โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยพร้อมหรือยัง ? เปลี่ยนหลังคาบ้านให้ทำเงินด้วย Solar Rooftop

Techsauce

เผยแพร่ 11 ก.ค. 2562 เวลา 04.53 น. • Techsauce

Solar Rooftop ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา เป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งภาครัฐเองก็เปิดกว้างในการซื้อขายไฟฟ้าเสรีมากขึ้น  อีกทั้งภาคเอกชนหลายรายก็ปรับตัวหันมาเป็นผู้เล่นในธุรกิจ Solar Cell ให้เข้าถึงภาคประชาชนเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคือ บมจ.กันกุล เอ็นจีเนียริ่ง  หลังจากที่ก้าวมาสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าไม่นานก็ได้ผุดธุรกิจใหม่ขึ้นมา เพื่อเติมเต็มช่องว่างของธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งจะอยู่ภายใต้การนำของคลื่นลูกใหม่อย่าง ‘นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์’กำลังหลักในการขับเคลื่อนโครงการ GRoof Smart Living by Gunkul

Solar-Rooftop-Groof

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชนหันมาให้ความสนใจและผลักดันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่ถือเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและมีใช้ไม่จำกัด  อีกทั้งเพื่อเป็นการลดต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าและเป็นการลดปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมไปในตัวด้วย ส่งผลทำให้มีบริษัทเอกชนหลายรายหันมาประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้ามากขึ้น

หนึ่งในผู้เล่นที่ก้าวเขามาสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็คือ บมจ. กันกุล เอ็นจิเนียร์ริ่ง ที่มองเห็นโอกาสในการเติบโต และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีค่อนข้างสูง โดยเริ่มต้นจากการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับภาครัฐบาล และในปัจจุบันก็ได้มีการกระจายความเสี่ยง 

โดยการทำโครงการ GRoof Smart Living by Gunkul  ซึ่งเป็นการทำ Solar Rooftop ติดตั้งตามบ้านและโรงงาน เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าที่เป็นภาคเอกชนและให้เข้าถึงรายย่อยมากขึ้น ภายใต้การขับเคลื่อนของ ‘นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์’ ทายาทของ ‘กันกุล ดำรงปิยวุฒิ์’ ผู้ก่อตั้ง และประธานกรรมการบริษัท เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายมากมายที่เข้าในอุตสาหกรรมพลังงาน

Solar-Rooftop-Groof

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Solar Rooftop

นฤชล เล่าถึงการเริ่มต้นเข้ามาในธุรกิจพลังงานทดแทนว่า ตั้งแต่ตอนเด็กในทุก ๆ ปิดเทอมคุณพ่อได้ชวนมานั่งทำงานที่บริษัทมาโดยตลอด ดังนั้นมันก็เหมือนถูกกำหนดไว้ว่า เมื่อโตขึ้นก็ต้องกลับมาทำ จนกระทั่งได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก็ได้เข้าไปทำงานเป็น Investment Banker ที่บริษัทหลักทรัพย์ข้างนอกก่อน แล้วจึงจะเข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัว

ซึ่งตอนที่ตัดสินใจเข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ถือเป็นช่วงที่ Renewable Energy กำลังเฟื่องฟูพอดี เลยรู้สึกว่าเป็นจุดที่น่าสนใจที่จะเข้ามาทำด้วย ก็ได้เริ่มเข้ามาช่วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการ โดยได้ใช้ความรู้จากการที่ไปทำงานข้างนอกมาก่อนให้เป็นประโยชน์ ซึ่งตอนนั้นกันกุลอยู่ระหว่างซื้อโครงการพลังงานลม เริ่มไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น และเริ่มทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา

การไปทำงานที่อื่นก่อนนั้น ถือว่าเป็นการหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเราเรียนจบด้านFinanceมา ก็อยากที่จะไปเรียนรู้ประสบการณ์ด้านนอกก่อนว่า Deal ที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ในการควบรวมกิจการ หรือ ซื้อโครงการต่างๆ มันทำอย่างไร และเราก็สามารถนำความรู้ตรงนั้นนำมาใช้ที่บริษัทได้

