โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามสื่อสารยุค 5G ภัยคุกคามต่อความมั่นคงสหรัฐ/รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2562 เวลา 06.30 น.

รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://www.facebook.com/ChokCyberAIEntertainment/

สงครามสื่อสารยุค 5G

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงสหรัฐ

 

ทําไมรัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าอุปกรณ์ของบริษัทหัวเว่ยถูกนำมาใช้ในการสอดแนมและลักลอบเก็บข้อมูลความลับต่างๆ ของบริษัทอเมริกัน

คาดว่าคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับล่าสุดที่เป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินด้วยนั้น จะเป็นการนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรบริษัทโทรคมนาคมจีน โดยเฉพาะบริษัทหัวเว่ยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อไม่ให้สามารถเข้ามาแข่งขันติดตั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ต 5G ในสหรัฐ

หากยอมให้ Huawei กระจายอิทธิพลทางด้านไอทีเข้าไปในอเมริกา ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลจีนสามารถล้วงความลับทางราชการผ่านระบบไซเบอร์ของบริษัทโทรคมนาคมจีนได้

นับตั้งแต่ปี 2018 อุปกรณ์โทรคมนาคมยุค 5G อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงนานาชาติเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดสหรัฐ เกิดความวิตกกังวลการขโมยความลับทางการค้า สถานการณ์ อเมริกา vs Huawei เริ่มขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐใช้อำนาจผู้บริหารลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อปกป้องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสหรัฐจากปรปักษ์ต่างชาติ

ออกกฎหมายใหม่ที่จะส่งผลให้มีการห้ามบรรดาเอกชนในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดใช้อุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับเครือข่ายการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 5 หรือเครือข่าย 5 จี ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด

ด้วยเหตุผลที่ว่าการกระทำดังกล่าว “ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติซึ่งยอมรับไม่ได้ หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของบุคคลของสหรัฐอเมริกา”

 

คําสั่งดังกล่าวนี้พุ่งเป้าเล่นงานบริษัทเทคโนโลยีจากจีน โดยเฉพาะบริษัท Huawei ซึ่งสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายการสื่อสารไร้สายยุคที่ 5 หรือ 5 จี ได้ล้ำหน้ากว่าบริษัทตะวันตก

และคาดกันว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆ Huawei จะสามารถครองตลาดการสื่อสารไร้สายในยุค 5 จีทั่วโลก

คำสั่งดังกล่าวมีผลโดยตรงห้ามไม่ให้เอกชนของสหรัฐอเมริกาจัดซื้อหรือใช้อุปกรณ์สำหรับเครือข่ายสื่อสารของ Huawei ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดตลาดสหรัฐอเมริกาลงโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์มีคำสั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานของทางการจัดซื้อหรือใช้งานอุปกรณ์ของ Huawei มาแล้ว

นอกจากนั้น คำสั่งดังกล่าวจะส่งผลให้สำนักงานว่าด้วยอุตสาหกรรมและความมั่นคง (บีไอเอส) ของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ต้องบรรจุชื่อบริษัทที่เชื่อว่าก่อให้เกิดภัยคุกคามดังกล่าว

ซึ่งในที่นี้คือ Huawei และอาจรวมถึงแซดทีอี บริษัทคู่แข่งของ Huawei จากจีนเช่นเดียวกัน เข้าไปในรายชื่อของบริษัทต้องห้าม ที่เป็นกลุ่มเดียวกันกับบริษัทใดๆ ที่ละเมิดการแซงก์ชั่นต่ออิหร่านของสหรัฐอเมริกา และจะส่งผลให้บริษัทอเมริกันทั้งหลายจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจากบีไอเอสก่อนจึงสามารถขายสินค้า-บริการ หรือถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับบริษัทที่อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าวได้

โดยการขออนุญาตดังกล่าวอาจถูกปฏิเสธหากบีไอเอสเห็นว่าการขายหรือการถ่ายโอนดังกล่าวส่งผลให้เกิดอันตรายต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา หรือเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศเลื่อนการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ Huawei ออกไปเป็นเวลา 90 วัน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเพิ่มเวลาเพื่อเปิดทางให้มีการอัพเดตซอฟต์แวร์รวมถึงการปฏิบัติตามความตกลงที่มีการเซ็นสัญญาไว้แล้ว เพื่อให้สามารถดูแล สนับสนุน บำรุงรักษาสินค้าปัจจุบันที่ Huawei จำหน่ายอยู่ต่อไปได้

