โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การ์ตูนที่รัก/ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ / Addams Family

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ต.ค. 2563 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 14.30 น.

การ์ตูนที่รัก/นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Addams Family

 

หลังจากดูหนังมือเดินได้ในหนังการ์ตูนอินดี้ I Lost My Body จบ ทำให้ระลึกถึงมือเดินได้ที่ดังกว่าจากหนังอีกเรื่องคือมือเดินได้ที่มีชื่อว่าเดอะติง (Thing) จากหนัง Addams Family

หนังการ์ตูนสร้างจากหนังทีวีเมื่อปี 1964 เมืองไทยเคยฉายทางช่องสี่บางขุนพรหม

ผมดูครั้งแรกก็ตอนนั้น ชื่อภาษาไทยว่าคนผี เป็นหนังขาว-ดำ จำได้ว่าชุดแต่งกายและแสงสีก็เป็นขาว-ดำอยู่ก่อนแล้ว หนังรีเมกกันอีกครั้งเมื่อปี 1991 ได้เวนส์ ราอูล จูเลีย และแอนเจลิกา ฮูสตัน เป็นนักแสดงนำ

สมัยเป็นหนังทีวีคงเพราะยังเด็กเกินไปจึงไม่สนุกมากนัก เพราะมุขขำออกจะยากด้วย ไม่นับว่าบางฉากบางตอนน่ากลัวสำหรับเด็กอีกต่างหากแม้ว่าจะเป็นหนังตลกก็ตาม

อันที่จริงหนังทีวีก็ยังมิใช่จุดเริ่มต้น หนังสร้างจากหนังสือการ์ตูนของ Charles Addams (1912-1988) ตั้งแต่ปี 1938 เป็นหนึ่งในการ์ตูนสะท้อนสังคมอเมริกันเวลานั้น

สร้างใหม่ปี 2019 ครั้งนี้เป็นหนังการ์ตูนซีจีทำได้ดีทีเดียว ตัวละครประจำและตัวละครรับเชิญมาครบครันเช่นเดิม

เนื้อหาสื่อถึงความเป็นคนแปลกแยกในสังคมที่ไม่เหมือนเรา มีคนแปลกแยกแบบเราอีกมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก และถ้าประดาคนแปลกแยกรวมตัวกันได้เมื่อไรก็จะไม่แปลกแยกอีก

ซึ่งโลกสมัยใหม่และไอทีสมัยใหม่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่การรวมตัวเช่นนั้นแล้ว

การสร้างหนังคนผีขึ้นมาในโลกที่เด็กๆ มีมือถือใช้จึงเป็นประเด็นน่าสนใจ

 

ดูโจทย์ก่อน คือสิ่งที่กำหนดให้ ตระกูลแอดดัมส์ประกอบด้วยพ่อ โกเมซ แม่ มอร์ติเซีย ลูกสาว เวนส์เดย์ ลูกชายพักสลีย์ ลุงโกเมซ บ่าวรับใช้เลิร์ชซึ่งหน้าตาเหมือนผีดิบจริงๆ และเดอะติงที่มีตาข้างเดียวอยู่ตรงข้อมือ ตัวละครเดอะติงนี้มิได้มีอยู่ในการ์ตูนดั้งเดิม เพิ่มเข้ามาเมื่อปี 1954

พ่อเหมือนคนมากกว่าเพื่อน แม่เหมือนนางพรายผสมเปรตที่เดินเหินลอยละล่องบนพื้น พี่สาวเวนส์เดย์เหมือนวัยรุ่นซึมเศร้า น้องชายพักสลีย์เกเรร้ายกาจสม่ำเสมอ

ลำพังสี่คนแรกนี้ก็ประกอบขึ้นเป็นครอบครัวปกติครอบครัวหนึ่งได้อยู่แล้วในโลกสมัยใหม่ ชื่อหนังเขียนใหม่เป็น @depressionandmadness

นั่นคือครอบครัวซึมเศร้าและบ้าคลั่ง

เขียนเช่นนี้เพราะมีหลักฐาน หากเรานั่งดูไป 30 นาทีจะพบว่าพฤติกรรมของพวกเขามีอยู่ 3 อย่างคือซึมเศร้า ก้าวร้าว และเพี้ยนๆ

อาการซึมเศร้าเห็นได้ชัดในคนเป็นแม่และพี่สาว ใบหน้าหม่นหมอง ริมฝีปากโค้งลง เคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่งกายหมองคล้ำ และไม่นิยมออกไปพบผู้คน

อาการก้าวร้าวพบทั้งในพี่สาวและน้องชาย พี่สาวทำลายข้าวของอยู่เสมอ ฉากใช้แว่นขยายเผานั่นเผานี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ส่วนน้องชายเล่นแผลงๆ และรุนแรงได้ทั้งวันด้วยสีหน้าท่าทางก็เป็นอย่างเด็กผีที่เราเห็นรอบตัววันนี้

โรคซึมเศร้าในเด็กไม่แสดงออกด้วยอาการซึมเศร้าอยู่ก่อนแล้ว แต่มักแสดงออกด้วยพฤติกรรมเกเรหรือก้าวร้าวเสียมากกว่า

 

หนังสนุกยิ่งขึ้นเมื่อมาถึงช่วงกลางเรื่อง พี่สาวเวนส์เดย์เข้าสู่วัยรุ่นไปโรงเรียนมัธยม เธอเบื่อบ้าน เบื่อแม่ และการครอบงำของแม่

