โบรกฯ หั่นเป้า AOT หลัง King Power ขอปรับสัญญา Duty Free กดดันราคาหุ้น
นักวิเคราะห์ฯ มีมุมมองเชิงลบต่อ AOT หลัง King Power ยื่นขอปรับสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรทั้งหมด โดยบล.ดาโอ เตรียมปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 32-35 บาท ขณะที่ CGSI คงคำแนะนำ "ถือ" แต่เตือนราคาหุ้น AOT อาจอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไปอีก 1-3 เดือน
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) กำลังพิจารณาปรับลดราคาเป้าหมายของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ลงจาก 47.00 บาท หลังจากที่บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ได้ยื่นหนังสือขอเจรจาปรับแก้สัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรทั้งหมด โดย DAOL คาดการณ์ว่าราคาเป้าหมายใหม่จะอยู่ในช่วง 32.00-35.00 บาท
โดยนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา King Power ได้ยื่นหนังสือขอเจรจาปรับแก้สัญญาร้านค้าปลอดอากร (duty free) ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ สัญญาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูมิภาค 3 แห่ง (ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่)
AOTเตรียมแนวทางเจรจากับ King Power ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดทำสัญญาใหม่ และจะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ AOT ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้
สำหรับสัญญา 3 สนามบินภูมิภาค King Power เสนอขอจ่ายค่าตอบแทน 20% ของยอดขาย ในช่วงระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 โดยจะชำระทุกสิ้นเดือนของเดือนถัดไป (จากเดิมที่จ่ายค่าตอบแทนขั้นต่ำ (Minimum Guarantee: MG) ต่อหัว และจ่ายทุกสิ้นเดือนของเดือนก่อนหน้า)
นอกจากนี้ King Power ยอมรับว่าจะยกเลิกสัญญา duty free ของ 3 สนามบินภูมิภาค ส่วนสัญญาที่สุวรรณภูมิและดอนเมืองยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดย King Power จะขอศึกษาผลการดำเนินงานของทั้งสองสนามบินอย่างละเอียดก่อน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน
ทั้งนี้ บล.ดาโอ มองว่าการขอปรับสัญญา duty free ครั้งนี้เป็นลบต่อ AOT เนื่องจากจะส่งผลให้ส่วนแบ่งรายได้และกำไรของAOT ปรับตัวลดลง ในปีงบประมาณ 2567 (FY24) AOT มีรายได้จาก King Power รวมประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท
แบ่งเป็น สัญญา 3 สนามบินภูมิภาค (ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่) รวม 1.5 พันล้านบาท สนามบินดอนเมือง 700 ล้านบาท ที่เหลือจากสนามบินสุวรรณภูมิ (รวมสัญญา duty free และ retail) ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
หากมีการยกเลิกสัญญา duty free เฉพาะสัญญา 3 สนามบินภูมิภาค จะส่งผลกระทบไม่มาก เนื่องจากรายได้จาก MG ของ duty free 3 สนามบินภูมิภาคยังไม่สูงมากนัก โดย DAOL ประเมินไว้ที่ 1.5 พันล้านบาทในปี FY24 ซึ่งคิดเป็น -2% ของรายได้รวม
กรณีเลวร้ายที่สุด หากรายได้ส่วนนี้หายไปทั้งหมด กำไรจะลดลง -6% อย่างไรก็ตาม กรณีพื้นฐาน หากมีการปรับลด MG ลง 40%-50% จะทำให้กำไรลดลง -2.3% ถึง -2.8% ซึ่งจะกระทบราคาเป้าหมายไม่มาก
ทั้งนี้ประเมินว่า AOT อาจพิจารณาปรับลด MG ลง 40%-50% ของทุกสัญญา ไม่เพียงแค่สัญญา 3 สนามบินภูมิภาค เพื่อให้ King Power สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
หากอิงข้อมูลจากผู้บริหาร AOT พบว่าปัจจุบัน King Power จ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบ MG ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 33%-34% ของรายได้จาก duty free ของ King Power
หากปรับลดเหลือ 20% ของรายได้ จะทำให้รายได้ลดลง 40% เมื่อเทียบกับการจ่าย MG ในปี FY19 ที่ 8-9 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าสัญญาปัจจุบันราว 50% DAOL จึงประเมินว่าหากมีการปรับ MG ใหม่ จะทำให้รายได้จาก King Power ลดลง 40%-50%
DAOL ยังคงมองว่ามีปัจจัยกดดัน (overhang) ต่อ AOT และอยู่ระหว่างปรับลดราคาเป้าหมายลงจาก 47.00 บาท โดยคาดว่าจะปรับลดลงเหลือ 32.00-35.00 บาท จากสมมติฐานการปรับลด MG ลง 40%-50% ของทุกสัญญา
ราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่รวมผลกระทบจากการปรับลด MG ที่ DAOL ประเมินไว้ DAOL ยังคงแนะนำ "ถือ" และยังคงมีปัจจัย overhang จากความไม่แน่นอนของรายได้สัญญาสัมปทานของ King Power
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มองว่าราคาหุ้นAOT ร่วง 10% หลังมีข่าวว่า King Power (KPD) ยื่นหนังสือขอหารือแนวทางการยกเลิกสัญญาสัมปทานร้านดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยานระดับภูมิภาคสามแห่งคือท่าอากาศยานดอนเมือง, ภูเก็ตและเชียงใหม่
