โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เราควรกลับไปคุยกับคนที่เป็น Toxic ในชีวิตเรามั้ย ? - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 19.09 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

เราต่างเคยมีประสบการณ์การเป็นหมาให้กับเพื่อนกันมาแล้วทั้งนั้น

เรา-ผู้ซึ่งทำตัวเป็นเพื่อนรักเพื่อน เพื่อนช่วยเพื่อนปกป้องเพื่อนจากรักที่พังทลาย

เออ ช่างมันเถอะ ปล่อยมันไป คนแบบนี้เออ กูรู้ กูเข้าใจ

อีกวัน เพื่อนไลน์มาบอก มึงกูดีกับมันแล้วนะเราก็ได้แต่ตอบกลับไปว่า-โฮ่งๆกลายร่างเปนหมา แบบที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ

สามวันต่อมามึง มันนอกใจกูอีกแล้ว ทำไมวะ ทำไมมันต้องทำแบบนี้กับกูด้วยกูไม่เอาแล้วรอบนี้

ส่วนผมก็ได้แต่ อืมๆ เออๆ ใจเย็นๆแล้วก็เล็มขน กำจัดหมัดบนตัวเองไประหว่างกรอกตาคุยกับเพื่อน

ทำไมเราถึงอยากกลับไปหา ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามันคือ Toxic relationship

เท่าที่ผมเคยหาข้อมูล และสังเกตจากตัวเองมันมีทั้งเหตุผลที่ทำไมเราถึงกลับไปและเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรกลับไป

เอาเป็นว่าเรามาพูดถึงกันก่อนว่าทำไมเราถึงยังกลับไปหา ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันแย่ขนาดนั้นนนน

มองจากมุมคนที่สามเนี่ย มันมองออกง่ายมากเลยนะครับเวลาเห็นคู่ไหนอยู่ในความสัมพันธ์ที่มันไม่ดีแต่มองจากมุมคนที่วนเวียนอยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินออกมา

ถ้ามองในมุมของพฤติกรรมของคนที่มีความสัมพันธ์กันมาการที่จะหยุดกิจกรรมหรือหยุดความสัมพันธ์ที่มีการทำนั่นนู่นนี่กันมานานเป็นเรื่องยากที่จะมานั่งหักดิบกันดื้อๆแต่ไอ้ความสัมพันธ์ที่มัน Toxic เนี่ยมันก็มีความง่ายมีความสะดวกสบายเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้คนที่วนอยู่ในนั้น ไม่กล้าที่จะทิ้งความสบายตัวสบายใจกับอะไรบางอย่างเหล่านั้นไปโดยแลกกับความทุกข์ ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นแทบทุกๆ วินาทีอีก

บางคนเจ็บจนชิน เจ็บจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เลยยอมให้ตัวเองยังอยู่ในนั้นซึ่งเคยอ่านหนังสือเจอว่า บางคนที่เสพติดความเจ็บปวดทั้งอาจจะทางกายหรือทางใจแบบนี้อาจมีผลมาตั้งแต่วัยเด็ก อาจมีการถูกทำร้าย หรือมีอะไรเกี่ยวข้องกับความรุนแรงมาก่อน

แต่มันมีอย่างหนึ่งที่ทำให้ผม หรือคุณในบางครั้งตาบอดไปช่วงขณะเมื่อจับได้ว่า ความสัมพันธ์ที่เจออยู่ มันเริ่มเน่าเฟะนั่นก็คือ เราบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวเค้าก็ปรับปรุง เดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนแปลงเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ให้โอกาสเขาหน่อยนั่นหมายความว่า เรากำลังให้โอกาสเขา ในการที่จะมาทำร้ายจิตใจเราอีกครั้งซึ่งจริงอยู่ คนเราสามารถเปลียนแปลงกันได้แต่คนส่วนใหญ่มักไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะชนะใจตัวเองเพื่อการเปลี่ยน

เช่นเดียวกับตัวเราเองที่ยังเปลี่ยนตัวเองให้ออกจากความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้สักที

อีกสาเหตุที่เรามักเลือกที่จะอยู่กับความสัมพันธ์แบบนี้เพราะว่ามัน ง่าย

การเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครใหม่ เป็นเรื่องที่ใช้พลังงานใช้เวลา ใช้เงินอยู่เหมือนกันนะครับเรียกว่า เหนื่อยเลยแหละ เวลาที่ต้องทำความรู้จักกับใครสักคน

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า เวลา ความรู้สึก หรือเงินที่เสียไปจะทำให้เราต้องกลับมาเจ็บแบบเดิมอีกรึเปล่า

ความกลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวว่าจะไม่มีใครรักแบบคนเก่ารวมถึงความรู้สึกที่ว่า จะไปเริ่มทำความรู้จักใครใหม่ทำไมในเมื่อแฟนเก่าก็เข้าใจเราดีเหลือเกิน

เค้าคือคนที่เข้าใจเราทุกอย่างแค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าต้องการอะไร

มันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะกลับไปหาอะไรแบบเดิมยิ่งถ้าเราติดป้ายยาตัวเองว่าเรากลัวการเริ่มต้นใหม่เรายังไม่กล้าพอที่จะออกไปอะไรที่ง่ายกับความรู้สึกตอนนี้ เราก็อยากกลับไปอยู่ด้วย

