โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

5 ปี กม.ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่คืบ ยังไร้องค์กรจัดเก็บ-ติดปัญหาเงินกองทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2563 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 11.00 น.

ยังไม่ตกผลึก พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ค้างต่อลากไปกลางปี 2564 กรมควบคุมมลพิษติงการตั้ง “องค์กรกลาง-กองทุน” ไม่มีกฎหมายรองรับ ชูโมเดลเยอรมันเก็บค่ากำจัดซากทันทีจ่ายตอนซื้อสินค้าให้ผู้ผลิตและผู้บริโภครับผิดชอบร่วมกัน

นายอุดม เสถียรภาพงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถึงความคืบหน้าในการยกร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 5 ปี เพื่อให้มีกฎหมายสำหรับดูแลเรื่องการจัดเก็บและกำจัด

ซากเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็นสถานที่กำจัดเศษซากไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากการนำเข้าต่างประเทศจำนวนมาก และกลายเป็นปัญหาทำให้สารอันตราย รวมถึงโลหะหนักที่ถูกนำไปทิ้งปะปนขยะทั่วไปเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยในร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 5 ประเภท ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์/โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ ตู้เย็น และได้ประชาพิจารณ์เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาปี 2561 เข้าสู่การพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว แต่ได้ส่งกลับมาให้ปรับแก้เพิ่มเติม ซึ่งทาง ส.อ.ท.แก้ไขในประเด็นการตั้งองค์กรกลาง และกองทุนโดยได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทั่งเมื่อเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมาได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ไปยัง คพ.เพื่อร่วมกันแก้ไขปรับแก้จากร่างฉบับเดิม 34 มาตรา โดยเฉพาะเรื่ององค์กรกลางและกองทุน ซึ่งได้เห็นชอบในหลักการ แต่ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาทาง คพ.ไม่รับข้อเสนอและมีข้อชี้แจงกลับมาว่า ตามที่ภาคเอกชนได้เสนอปรับแก้และเพิ่มเติมมานั้นยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะไม่มีกฎหมายใดรองรับร่าง ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.น่าจะเสร็จกลางปี 2564 จากเดิมที่จะมีกำหนดเสร็จปี 2563 นี้

ประเด็นเรื่องการตั้งองค์กรกลางในการดูแลการกำจัดซากนั้น ทางกรมแจ้งว่ามีผู้นำเข้าจำนวนมาก ปัจจุบันผู้ผลิตต่างคนต่างทำไม่ต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนนี้ก็ต้องมีกฎหมายรองรับ สำหรับองค์กรกลางจะเป็นทีมบริหารมืออาชีพที่ชำนาญในเรื่องของระบบบัญชี ไอที การประมวลผล ที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการข้อมูล เงิน จัดเก็บข้อมูลที่ป้อนเข้ามาจากศูนย์รับซากของแต่ละจังหวัด โรงถอดแยกชื่ออะไร อยู่ที่ไหน วิเคราะห์ชิ้นส่วนที่ถูกถอดแยกออกมาเป็นประเภทที่รีไซเคิลได้กี่กิโลกรัม ส่งโรงรีไซเคิลที่ไหน ซากที่เหลือมีกี่กิโลกรัม ส่งกำจัดที่ไหน ราคาเท่าไร ซึ่งตามกระบวนการจะทำให้เรารู้ตั้งแต่ศูนย์รับซากโรงถอดแยกถึงโรงกำจัดที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ควบคุมอยู่

ส่วนการตั้งกองทุนซึ่งตามร่างเดิมกำหนดว่าจะหักเงินจากเอกชน เพื่อนำมาใช้เป็นค่าบริหารจัดการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของศูนย์รับคืนซาก สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเรื่องการนำกลับมาใช้ใหม่และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนรูปแบบการบริหารจัดการ “จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับ” แม้จะมีการเสนอให้ตั้งกองทุนจากรัฐโดยการกู้ยืมและทยอยคืนในอีก 1-2 ปี แต่คณะทำงานพิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม และยังมีข้อถกเถียงเรื่องของระบบบริหารจะต้องใช้รูปแบบคล้ายระบบเคลียริ่งเช็ก หรือ clearing house ของสถาบันการเงิน ไม่ใช่วิธีเบิกจ่าย