โดยใบอนุญาตชั่วคราวดังกล่าวมีอายุ 90 วัน จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2019

ถึงอย่างไรการกระทำของนักการเมืองสหรัฐในเวลานี้ ถือเป็นการประเมินความแข็งแกร่งของ Huawei ต่ำเกินไปและไม่มีทางสกัดกั้นความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นบริษัทธุรกิจระดับโลกของ Huawei ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5 จีของ Huawei ซึ่งมีความก้าวหน้าไปไกลกว่าใครๆ โดยที่ไม่มีใครมีวันตาม Huawei ได้ทันภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้

 

ในยุคของเทคโนโลยี 5G ที่ทุกๆ อย่างนั้นกำลังจะเร็วเกินการควบคุมและฉีกทุกข้อจำกัดเดิมที่เราเคยมีมา รัฐบาลสหรัฐอาจคิดถูกที่พยายามควบคุมภัยคุกคามนี้ไว้แต่เนิ่นๆ

แนวคิดเรื่องการสร้างเครือข่ายไร้สาย 5G แห่งชาติจะเป็นมาตรการตอบโต้จีนอีกหนทางหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐบางคนมองว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามกับสหรัฐทั้งในโลกไซเบอร์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมา Huawei ได้ลงนามในข้อตกลงติดตั้งเครือข่าย 5G ใน 40 ประเทศทั่วโลก

ในจำนวนนี้กว่า 20 ประเทศอยู่ในยุโรป

ที่ผ่านมาบริษัทจีนแห่งนี้สามารถสร้างระบบและอุปกรณ์โทรคมนาคมทันสมัยระดับสากล ถึงขั้นที่ทั้งสหรัฐและอังกฤษต้องหันมาใช้กันอย่างกว้างขวาง

ก่อนที่จะเกิดความสงสัยหวาดกลัวต่อความมั่นคงและปลอดภัยที่น่าจะเกิดปัญหาขึ้น

ความห่วงกังวลต่อจีน ที่อาจจะขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีเอไอแทนสหรัฐ ผลจากแนวนโยบายยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสนับสนุนการวิจัยระยะยาว ให้นักวิจัยในสหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางมากขึ้น

เป้าหมายหลักของโครงการคือ ปกป้องความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐให้คงอยู่ต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้าจีน-สหรัฐที่กำลังระอุ ยังมีเรื่องของความเป็นผู้นำเทคโนโลยีที่อเมริกาเป็นผู้นำมาตลอดนั้นกำลังถูกท้าทายโดยเทคโนโลยีจีน

 

คําอธิบายของ Huawei ในช่วงที่ผ่านมาว่า “มันไม่ใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคง” และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ทางการสหรัฐยังไม่ได้มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใดๆ เลยว่าทาง Huawei มีความร่วมมืออันไม่เหมาะสมใดๆ ในการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารเพื่อประโยชน์กับรัฐบาลจีน หรือแม้แต่ในอนาคตก็ตามที นอกจากนั้น มันยังมีวิธีการตั้งหลายรูปแบบที่จะจำกัดความเสี่ยงใดๆ ประเภทนั้นได้ อย่างที่ได้ทำกับในหลายๆ ชาติที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารของ Huawei อยู่ทั่วโลก แต่ที่น่าสนใจมากๆ ไม่แพ้คำชี้แจงนี้เลยก็คือ ประธานบริหารของ Huawei Technologies ยังตั้งข้อโต้แย้งเอาไว้อีกด้วยว่า

รัฐบาลสหรัฐเองนั้นมีพฤติกรรมที่อาจเรียกได้ว่าปากว่าตาขยิบที่สุดชาติหนึ่ง เพราะขณะที่ตัวเองกำลังกล่าวหาจีนด้วยเรื่องของมาตรฐานทางความมั่นคงต่างๆ นานา

แต่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของสหรัฐเองกลับเป็นหนึ่งในชาติที่มีผลงานการสอดแนมเต็มไปหมดทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...