สำหรับการเข้ามาทำงานในกันกุล ปัจจุบันก็ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซึ่งได้ดูแลในส่วนของการลงทุนต่าง ๆ ของบริษัท หลังจากนั้นก็ได้มาเริ่มต้นดูแลโครงการ GRoof Smart Living by Gunkul ซึ่งเป็นการทำ Solar Rooftop ที่สามารถติดตั้งให้ภาคครัวเรือนไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมได้ 

และถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นเพื่อเข้าถึงตลาด Retail ให้ได้มากขึ้น โดยเป็นการตั้งบริษัทย่อยขึ้นมา เพื่อทำเป็น Sub-Brand เจาะกลุ่มที่พักอาศัยและกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งจะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น  โดยที่ผ่านมากันกุลเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ B2G (Business to Government) โดยการซื้อขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐบาลมาโดยตลอด

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว 

จากการที่กันกุลหันมารุกในการทำ Solar Cell ให้เข้าถึงตลาด Retail มากขึ้นนั้น ถือเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานลูกค้าที่เป็นภาครัฐเพียงอย่างเดียว ประกอบกับในอนาคตมองว่าธุรกิจไฟฟ้ามันน่าจะคล้าย ๆ ธุรกิจสื่อที่มันเลี่ยนแปลงไป จากปัจจุบันนี้เราเป็นคนที่ซื้อไฟอย่างเดียว เหมือนแต่ก่อนเราก็เสพย์ข่าวอย่างเดียวทางโทรทัศน์ 

ต่อไปคนก็จะมี Activity มากขึ้นเพราะว่า เมื่อ Solar สามารถจำหน่ายไฟให้เราได้โดยตรง ดังนั้นเราก็จะสามารถผลิต ควบคุมระบบ บริหารจัดการเอง รวมถึงสามารถขายไฟให้เพื่อนบ้านได้อีกด้วย โดยผู้บริโภคสร้าง Sharing Economy กันเองได้ ดังนั้นจะส่งผลให้บทบาทของทางภาครัฐบาล หรือ องค์กรขนาดใหญ่ ลดน้อยลง 

ฉะนั้น การเข้าถึงฐานลูกค้าที่เป็นรายย่อย จึงไม่ได้ต้องการที่จะทำแค่แผงโซลาร์ที่นำไปติดตั้งตามสถานที่ต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว แต่จะรวมไปถึงการทำให้ผู้บริโภคสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าเองได้ (Energy Management) ด้วย โดยผู้บริโภคมีการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวัน แต่ก็ไม่ทราบว่าใช้ไปเท่าไหร่ เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนที่กินไฟมากที่สุด จากปัญหาตรงนี้ทำให้กันกุลพัฒนาระบบการจัดการที่นอกเหนือไปจากการติดตั้ง ทำให้ผู้บริโภครู้ว่าแต่ละวันต้องใช้ไฟอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดไฟมากที่สุด และเหลือนำไปขายให้กับเพื่อนบ้านได้ 

Solar-Rooftop-GRoof

ระบบการทำงานของ Solar Rooftop 

สำหรับการติดตั้งแผง Solar ตามครัวเรือน จะมีกระบวนการทำงานที่ไม่ซับซ้อน โดยเริ่มต้นจากการที่แสงอาทิตย์ตกลงมากระทบแผงโซลาร์แล้วก็จะผ่านอินเวอร์เตอร์ มาเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และเปลี่ยนเป็นกระแสสลับ (AC) ซึ่งก็จะเป็นไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านปกติ พร้อมกันนี้กระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้จะมีระบบบริหารจัดการไฟฟ้าคอยควบคุม

ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่น โดยใช้ระบบ AI ในการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของเจ้าของบ้าน และสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมหรือกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละได้ เพื่อที่จะสามารถประหยัดไฟให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังสามารถบอกได้ว่า ในแต่ละวันผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่ มีการวิเคราะห์ได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนกินไฟมากที่สุด พร้อมกันนี้จะมีระบบการแจ้งว่าตอนไหนสามารถใช้ไฟฟ้ามากหรือน้อย 

