โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ได้อยากโสด แต่การมีแฟนมันยากเกินไป! ชวนรู้จัก Femcels คอมมูฯ ของผู้หญิงที่ไม่ได้ ‘เลือก’ จะโสด แต่กำลังเผชิญความยากในการพบความสัมพันธ์ที่ใช่ และอยากแชร์ความทุกข์-ส่งกำลังใจให้กันและกัน

Mirror Thailand

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 13.17 น.
ภาพไฮไลต์

จากกระแสของมินิซีรีส์แนวอาชญากรรมเรื่อง Adolescence (2025) เมื่อไม่นานมานี้เองที่ทำให้หลายคนได้รู้จักกับคำว่า Incels ที่ย่อมาจาก Involuntary Celibate หมายถึงกลุ่มของชายหนุ่มที่ไม่ได้เต็มใจจะโสด อยากมีแฟน มีควาสัมพันธ์เชิงรักโรแมนติกหรือเซ็กชวลกับใครสักคน แต่ดันเป็นคนที่ไม่ได้ถูกเลือก เลยทำให้ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อะไรทั้งหมดที่ว่ามาได้ และบางคนก็พาลเกลียดผู้หญิงด้วยเหตุนี้

จริงๆ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มก้อนหนึ่งที่เกิดขึ้นขนานไปกับ Incels นั่นคือ Femcels หมายถึงผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งใจจะโสด ไม่ใช่ว่าแอนตี้ความรักความสัมพันธ์ ไม่อยากได้ความสัมพันธ์ที่จริงจัง ไม่จริงโจ้ แต่ดันโสดด้วยปัจจัยและเหตุผลต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็อยากมีพื้นที่ฟูมฟายบ้างแม้พยายามจะไม่โทษใคร (นอกจากตัวเอง)

Incels (และ Femcels) น่าจะถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90s แล้ว จากฝั่งตะวันตก เมื่อสาวแคนาเดียนรายหนึ่งนามว่า Alana ตั้งกระทู้ (ใช่แล้ว… กระทู้!) ขึ้นมาในโลกออนไลน์กระทู้หนึ่งยุคนั้นชื่อ ‘Alana’s Involuntary Celibacy Project’ ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้บรรดาคนเหงามาแชร์เรื่องราวความเหงาของตัวเองกัน แล้วจากนั้นชื่อกลุ่มเต็มๆ ว่า Involuntary Celibate ก็ย่อลงมาเป็น Invcel และกลายเป็นคำว่า Incels ในภายหลัง แต่แล้วความหมายของคำๆ นี้กลับเเปรเปลี่ยนไปเป็นเชิงลบในยุคต่อมา กลายเป็นคำนิยามของชายโสดที่ไม่ได้เรื่อง หรือแรงกว่านั้นคือ ‘ไร้น้ำยา’ ในการจะหาแฟน แถมยังมีแนวโน้มเรื่องการใช้ความรุนแรง และด้วยความหมายเชิงลบนี้เองที่กลายเป็นการเหยียด ทำให้ไม่ว่าใครที่ถูกเรียกว่า Incels ไม่น่าจะพอใจสักเท่าไร

จากคนเหงายุคบุกเบิก ถึงคนเหงา 2025 วัฒนธรรมแชร์ความเหงานี้เองที่ค่อยๆ ถูกขยายมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคอมมิวนิตี้แนวๆ นี้อื่นๆ อีกมากมาย และไม่ได้มีแค่กลุ่มชายหนุ่มโสด Incels เท่านั้น ยังเกิดคอมมูฯ ของผู้หญิงที่ออกมาแชร์ประสบการณ์ความโสดตามมาด้วย

หากมองลึกลงไปกว่านั้น ภายใต้ความโสดและความเหงากลับไม่ใช่แค่การบ่นอยากมีแฟนไปเรื่อยเปื่อย เพราะหลายๆ เคสของความสัมพันธ์ที่สาวๆ ยุคนี้ไม่อาจหาเจอ กับความสัมพันธ์ที่ถึงแม้จะเจอแต่ก็ไม่เวิร์กเหล่านั้น ยังสะท้อนว่านอกเหนือจากเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เป็นตัวกำหนดแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นภาพกว้างขึ้นได้ดีเลยว่าปัจจัยอะไรกันนะที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องติดอยู่ในลูปของความโสดเรื้อรัง ‘อยู่-อย่าง-นั้น’

