หน้าบันปูนปั้นแบบ "วิลันดา" ถึง "กระเท่เซ" สายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมทางงานช่างไทย-เทศ
หน้าบันปูนปั้นแบบ “วิลันดา” ถึง “กระเท่เซ” สายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมทางงานช่างไทย-เทศ
เมื่อกล่าวถึงศิลปะสถาปัตยกรรมไทยประเพณีแบบขนบนิยม ว่าด้วยเรื่อง “โบสถ์” หนึ่งในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญและโดดเด่นนั้นก็คือส่วนยอดที่เรียกว่า“หน้าบัน” ซึ่งมีทั้งที่เป็นแบบไม้จำหลักและแบบปูนปั้น
สำหรับแบบปูนปั้น ศิลปะสมัยอยุธยา โดยทั่วไปจะนึกถึงแต่ลวดลายอันวิจิตรของสกุลช่างไทย (ทั้งแบบช่างหลวงและแบบช่างราษฎร์) ดั่งเช่นงานปูนปั้นอันเลื่องชื่อที่หน้าบันวัดเขาบันไดอิฐ วัดไผ่ล้อม และวัดสระบัว จังหวัดเพชรบุรี
นอกจากนี้ยังมีหน้าบันปูนปั้นอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึง หรืออาจจะถูกมองข้ามไป นั้นก็คือหน้าบันแบบ “วิลันดา” หรือแบบฮอลันดาก็เรียก (ชื่อนี้อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ กล่าวว่ารัชกาลที่ 5 ทรงเรียกโบสถ์หลังเก่าของวัดราชาธิวาสซึ่งมีลักษณะอาคารแบบทรงตึกไม่มีไขราหน้าจั่วว่า “ทรงฮอลันดา”)
นอกจากนี้ยังมีอาคารหลังหนึ่งที่ต่อมาเรียกว่า“วัดตะเว็ด” อยู่ริมคลองปะจามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ กล่าวว่าเป็นต้นแบบของอาคารประเภทศาสนาคารที่มีอิทธิพลศิลปะแบบฝรั่ง โดยเฉพาะการทำลวดลายแบบฝรั่ง ซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยพระนารายณ์มหาราช
โดยลวดลายเป็นศิลปะยุโรปแบบโรโกโก (Rococo Art) มีรูปคนเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบของลวดลายส่วนปลายสาย ผสมลวดลายปูนปั้นส่วนประธาน (บริเวณที่นิยมทำเทพนม) โดยทำเป็นรูปเรือนแก้วและลายเครือเถาแทนด้วยใบอะแคนทัส ต่อมาเริ่มมีการนำเอาถ้วยชามกระเบื้องจีนเข้าไปเป็นองค์ประกอบโดยเฉพาะที่เป็นส่วนดอกตกแต่ง ดั่งตัวอย่างที่วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ วัดชมพูเวก จังหวัดนนทบุรี
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 ศิลปะจีนได้เข้ามามีอิทธิพลต่องานช่างจนก่อเกิดรูปแบบที่เรียกว่า “พระราชนิยม” ซึ่งสมเด็จครู (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ทรงเรียกว่า“วัดนอกอย่าง” โดยมีวัดราชโอรสเป็นต้นแบบ ส่วนหน้าบันเป็นเครื่องก่อเป็นแผงทับ ไม่มีคูหาหน้าบันหรือไขราหน้าจั่ว โดยหน้าบันลักษณะเช่นนี้มีชื่อเรียกแบบเฉพาะว่า “กระเท่เซ”
ในพื้นหน้าบันนิยมปั้นปูนเป็นลวดลายดอกบ๋วย หรือดอกพุดตานใบเทศ ประดับกระเบื้องสี เป็นลวดลายเครือเถาหรือประดับตุ๊กตาประกอบเขามอ ส่วนกรอบหน้าบันไม่ติดช่อฟ้ารวย นาคสะดุ้ง และหางหงส์ แต่ปั้นรูปเป็นรวยหน้ากระดาน คล้ายปั้นลมหางปลา
ซึ่งทั้งหมดนี้คือรายละเอียดต่างๆ อันเป็นแบบ “กระบวนจีน” ของพระอุโบสถที่เรียกว่า “วัดนอกอย่าง” ซึ่งมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจากพระอุโบสถแบบ“ทรงวิลันดา” ดังตัวอย่างภาพลายเส้นของวัดสิงห์ กรุงเทพฯ (ซึ่งเพิ่งถูกทำลายดัดแปลงไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง) และวัดหลวง จังหวัดอ่างทอง อันแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางงานช่างของไทยและเทศ
เป็นที่น่าเสียดายที่รูปแบบดังกล่าวไม่ได้รับการสืบสานอนุรักษ์ จึงเหลือเพียงบทบันทึกเฉพาะด้านโบราณสถานที่แช่แข็ง ขาดการพัฒนาต่อเนื่อง มีเพียง “โบสถ์โหล” แบบมาตรฐาน ก ข เต็มบ้านเต็มเมือง ที่ยังคงถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง กระจายอยู่ทั่วทุกภาคที่วัฒนธรรมท้องถิ่นอ่อนแอ
อ่านพิ่มเติม :
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 24 พฤษภาคม 2560
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หน้าบันปูนปั้นแบบ “วิลันดา” ถึง “กระเท่เซ” สายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมทางงานช่างไทย-เทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com