ถ้ามีคนอยู่บ้านก็จะสามารถเปิดแอร์เพิ่ม ซักผ้า หรือรีดผ้าได้ และมีการสรุปให้ได้ว่าค่าไฟหลัก ๆ ในแต่ละเดือนมาจากกิจกรรมอะไร ควรมีการลดการใช้อุปกรณ์ชิ้นใด นอกจากนี้จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมสตัท ที่จะทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิเมื่อมีคนอยู่บ้านให้อัตโนมัติ โดยระบบจะวิเคราะห์ให้ว่า อุณหภูมิขนาดไหนอยู่ได้ โดยอุปกรณ์ตัวนี้มันจะไป Set up ระบบให้อัตโนมัติ ไม่ต้องปรับอุณหภูมิให้เปลืองค่าไฟ 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันการใช้งาน Solar Rooftop เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่สมบูรณ์จากการที่ยังไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน ที่สามารถเก็บไฟฟ้าที่ผลิตไว้เวลาไม่ได้ใช้ ซึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะมาเติมเต็มระบบ คือ แบตเตอรี่ ถ้าหากแบตเตอรี่มีการผลิตเป็นที่แพร่หลายก็ทำให้จะสามารถต่อยอดได้อีกมาก 

Solar เข้ามา Disrupt วงการโรงไฟฟ้าจริงหรือ

ต้องบอกว่าในปัจจุบันนี้ Disruption เป็นสิ่งที่มาแรงค่อนข้างมาก จากการที่มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งธุรกิจโรงไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ Solar Cell  ถือว่าเป็นสิ่งที่เข้ามารบกวนระบบการผลิตไฟฟ้าในอดีตที่มักจะใช้เชื้อเพลิงต่าง ๆ และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน หากเราลองมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าสมัยก่อน ก็จะมีทั้งผลิตจากก๊าซ นิวเคลียร์ ฟอสซิสต่าง ๆ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่เยอะ และต้นทุนที่สูงมาก 

แต่พอมีพลังงานทางเลือกอย่าง Solar และ Wind เข้ามาก็ทำให้เห็นได้ว่าโรงไฟฟ้ามีขนาดเล็กลง และรัฐบาลก็หันมากระตุ้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทำให้มีผู้ประกอบการต้องปรับตัวค่อนข้างมาก และทำให้มีโรงไฟฟ้าสามารถกระจายได้ทั่วไปหมด  พอมาในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าก็มีการย่อส่วนให้เล็กลงอีก โดยแผงโซลาร์เพียงไม่กี่แผ่นก็สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 

อย่างในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้เล่นในธุรกิจโรงไฟฟ้ามีการปรับตัวกันอย่างรุนแรงมาก โดยการไปหาธุรกิจอื่น ๆ ที่สามารถเป็นแนวทางใหม่ที่ทำให้เขาอยู่รอดได้ เช่น การไปร่วมมือกับบริษัทค้าก๊าซ หรือเทเลคอม เพื่อให้บริการลูกค้าเป็น One Stop Service  Solution  ส่วนในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าในระยะหลังรัฐบาลเริ่มมีการเปิดกว้างมากขึ้น ในการซื้อขายไฟฟ้าเสรีให้กับภาคประชาชน 

บางคนมองว่าวันหนึ่งภาครัฐถ้าไม่เปิดเลย เมื่อแบตเตอรี่ราคาถูกลง ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้โซลาร์สมบูรณ์ คนก็จะหนีไป ดังนั้นเค้าก็ต้องจัดการ Disrupt ตัวเอง ดีกว่าให้คนอื่นมา Disrupt เขา

ภาครัฐบาลมีการปรับตัวอย่างไร 

ปัจจุบัน Solar Rooftop ได้มีการพัฒนาไปค่อนข้างเร็ว และมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางครั้งปัญหามันอยู่ที่ภาครัฐบาลยังไม่เปิดเสรีเท่าที่ควร ที่จะให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าให้กันได้ จึงทำให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องมีการเข้ามาอุดรอยรั่วตรงนี้ โดยกำหนดให้มีจัดทำโครงการศึกษาโครงสร้างตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เช่น Peer-to-Peer Energy Trading 