ข่าวนี้เป็นอีกหนึ่งข่าวร้ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเงินของ KPD หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานหลายครั้ง ได้แก่การขอเลื่อนระยะเวลาจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MAG), การขอขยายเครดิตเทอม รวมทั้งการขอคืนพื้นที่ร้านดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์
ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่า KPD ขาดทุน 652 ล้านบาทในปี CY23 และเราคาดว่า KPD น่าจะขาดทุนสูงขึ้นในปี CY24 (ยังไม่รายงาน) จาก MAG ที่เพิ่มขึ้นและการที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในร้านดิวตี้ฟรีน้อยลง
ทั้งนี้เราคาดว่า AOT กับ King Power น่าจะสามารถประนีประนอมด้วยการปรับลด MAG เราเชื่อว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันน่าจะรับรู้ข่าวร้ายส่วนใหญ่แล้ว
เราจึงมองว่าราคาหุ้นของAOT น่าจะอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไปอีก 1-3 เดือนเนื่องจาก AOTยังไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียด อีกทั้งตลาดน่าจะมีความคาดหมายต่อผลกำไรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ“ถือ” ที่ราคาเป้าหมายเดิม 35.00 บาท
บล. พาย มองระยะสั้น แนะนําให้ "ชะลอการลงทุนจนกว่าจะได้รับความชัดเจน เกี่ยวกับโครงการร้านค้าปลอดภาษีหลังจากทาง คิง เพาเวอร์ มีการทํา หนังสือขอปรับสัญญา/ยกเลิก เกี่ยวกับการให้บริการร้านค้าปลอดภาษี ในสนามบินภูมิภาค (เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่) เนื่องจากทำให้มีความไม่ แน่นอนของรายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต ทั้งกรณียกเลิกสัญญา หรือ เจรจาขอปรับเงื่อนไขการชาระเงิน
นอกจากนี้ยังต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิดว่าทาง คิง เพาเวอร์จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขในสนามบิน หลักอย่างสุวรรณภูมิด้วยหรือไม่ เพราะถือเป็นสนามบินที่มีสัดส่วน รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มากที่สุด โดยเราจะมีการประชุมกับผู้บริหาร บ่ายวันนี้ก่อนจะมีการออกรายงานเพิ่มอีกครั้ง
โดยผลประทบที่จะเกิดถ้าคิดเฉพาะสนามบินภูมิภาคในกรณีที่ แย่สุดคือยกเลิกประมูลและรายดังกล่าวหายไปจะกระทบรายได้ในปี 26 ประมาณ 2% และกระทบกําาไรสุทธิประมาณ 5% รายได้และกําไรสุทธิอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งสําคัญคือสัญญาที่สนามบินสุวรรณภูมิที่มีมูลค่า สูงซึ่งหากมีการปรับสัญญาหรือยกเลิกและประมูลใหม่จะกระทบกับ เบื้องต้นหากมีการปรับสัญญาที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ด้วย ทําให้เรามีการประเมินผลกระทบสำหรับปี 69 ในส่วนของรายได้ ประมาณ 11% และกําไรสุทธิ 29% โดยอิงกับรายได้ของคิง เพาเวอร์ ในปี 66 ที่รายงานกรมธุรกิจการค้าและมีการปรับกับจํานวน นักท่องเที่ยวที่ระดับ 34 ล้านคน (ปี 23 นักท่องเที่ยว 28 ล้านคน) AOT หารายได้จากธุรกิจอื่นมาชดเชย
ผลกระทบดังกล่าว คาดว่า AOT จะต้องมีการหารายได้ส่วนอื่น มาชดเชย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประมูลผู้ประกอบการคลังสินค้ารายที่ 2 หรือผู้ให้บริการผู้โดยสารในสนามบินรายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง คาดว่าจะได้ผู้ชนะในช่วงเดือน มี.ค. 26
อย่างไรก็ตามอีกสิ่งที่ AOT ทําคือการขอปรับเพิ่มขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร ขาออกที่ปัจจุบันเก็บที่ระดับ 130 บาท/คนสําหรับเที่ยวบินในประเทศและ 730 บาท/คน สําหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้ความ ชัดเจนมากขึ้นในเดือน ก.ค. นี้
นอกจากนี้ล่าสุดทาง AOT มีแผน พิจารณาปรับค่าบริการในสนามบินอย่างเช่นค่าจอดเป็นต้น ซึ่งจะเข้ามา ชดเชยรายได้ส่วนแบ่งจากธุรกิจดิวตี้ ฟรี ลงได้ รอความชัดเจนก่อนปรับประมาณการ
ด้านบล.ฟิลลิป เปิดเผยว่า จากการสอบถามรายได้จาก 3 สนามบินภูมิภาคปี 2567 และครึ่งแรกปี 2568 ราว 1,500 ล้านบาท และ 750 ล้านบาท ตามลําดับ ซึ่งคิดเป็นพียง 2.1-2.2% ของรายได้ธุรกิจของ AOT ไม่ได้มีนัยสําคัญนัก
การยื่นขอยกเลิกดังกล่าวคาดเป็นการต้องการหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะยุติการดําเนินธุรกิจจริง ๆ ที่อาจนําไปสู่แนวทางการขอบรรเทาสัญญาใหญ่ที่ สนามบินสุวรรณภูมิที่ร่ายได้ใหญ่สุดที่ราว 1.5 หมื่นล้านบาท
บนกรณีที่เลวร้ายสุดยุติและไม่มีผู้ให้ บริการรายใหม่ (ไม่น่าเป็นไปได้) ผลกระทบจะเกิดในปี 2569 กําไรลดลงจากคาดการณ์เดิม 5.6% มาที่ 18,965 ล้านบาท ราคาพื้นฐานจะลดเป็น 45.25 บาท สูงกว่าราคาปัจจุบัน ยังแนะนํา “ซื้อ”