“ปัญหาใหญ่คือเรื่ององค์กรกลางและกองทุน กฤษฎีกาหาทางออกไม่ได้เพราะต้องมีกฎหมายขึ้นมารองรับถึงจะตั้งได้ ซึ่งเรามองว่าอย่างที่เยอรมันเขาใช้องค์กรกลางทำหน้าที่แทนเอกชนทั้งหมด จากนั้นเอากองทุนที่หักเก็บจากเอกชนมาใช้ร่วมกัน นำเงินมาจ่ายในการกำจัดซาก โดยมีกฎหมายเรื่องการจ่ายเงินมาควบคุม”

และถึงแม้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะยังไม่ตกผลึก แต่ได้มีการหารือถึงแนวทางการจัดเก็บเงินค่ากำจัดซากไว้แล้วเบื้องต้น ตัวอย่างในต่างประเทศจะเก็บค่ากำจัดซากบวกรวมไว้กับค่าผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็น ราคา 1,000 บาท บวกค่ากำจัดซาก 500 บาท รวมราคาตู้เย็นที่ผู้บริโภคต้องจ่ายทันทีตอนซื้อสินค้าคือ 1,500 บาท นี่เป็นโมเดลแรกที่ในหลายประเทศทำกัน ส่วนโมเดลที่ 2 ราคาตู้เย็น

1,000 บาท กำหนดค่ากำจัดซากไว้ที่ 500 บาท โดยผู้บริโภคจะจ่ายค่าสินค้า 1,000 บาท บวกค่ากำจัดซากก่อน 100 บาท โดยมีคูปองแปะไว้ที่ตัวสินค้า และเมื่อเกิดซากขึ้น (ประมาณการระยะเวลาการใช้งานต่อผลิตภัณฑ์ 5-10 ปี) ผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่ากำจัดซากเพิ่มอีก 400 บาท หรือโมเดลที่ 3 ราคาตู้เย็น 1,000 บาท ถอดแยกชิ้นส่วน

ออกมาสามารถรีไซเคิลได้ 700 บาท หักเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายไปแล้วส่วนของค่ากำจัดซากที่เหลือคือผู้นำเข้ารับผิดชอบ 300 บาท โดยผู้บริโภคจะร่วมรับผิดชอบ 100 บาท เป็นต้น ซึ่งในบางประเทศจะไม่แจ้งว่ามีส่วนที่ผู้บริโภคต้องร่วมรับผิดชอบจากการกำจัดซากด้วย โดยจะเป็นการบวกไปในราคาสินค้าโดยปริยายที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายแพงขึ้น แม้จะเป็นภาระแต่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ 5 ประเภท ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์/โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ ตู้เย็น สามารถใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนที่มีค่าอย่างทองแดงได้ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือ ซาเล้ง ผู้รับซื้อของเก่า ส่วนชิ้นส่วนซากที่เหลืออย่างพลาสติก แก้ว ยาง จะถูกนำส่งไปกำจัดยังโรงกำจัดขยะ หรือใช้วิธีฝังกลบในบ่อขยะ เผา ซึ่งทำให้เกิดมลพิษต่อชุมชน

“ปัญหาอีกอย่างคือ ซากอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจะมาถึงโรงกำจัดซากหรือไม่ เพราะตอนนี้ซากดังกล่าวถูกไปกำจัดถูกวิธีเพียง 1-2% เท่านั้น เราจะต้องทำให้แน่ใจว่าเงินที่ผู้บริโภคจ่ายไปแล้วเป็นค่ากำจัดซาก แล้วซากจะไปกำจัดถูกต้อง ดังนั้น รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม มีกลไกเข้ามาช่วยควบคุมดูแล การขนส่ง การกำจัดให้เข้ม ต้องมีบทลงโทษเพราะกฎหมายตัวนี้หัวใจ

สำคัญมันมีว่า ผู้ผลิตต้องร่วมรับผิดชอบ ผู้บริโภคต้องจ่าย หากไม่ทำทั้งหมดก็ผิด”

สำหรับบทลงโทษมีการแก้ไขให้รุนแรงขึ้น ทั้งยังกำหนดให้เป็นโทษอาญา มีอัตราค่าปรับที่สูงขึ้น จากร่างเดิมที่กำหนดไว้ 100,000-200,000 บาท ปรับขึ้นเป็นสูงสุด 500,000 บาท จำคุกอีก 2 ปีด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...