เธอทำหน้าที่ของวัยรุ่นทั่วโลก 2 ข้อคือ ไม่เชื่อฟังและไปจากแม่

ความข้อนี้สำคัญ เพราะวัยรุ่นมีหน้าที่ค้นหาอัตลักษณ์ (identity) ของตัวเองที่จะต้องไม่เหมือนพ่อและแม่แต่เป็นตัวเขาคนใหม่จริงๆ เป็นหนึ่งไม่มีสองไม่มีใครซ้ำบนโลกนี้

วิธีทำคือใช้พ่อ-แม่เป็นตัวตั้งแล้วใช้ผู้คนรอบตัวและในสังคมเป็นตัวเติมจากนั้นผสมผสานเป็นมนุษย์คนใหม่ออกมา

วิธีที่จะได้คนใหม่จึงมีสองวิธีคือไม่เชื่อฟังและไปไกลๆ จากคนเป็นพ่อ-แม่

ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ (function) ของวัยรุ่นทุกๆ คน หากพ่อ-แม่คนไหนเข้าใจเรื่องก็จะง่าย

เวนส์เดย์เริ่มด้วยการติดเพื่อนใหม่ที่โรงเรียน แล้วกลับบ้านโดยมีกิ๊บติดผมสีชมพูหวานตัดกันกับชุดสีดำที่เธอสวมใส่ทุกวัน

มากกว่านี้คือเธอหัดเต้นส่ายสะโพกแม้ว่าจะสโลว์โมชั่นมากซึ่งก็เป็นอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า นั่นคือเชื่องช้า เซื่องซึม ไร้อารมณ์ แม้ว่ากำลังสนุกอยู่ก็ตาม

กิ๊บสีชมพูนั้นเป็นรูปม้ายูนิคอร์น เมื่อแม่มอร์ติเซียเห็นครั้งแรกพูดว่าเป็นกิ๊บรูปม้าถูกหอกแทงทะลุ คืออาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ตีความทุกเรื่องในแง่ลบได้เสมอๆ

เป็นอีกมุขเล็กๆ ที่น่าสนใจ

 

เพื่อนใหม่ของเวนส์เดย์ชื่อพาร์กเกอร์ พาร์กเกอร์เป็นลูกสาวของเจ้าแม่ประจำเมืองผมทองยาวสวยสลวยเก๋สุดยอดเยี่ยม

พาร์กเกอร์ก็เป็นตัวอย่างของวัยรุ่นตามแบบฉบับเช่นกัน เธออยากเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากเหมือนแม่ อยากแต่งตัวแตกต่าง ใช้ชีวิตแตกต่าง

เมื่อมาพบเด็กผีอย่างเวนส์เดย์เข้าก็ถูกใจ เพียงเวลาไม่นานพาร์กเกอร์ทำสีหน้า สีผม และแต่งกายเหมือนเวนส์เดย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังแสร้งมีอาการกลัวแสงสว่างอีกด้วย

พูดง่ายๆ ว่าทั้งรูปร่างภายนอกและพฤติกรรมไปด้วยกันหมดอย่างเนียนๆ

เป็นเหมือนหนังแนวนี้ทุกเรื่องที่ว่า “ปกติ” นั้นก็อย่าได้มั่นใจจนเกินไป คุณแม่มาร์โกของพาร์กเกอร์ที่ดูเพอร์เฟ็กต์สมบูรณ์เป็นเจ้าแม่อสังหาและมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เมืองใหม่ที่ชื่อว่าแอสสิมิเลชั่น (assimilation) นี้มีหน้าตาของแต่ละบ้านเหมือนๆ กันไปหมด

การปรากฏตัวของตระกูลแอดดัมส์ที่ภูเขาชานเมืองซึ่งมองเห็นได้จากตัวเมืองจึงเป็นที่ยอมรับมิได้และต้องกำจัดทิ้ง ชื่อแอสสิมิเลชั่นแปลว่าการดูดกลืนอยู่แล้ว วิธีที่เธอจัดการความแตกต่างมีปรากฏในไคลแมกซ์ช่วงครึ่งหลังของเรื่อง คือวิธีมาตรฐานที่รัฐหลายแห่งใช้สอดส่องประชาชน ส่วนใหญ่ว่าในนามของความสงบสุข สามัคคีและปลอดภัยของสังคม

แต่สำหรับคุณแม่มาร์โกนี้อาจจะเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compusive) และความผิดปกติของพฤติกรรมแอบดู (voyeurism)

 

ตอนใกล้จบ ชาวเมืองได้รับสัญญาณผ่านมือถือให้รวมตัวกันไปทำลายตระกูลแอดดัมส์ที่มารวมตัวกันในพิธีรำดาบเซเบอร์ของพักสลีย์ ไอทีสมัยใหม่จะใช้ไล่ผีได้หรือไม่

ก่อนหน้าโลกจะมีจิตแพทย์และยาต้านอารมณ์เศร้า เราเอาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปไล่ผีมากมาย ทั้งรดน้ำมนตร์และทำพิธีสืบชะตา นึกดูก็สมเหตุผล จู่ๆ คนคนหนึ่งเชื่องช้าลง ไม่พูดไม่ยิ้ม แยกตัวและมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ถามว่าเราจะทำอะไรได้นอกเหนือจากไล่ผี

“อย่าด่วนตัดสินเพียงเพราะเขาไม่เหมือนเรา” คือคำพูดสุดท้ายของหนัง ปิดด้วยดนตรีประกอบที่คุ้นเคยจากหนังทีวี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...