เช่น Milly Goldsmith ติ๊กต็อกเกอร์สาววัย 27 ผู้ตั้งข้อสงสัยว่าการที่ผู้หญิงสักคนจะเจอความสัมพันธ์ที่ใช่ น่าจะเป็นเรื่องของความโชคดี แต่ความโชคดีนั้นดันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และเธอก็อาจเป็นหนึ่งในสาวโชคร้ายคนนั้น คลิปนี้ของเธอเรียกยอดวิวกว่าแสนครั้ง และเรียกให้หลายคนเข้ามาแชร์ความเห็นคล้ายๆ กันว่า ทำไมบางคนก็เจอความสัมพันธ์ได้ง่ายจัง แถมบางคนพอเลิกรากับความสัมพันธ์หนึ่ง ก็สามารถหาความสัมพันธ์ใหม่ได้อย่างง่ายดายด้วย ขณะที่ผู้หญิงส่วนหนึ่ง (อย่างพวกเธอ) ไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้เลย

หรืออย่างที่ Ryan Spencer เจ้าของวิดีโอระบายความทุกข์ของการเป็นสาวโสดวัย 30 กลายเป็นไวรัล เมื่อเธอตั้งคำถามว่าเป็นเพราะตัวเธอหรือเปล่าที่อาจ ‘ขาดสมรรถภาพ’ ในการมีแฟน หรือเจอความสัมพันธ์ที่ดีๆ และทำให้ต้องลงเอยด้วยการเป็นสาวโสด 30 ที่กำลังจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนแบบเศร้าๆ ขณะที่คนวัยเดียวกันคนอื่นๆ ได้เจอความสัมพันธ์ ก่อร่างสร้างครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแค่เธอ คนโสดที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงๆ สินะ! “มันเหมือนเป็นบทสนทนาที่ฉันพูดกับตัวเอง แล้วอยู่ๆ ก็กลายเป็นไวรัล ช่วยยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียวค่ะ” Spencer เล่าให้เว็บไซต์ Dazed ฟัง

มีผลสำรวจจากปีที่แล้ว โดยสำนักงานสถิติ Survey Center on American Life บอกว่ากว่า 41% ของคน Gen Z และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่เคยมีความสัมพันธ์ (ในเชิงรักโรแมนติก) กับใครเลยในช่วงวัยรุ่น (เมื่อเทียบกับ 31% ของคนเจนฯ มิลเลนเนียล และ 24% ของเจนฯ X) รวมถึงอีกกว่า 44% ของ Gen Z ยังแทบไม่เคยมีประสบการณ์การเดตเลยด้วยซ้ำ ช่วยยืนยันความเหงาเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้สึกแบบคิดไปเองหรืออุปทานหมู่ลอยๆ

ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีคัลเจอร์จากไลฟ์โค้ชรุ่นใหม่ที่นิยมสร้างทัศนคติพลังหญิง Normalise ให้ความโสดของผู้หญิงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทั้งแสนอิสระ สวยงาม และมีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่หรือมีเรื่องเซ็กซ์ บางคัลเจอร์หัวก้าวหน้าหน่อยถึงกับบอกว่าความโสดในหมู่ผู้หญิงยุคใหม่อาจเป็นคลื่นมูฟเมนต์เฟมินิสม์ลูกใหม่ก็เป็นได้ และหลายๆ คัลเจอร์ก็พยายามทำให้ความโสดกลายเป็นทางเลือกหนึ่งเหมือนกับคำพูดเก๋ๆ ที่ว่า ‘โสด by Choice’ ความโสดถูกมองว่าเป็นความแข็งแกร่ง การยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ต่างๆ นานา

เบื้องหลังการสร้างค่านิยมใหม่ๆ เหล่านี้เองที่มีทั้งข้อดีและด้านมืด เมื่อยังมีผู้หญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าความโสดของพวกเธอไม่ได้เป็นแบรนดิ้ง เป็นเรื่องแฟชั่นหรือคำพูดคูลๆ ขนาดนั้น แต่ความโสดและโดดเดี่ยวเป็น ‘ความทุกข์’ อย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตบนโลกอันโหดร้ายนี้ พร้อมกับที่ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเธออาจไม่สามารถเจอความสัมพันธ์ที่ดีหรือยั่งยืนได้ และไม่สามารถเติมเต็มความต้องการที่จะมีความรักโรแมนติก หรือหาความสุขจากเรื่องเซ็กซ์ได้เหมือนคนอื่นๆ

ดร. Jilly Kay นักวิชาการด้านสื่อและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย Loughborough ผู้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมกลุ่ม Femcels มาอย่างยาวนาน มองว่าค่านิยมความรักโรแมนติก การมีคู่ มีแฟน กลายเป็นวัฒนธรรมแบบ All-consuming ไปแล้วจากอิทธิพลของโลกทุนนิยมที่ชี้นำคนหลากหลายเจนฯ มาตลอดทุกยุคสมัยว่า การมีคู่ มีครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างคุณค่าให้กับตัวเราในเชิงสังคม ซึ่งความคิดนี้เองที่ค่อยๆ กัดกร่อนความสัมพันธ์ที่มีความลึกซึ้ง ไปสู่ความกดดันให้เราต่างมองหาความสัมพันธ์อะไรก็ได้สักอย่างอย่างฉาบฉวยเพื่อตอบสนองค่านิยมนี้โดยไม่รู้ตัว บวกกับยิ่งคลื่นความเหงาเล่นงานคนยุคนี้หนักขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ยิ่งทำให้เจอความยากลำบากในการมองหาความสัมพันธ์อย่างแน่นอน