แถมยิ่งเราเจ็บเท่าไหร่เรายิ่งจำแต่เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นใจที่อยากจะอยู่ ก็ไม่เคยจำเรื่องแย่ๆ ที่มันทำให้ช้ำขนเอาเรื่องดีๆ มาย้อมใจว่า เค้าดีอย่างนั้น เค้าเก่งอย่างนี้

ทั้งๆ ที่ การจดจำเรื่องราวที่เค้าทำไม่ดีกับเราไว้ทำให้เราเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้นได้ดีกว่าอีก

อย่างสุดท้ายที่ทำให้เรากลับไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นกลับไปเติมไฟ เติมฟืน กลับไปเป็นหนูปั่นวงล้อคือเราคาดหวังว่า สุดท้ายแล้ว เค้าจะมอบสิ่งที่เราต้องการกลับมาให้ทั้งๆ ที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่า ยังไงก็ไม่มีวันได้มาอยู่ดี

เอาละ ไหนๆ ก็รู้แล้วว่าทำไมเราถึงกลับไปทีนี้มามองย้อนกลับกันบ้างว่าแล้วทำไมเราถึงไม่ควรกลับไป

1.อย่างแรกเลยนะเค้าไม่เปลี่ยนไปหรอก

ไม่ต้องเชื่อผมแต่ผมเชื่อนะครับว่า คุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่าเค้าขอโทษ เค้าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีกซึ่ง คนพูด พูดจากการทำผิดเป็นครั้งที่สาม

เราคิดว่ายังไงเค้าจะเปลี่ยนได้จริงๆ ใช่ไหมนี่เราเกิดมาเป็นพระแม่อะไรสักอย่างที่ต้องมาบำเพ็ญบุญโดยการให้อภัยคนไม่จบสิ้นหรอ

เลิกให้โอกาสใครสักคนถ้ารู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายแล้วก็จะโดนทำร้ายกลับมาอีก

ถ้าเขาดีจริง ถ้าเขาแคร์เราเขาไม่ทำแบบนั้น แบบที่ทำให้เรารู้สึกแย่แบบที่ทำให้เราจะบ้าตายแบบนี้หรอก

ถ้าเค้านึกถึงเราจริงมันจะไม่มีเรื่องแย่ๆ แบบนั้นเกิดขึ้น

2.คุณกำลังจะสูญเสียเวลาที่มีค่าหลังจากนี้ไป

คุณไม่เสียดายเวลาที่กำลังจะทำให้เรามีสิ่งดีๆ หลังจากนี้เลยหรอทำไมถึงยังอยากกลับไปร้องไห้อยากกลับไปตบตีกับคนที่ไม่ได้อยากมีคุณอยู่ในชีวิตจริงๆ

ทำไมไม่เอาเวลาที่เหลือต่อจากนี้ทำให้ตัวเองมีค่ามากขึ้นมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นไม่ต้องเพื่อที่จะเอาไว้เจอคนใหม่นะแต่แค่เอาเวลามาทำให้ชีวิตใหม่กับตัวเองผมว่าแค่นี้มันก็คุ้มกว่าแล้วนะ

3.ความเชื่อมันไม่มีเหลืออยู่แล้ว

ถึงคุณกลับไป คุณก็จะกลับไปด้วยความหวาดระแวงคุณจะอยากเช็คมือถือเขาตลอดทุกกิจวัตรที่เขาทำ คุณจะคิดไปต่างๆ นานาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคุณจะเริ่มคุ้ยเขี่ย และอ้างว่า ที่ต้องทำอย่างนั้น ก็เพราะแกนั่นแหละถ้ามันเกิดขึ้นอีกละ จะทำยังไง

ถามจริง อยากกลับไปเป็นอินั่น จริงๆ หรอไม่หงุดหงิดเวลาเห็นตัวเองเป็นแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม

สุดท้าย 4.มันไม่มีอะไรเหมือนเดิม

ผมไม่ได้บอกว่า คนเราเปลี่ยนไม่ได้หนังสือที่เขียนตอนจบไว้ยังไงก็จบแบบนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือการนั่งอ่านมันซ้ำแล้วซึมซับเรื่องราวระหว่างบรรทัดให้ได้เข้าใจมากขึ้น

แต่ถ้าใครสักคนเปลี่ยนแปลงได้ นั่นเป็นเรื่องดีแต่การที่จะยอมเสี่ยงเพื่อที่จะให้โอกาสใครสักคนเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกจากที่เคยขอว่าจะเปลี่ยนมาหลายครั้งแล้วนั่นควรค่าแก่การรอแล้วจริงๆ ใช่มั้ย

ไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าเราจะเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ใครในนั้นทำให้ชีวิตเราไม่ได้ดีขึ้นชีวิตไม่ได้มีแค่ความรักมันยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่เราต้องให้ความสำคัญและที่มันสำคัญที่สุดก็คือร่างกายและจิตใจเราเอง

คุณเดินทางมาถึงจุดที่คุณสามารถเปลี่ยนเส้นทางในการใช้ชีวิตต่อได้แล้วก็อยู่ที่ว่าคุณจะเปลี่ยนเส้นทางไปหาใครสักคนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือจะเลือกวนกลับไปวนเวียนกับเรื่องราวเดิมๆ แบบที่ไม่รู้ถึงวันสิ้นสุด

ก็สุดแล้วแต่คุณ

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ https://www.facebook.com/sleepydiary ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...