พร้อมกันนี้ได้มีการออกโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (Energy Regulatory Commission Sandbox: ERC Sandbox) ซึ่งจะเป็นการจัดระเบียบการขายไฟฟ้าของภาคประชาชนให้สามารถทำได้อย่างมีระบบมากขึ้น และจะเป็นมาตรการสำคัญในการผลักดันการเพิ่มการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า

ซึ่งการที่กันกุลได้เข้าไปร่วมโครงการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนที่มีการใช้ Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งได้ เพราะ ถ้าไม่ได้เข้าโครงการนี้มันจะยากมากที่จะขายไฟอย่างเสรี และในระยะทางที่ไกลขึ้น เช่น จากกรุงเทพฯขายไฟไปที่เชียงใหม่ หรือสระบุรี เพราะไฟฟ้าไม่สามารถยิงผ่านไวเลสได้ แต่มันต้องผ่านสายส่ง ซึ่งการที่จะทำได้อย่างเสรีนั้นก็ต้องร่วมมือกับทางภาครัฐบาล

เช่น ในต่างประเทศอย่างประเทศออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ใครก็ตามที่ต้องการจะซื้อขายไฟฟ้า สามารถซื้อขายกันได้เลย แล้วภาครัฐก็ออกกฎระเบียบในการสนับสนุนด้วยซ้ำว่าสายส่งซัพพอร์ตการซื้อขายของประชาชนได้ แล้วก็คิดราคาห้ามเกินที่กำหนด ดังนั้นมันขายกันอิสระได้เลย 

ในอนาคต หากประเทศไทยจะไปถึงจุดนั้น ที่สามารถซื้อขายไฟได้อย่างเสรีจริงๆ ต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐที่อนุญาติให้ทำ และสนับสนุน  ซึ่งต่อไปมันจะเป็นเหมือนญี่ปุ่นที่เป็นตลาด liberate ได้เลย 

Solar-Rooftop-GRoof

การใช้ Solar Rooftop ของไทยในอนาคต

ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการตื่นตัวของภาคเอกชน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานที่มีการติดตั้งค่อนข้างมาก ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีการพิสูจน์มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี แล้วว่ามันใช่ เพราะมันสามารถทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ลดลง จากการที่มันสามารถผลิตไฟในหน่วยที่ถูกกว่าการไฟฟ้าของภาครัฐผลิต 

ถ้าในแง่ของประชาชนที่ติดตั้งใช้ที่บ้าน ตลาดตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหากนับแค่ 1% ที่ติดตั้ง มันมีมูลค่าหลายพันล้านบาทเลยทีเดียว อย่างเช่นในประเทศออสเตรเลีย ที่มีรัฐบาลมีการเปิดเสรีให้ภาคประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop และสามารถขายไฟกันได้อย่างเต็มที่ ทั้งประเทศมีคนติดตั้งรวมกันประมาณ 8 กิกะวัตต์ ในขณะที่ในประเทศไทยรวมกันทั้งประเทศมีเพียงแค่ 2 กิกะวัตต์เท่านั้น ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลให้การสนับสนุน และเปิดเสรีเต็มที่ ก็จะผลักดันให้ประเทศไทยไปถึงตรงนั้นได้ ที่มีคนใช้โซลาร์ตามบ้านเยอะ 

ทั้งนี้ในทุกวันนี้ก็มีผู้เล่นในธุรกิจดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เห็นได้ว่าตลาดมันกำลังมาจริง ๆ ทำให้คนตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนตรงนี้มากขึ้น ประกอบกอบมีการคาดการณ์ของ Bloomberg ไว้ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า generation ของไฟฟ้าทั้งโลกจะมาจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ประมาณ 50% และถ้ามองในประเทศไทยตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ทำให้ไทยยังต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าตรงนี้อีกมาก ประมาณ 50-60 กิกะวัตต์ เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความท้าทายในแง่ของการแข่งขันของผู้ประกอบการเช่นกัน 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...