ทว่าถึงแม้คนยุคใหม่จะเจอคลื่นความเหงาโจมตีเหมือนๆ กัน การแสดงออกของหนุ่มโสดกลุ่ม Incels กับผู้หญิงโสดกลุ่ม Femcels กลับมีความแตกต่างกันอยู่ เพราะคัลเจอร์ของชายโสด Incels นั้นอาจประกอบด้วยค่านิยม Toxic Masculinity หรือ ‘ความเป็นชายเป็นพิษ’ ที่เข้มข้น จนการไร้คู่ของพวกเขาสามารถนำไปสู่ความรู้สึกอับอาย อัปยศอดสูต่อตัวเองเมื่อเจอกับความโสด ความผิดหวังจากการมองหาความสัมพันธ์รักโรแมนติก และการถูกปฏิเสธ ที่ทำให้พวกเขาไประบายความกดดันโกรธแค้นเหล่านั้นต่อผู้หญิง (รวมถึงเพศอื่นๆ) อย่างที่เราจะเห็นได้จากทัศนคติเกลียดชังผู้หญิง (Misogyny) และเป็นปรปักษ์กับแนวคิดเฟมินิสม์อย่างรุนแรงในกลุ่มวัฒนธรรมย่อยหลายๆ กลุ่มตอนนี้ เช่น Manosphere หรือกลุ่มแฟนคลับของอินฟลูฯ ผู้ทำคอนเทนต์ปลุกปั่นให้คนรุ่นใหม่เกลียดผู้หญิงแบบสุดโต่งอย่าง Andrew Tate เป็นต้น

ขณะที่ในทางกลับกัน ดร. Jilly Kay นักวิชาการด้านสื่อและการสื่อสาร มองว่าผู้หญิงกลุ่ม Femcels กลับมีแนวโน้มจะแสดงความรู้สึกทุกข์ใจจากความเป็นโสดด้วยวิธี Self-shame และ Self-blame มากกว่า นั่นเป็นเพราะผู้หญิง โดยเฉพาะในบางวัฒนธรรมที่มีผู้ชายเป็นศูนย์กลางสูงๆ การที่พวกเธอไม่สามารถหาแฟน หาคู่ชีวิต หรือมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมได้ มักจะถูกทำให้เชื่อว่าพวกเธอ ‘ไม่ดีพอ’ หรือ ‘ไม่คู่ควร’ มากพอ ถูกทำให้เชื่อว่าไม่เป็นที่ต้องการ เป็นความผิดของพวกเธอเอง อะไรแบบนั้น นั่นคือ Stigma ที่มาแพ็คคู่กับความโสดของผู้หญิงในหลายๆ วัฒนธรรม และก่อให้เกิดความทุกข์ใจในความโสดของตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกอย่างหนึ่ง คอมมูฯ สาวโสดที่ทุกวันนี้เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Femcels ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การโจมผู้ชาย หรือว่าเพศใดๆ หากเป็นการที่ผู้หญิงมาแชร์ประสบการณ์ พร้อมตั้งคำถาม ให้คำแนะนำ รวมถึงส่งกำลังใจและมอบพลังหญิงให้แก่กัน เหมือนเป็นกระจกเงาที่สะท้อนกันไปมามากกว่าจะมาชี้นิ้วโทษใคร

ที่สำคัญ Femcels ยังอาจเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ต้องแอ๊บว่าความโสดคือทางเลือกที่แข็งแกร่ง หรือจำเป็นต้องโอบรับมันหากไม่ได้มีความสุขกับมันจริงๆ แต่ Femcels เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเเชร์ความรู้สึกด้านที่เปราะบางอ่อนแอ ในมุมที่อาจมีน้ำตาจากความผิดหวังล้มเหลวในการมองหาความสัมพันธ์ที่ใช่ พร้อมกับเปิดใจยอมรับการถูกปฏิเสธ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดหรือโทษตัวเองด้วย

“ฉันมองว่าบางครั้งเหตุผลที่พวกเราโสด อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่เราเจอนั้นมันก็แค่ไม่เวิร์ก มากกว่าจะมองว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่งขนาดนั้น และการถูกปฏิเสธเพราะความสัมพันธ์ไปกันไม่ได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ใช่เหรือ” เสียงหนึ่งจากคอมมูฯ Femcels ว่าอย่างนั้น

อ้างอิง

https://www.dazeddigital.com/life-culture/article/66689/1/femcels-meet-the-young-women-struggling-to-find-love-incels-sex-dating-crisis

https://www.independent.co.uk/life-style/femcels-incels-sweetpea-b2635500.html

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...