมาร์แชล ปาเลา เกาหลีใต้ ตองก้า ตูวาลูและสหรัฐอเมริกา
และยังมีพิธีสารประกอบอนุสัญญาปี 2014 ที่บังคับให้รัฐภาคีต้องให้ความคุ้มครองและการเยียวยาที่เหมาะสมรวมถึงการให้ค่าชดเชยแก่เหยื่อที่ถูกบังคับใช้แรงงานและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รัฐภาคีต้องพัฒนานโยบายและแผนปฏิบัติระดับชาติเพื่อปราบปรามการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน