โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

รักหมด(หัว)ใจ [มีอีบุ๊ก+จองเล่ม]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 16.27 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 04.42 น. • ส้มผัก
เขาทิ้งผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งไป…เกือบห้าปี เจอกันอีกทีเธอมีลูกแฝดวัยสี่ขวบ…คำถามคือลูกใคร?

ข้อมูลเบื้องต้น

เขาทิ้งผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งไป…เกือบห้าปี เจอกันอีกทีเธอมีลูกแฝดวัยสี่ขวบ…คำถามคือลูกใคร?

cr. รูปจากการเจนเอไอ

แนวรักรีเทิร์น จบแบบสุขนิยม เปิดเรื่องอาจดูดราม่านิดหน่อย ก่อนจะเสิร์ฟความน่ารักของเจ้าแฝด รับรองว่าไม่ตับพัง พระเอกธงแดงจ๋าๆ เทาๆ ร้ายกับคนทั้งโลกแม้แต่เมียเก่า แต่สุดท้ายก็โบ้แบบไม่พัก อยากให้ลองอ่านดูนะคะ

+++

เขาทิ้งผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งไป…เกือบห้าปี เจอกันอีกทีเธอมีลูกแฝดวัยสี่ขวบ…คำถามคือลูกใคร?

+++

ต้าวน้อยแฝดแก้มซาลาเปา "พระจันทร์กับตะวัน" ที่ทำเอา "การันต์" ที่เคยบอกให้ "กอหญ้า" ไปทำแท้งใจละลายและใจสลายไปแทบจะพร้อมกัน เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตที่เคยร้าย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พ่อจะไม่พูดอย่างนั้นกับแม่ แต่ในเมื่อความจริง โลกนี้ย้อนเวลาไม่ได้…เขาจะทำอย่างไร ให้ได้รักคืน

++++

“เจ้าแฝดอายุกี่ขวบคะ รู้มั้ยว่าตัวเองอายุกี่ขวบ”

“อายุ…” พระจันทร์เหมือนจะตอบ แต่ดูไม่แน่ใจหันไปหาตะวันที่ยกนิ้วขึ้นสี่นิ้วแล้วยกซ้ำอีกสี่ ตามด้วยยกนิ้วหนึ่งและห้า คนพี่สาวก็พยักหน้า “สี่ขวบสี่เดือน สิบห้าวันค่ะ”

บอกตามสัญลักษณ์มือที่ตะวันทำให้ แสดงว่าเด็กหญิงจำได้ไม่แม่นเท่าเด็กชาย

“ถ้าหนูกับตะวันอายุสี่ขวบ ห้าเดือน เก้าวัน แม่กอหญ้าจะกลับมารับเราค่ะ อีกไม่นานใช่มั้ยตะวัน อีกกี่วันนะ”

ตะวันทำสัญลักษณ์มือให้อย่างเร็วแบบไม่ต้องนับนิ้ว

“ยี่สิบสี่วันค่ะ แม่จะกลับมาในวันที่ตะวันทำสัญลักษณ์แบบนี้”

แบบนี้ที่เด็กหญิงบอกคือยกกำปั้นขึ้น

“ใช่มั้ยตะวัน” เด็กชายพยักหน้า “อีกไม่นานแล้ว หนูต้องรอที่บ้านป้า แต่ลุงบอกว่ารอไม่ได้แล้ว ป้าจะเอาหนูกับตะวันไปให้คนอื่นเลี้ยง เพราะเลี้ยงไม่ไหว ค่าใช้จ่ายเยอะ ภาระเยอะ ป้าก็จะโมโห แล้วก็…”

เด็กหญิงเหมือนจะพูดต่อ แต่ก็เลือกที่จะเงียบ แจ่มจันทร์พอเดาได้ว่า มันคือการที่เด็กสองคนถูกทำร้าย การนึกถึงมันทำให้เด็กหญิงเบะปากเหมือนจะร้อง ตะวันก็ก้มหน้าเศร้าไม่ต่างกัน

“ลุงให้มาหาพ่อการันต์ มาขออยู่ด้วยรอแม่ ถ้าแม่มาหาหนูกับตะวันที่บ้านป้า ลุงจะบอกว่าเจ้าแฝดอยู่นี่ค่ะ ให้หนูอยู่ด้วยนะคะ หนูกับตะวันจะเป็นเด็กดี จะไม่กินเยอะ จะทำงาน ขออยู่ด้วยแค่…” เด็กหญิงไม่แม่นตัวเลข เธอหันไปหาน้องชายที่ทำนิ้วบอกว่ากี่วัน “ยี่สิบสี่วันค่ะ หนูทำงานเก่ง หนูกินไม่เยอะค่ะ ตะวันก็กินไม่เยอะ…หนูอยากเจอพ่อการันต์ หนูจะขออยู่รอแม่ แล้วจะไป ไม่ให้เฉดหัวค่ะ”

เด็กหญิงยกมือไหว้ ตะวันก็ทำตามพี่สาว ทำเอาแจ่มจันทร์น้ำตาซึม ได้ยินเด็กหญิงพูดคำว่า ‘เฉดหัว’ หลายครั้งแล้ว มันทำให้คนฟังสะท้อนใจ แม้ยังไม่ได้ยินคำบอกเล่าอะไรมาก แต่เหมือนเธอจะจินตนาการได้เลาๆ ว่าสองพี่น้องพบเจออะไรมาบ้าง ถึงจะอยากรู้เรื่องราว แต่รู้สึกว่ามันเจ็บปวดที่จะต้องให้เด็กพูดถึงสิ่งที่พวกเขาเจอมา

E-book by Meb : https://www.mebmarket.com/ebook-371311-รักหมดหัวใจ
E-book by Dek-D : https://novel.dek-d.com/ebook/30616/

บทที่ 1 (1)

เขาทิ้งผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งไป…เกือบห้าปี เจอกันอีกทีเธอมีลูกแฝดวัยสี่ขวบ…คำถามคือลูกใคร?

++++++

รถแท็กซี่ส่วนบุคคลวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอไปตามถนนใหญ่ของกรุงเทพมหานครยามใกล้รุ่ง ถนนที่ยังคงโล่งทำให้รถทำความเร็วได้มาก วิ่งข้ามฝั่งเมืองไปอีกฝั่งใช้เวลาร่วมชั่วโมง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในซอย ถนนเส้นนี้แม้จะอยู่ในเมือง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านของคนมีเงิน รั้วบ้านสูงและทอดยาวไปตลอดแนวกว่าจะเจอบ้านอีกหลัง นอกจากส่วนที่เป็นประตูรั้ว ริมกำแพงค่อนข้างมืด มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่มาก

รถยังคงวิ่งเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดตรงมุมมืด ไกลจากประตูรั้วที่มีแสงสว่างพอสมควร แต่แสงไฟตรงนั้นก็ทำให้เห็นป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนไว้ว่า ‘บ้านคุปตะมนตรี’ ชายคนขับรถอยู่ในวัยสามสิบกลางๆ ไม่ได้แต่งชุดคนขับแท็กซี่ เขาก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาทางฝั่งเบาะข้างคนขับ ก่อนเปิดประตูได้มองกลับไปทางประตู แววตาครุ่นคิด ก่อนจะมองกลับเข้าไปที่เบาะผู้โดยสารข้างหลัง

ในนั้นมีเด็กแฝดชายหญิงวัยสี่ขวบเศษกำลังหลับอยู่แบบพิงหัวกัน ทั้งสองเป็นเด็กผิวขาวหน้าตาดี ผิวขาว ปากเล็กจมูกหน่อย น่ารักน่าชังทั้งคู่ แม้จะใส่เสื้อผ้าเก่าๆ มอมแมม อีกทั้งเด็กทั้งสองก็มีร่องรอยถูกทำร้าย รอยเขียวช้ำตามตัว โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย มีรอยแดงจากการถูกตบที่หน้าและเบ้าตาเขียว ไม่ชัดมากแต่ถ้าสังเกตก็เห็นได้

“ตะวัน พระจันทร์…ลุงขอโทษนะที่ต้องทำแบบนี้ แต่มันคือทางออกที่ดีที่สุด ลุงไม่อยากให้หลานต้องไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า…ยังไงอยู่กับพ่อแท้ๆ ก็คงดีกว่าอยู่ที่นั่น ลุงขอโทษที่ทำได้ดีเท่านี้ ลุงปกป้องหลานได้ดีที่สุดเท่านี้ ขอโทษนะ ถ้าลุงไม่ทำแบบนี้ หนูอาจจะถูกป้าตีตาย หรือพี่ๆ ตีจนตาย”

เด็กทั้งสองมีเค้าโครงหน้าเหมือนคนขับแท็กซี่ที่ตอนนี้มองกลับไปทางรั้วบ้านหลังใหญ่ ที่เพียงแค่ปราดเดียวคะเนจากรั้วบ้านและประตู แม้ไม่ต้องเห็นสิ่งที่อยู่ภายในก็เดาได้ว่าเจ้าของบ้านหลังใหญ่นี้จะต้องร่ำรวยมากจริงๆ คงไม่ใช่แค่เรื่องที่ได้ยินมา

ต่อให้แม่ของเด็กเคยบอกเขาว่า คนในบ้านหลังนั้นไม่ยอมรับลูกๆ ยอมจ่ายเงินให้เธอก้อนใหญ่เพื่อให้ไปทำแท้ง แต่สุดท้ายน้องสาวเขาก็ไม่ได้ทำ อุ้มท้องกลับบ้านสารภาพความจริงกับแม่ เอาเด็กไว้ ซึ่งเขาก็เคยคิดว่าน้องสาวทำถูกแล้ว เพราะถ้ายอมทำตามคงหมายถึงการฆ่าเด็กสองคนที่น่ารักนี้ทิ้ง เด็กที่เกิดมาอย่างน่ารักและสดใส อย่างน้อยก็เป็นอย่างนั้น ก่อนที่น้องสาวเขาจะเจอวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่…

น้องจำต้องฝากลูกไว้กับเขา ยอมให้เงินทั้งหมดในชีวิตและบ้านที่น้องสาวมีกับเขาและภรรยา ขอแค่ให้ช่วยดูแลลูกให้ในช่วงเวลาหนึ่ง เขาตั้งใจจะทำอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ทำตามสัญญาไม่ได้ ภรรยาของเขาเกลียดเด็กสองคน ลูกๆ ก็เอาแต่แกล้งน้อง

เขาขู่จะแจ้งความถ้ามีการทำร้าย ก็โดนขู่ว่าถ้าทำอย่างนั้น หลานจะถูกพาไปเลี้ยงที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อาจถูกแยกจากกัน แล้วนั่นจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตของเด็กทั้งคู่ แค่ต้องแยกจากแม่ ต้องถูกเมียเขาและลูกแย่งสิ่งที่เคยมีไปหมด แต่พวกเขาก็ยังคงอยู่ได้เพราะคิดว่าไม่นานแม่จะกลับมารับ รออีกแค่ไม่ถึงเดือน น้องสาวก็จะพ้นโทษ ออกมาจากคุก

“พี่รู้ว่าการบอกเรื่องลูกกับคุณการันต์เป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แกจะทำ แต่นี่คือสิ่งสุดท้ายแล้วนะกอหญ้า ถ้าไม่ทำอย่างนี้พระจันทร์กับตะวันต้องแย่…ยังไงนั่นก็พ่อ เขารวยขนาดนั้น แค่เด็กสองคน เขาน่าจะเลี้ยงรอแกออกจากคุกได้….พี่ขอโทษ”

พูดได้เพียงเท่านั้นก็ปล่อยโฮ ทรุดลงนั่งข้างรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่เด็กแฝดผู้หญิงรู้สึกตัวตื่นทันได้เห็นว่าลุงของพวกเขาที่บอกว่าจะพาออกมาเที่ยวร้องไห้อยู่ข้างรถ ความเป็นเด็กใจดี ทำให้จะรีบลงไปปลอบ แต่เธอก็เป็นเด็กขี้กลัวด้วย จึงทำอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจคือปลุกน้องชายแฝดที่หลับอยู่ น้องชายที่เป็นเด็กไม่ค่อยพูด แต่เป็นเด็กที่รู้ความเกินวัย และจะคอยดูแลพี่สาว การที่เขามีแผลเยอะกว่าเพราะใช้ตัวเองปกป้องพี่สาวแฝด

“ตะวันตื่นเร็วเข้า” เด็กตัวน้อยที่ถูกเขย่าแขนงัวเงีย และเห็นพี่สาวชี้ไปที่ประตู “ลุงอานนท์ ร้องไห้ เปิดประตูหน่อย ต้องไปโอ๋ๆ นะ ลุงอานนท์ร้องไห้สงสาร พี่พระจันทร์กับตะวันอีกแล้ว ต้องไปบอกว่าไม่เป็นไรนะ เปิดประตูหน่อยพี่เปิดไม่ได้ ต้องแรงเยอะ รถลุงอานนท์เก่าแล้ว”

แม้จะเป็นแฝดที่ตัวแทบจะเท่าๆ กัน แต่ตะวันจะแข็งแรงกว่า ประตูที่พระจันทร์เปิดไม่เคยได้ น้องชายก็จะเปิดให้ได้เสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน เด็กน้อยเปิดประตูออกและทำสิ่งที่ทำเสมอคือหยิบรองเท้าแตะคีบใส่ให้พี่สาว แล้วจึงใส่ให้ตัวเองและรีบลงจากรถ เขาลงก่อนและคอยช่วยพี่ให้ลง

“ลุงจ๋าไม่ร้องนะคะ โอ๋ๆ” พระจันทร์รีบเข้าไปกอด “หนูมาแล้วนะคะ ไม่เป็นไรนะคะ หนูไม่ลำบาก หนูไม่เจ็บนะคะ ใช่มั้ยตะวัน บอกลุงว่าไม่เป็นไร ไม่เจ็บเนอะ”

อานนท์ที่เงยหน้าขึ้นและรีบเช็ดน้ำตาให้ตัวเอง กอดหลานสาวตัวน้อยไว้แน่น และยิ่งน้ำตาไหล มองตะวันที่เพียงแค่ยืนมองอยู่เงียบๆ การเห็นรอยจ้ำที่เบ้าตาหลานชายและรอยนิ้วที่แก้ม ยิ่งทำให้เสียใจ แต่มันก็ทำให้คิดว่าการทำอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว

“ตะวันมานี่เร็ว มาปลอบลุงอานนท์หน่อย” พี่สาวเอื้อมมือไปฉุดแขนน้อง จัดแจงให้กอดลุง แต่เด็กชายก็ไม่ได้ทำตาม กอดแค่ตามมารยาทแล้วผละออก “ตะวันไม่ได้โกรธลุงนะคะ แต่ตะวันรักไม่เก่งค่ะ เนอะตะวันเนอะ ถ้าใช่พยักหน้าหน่อย”

ตะวันพยักหน้าให้ อานนท์พยายามกลั้นสะอื้น ยกมือแตะศีรษะหลานทั้งสองคน แล้วกุมมือทั้งคู่ไว้ มองหลานชายทีหลานสาวที ตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง จึงมองไปทางประตูรั้ว แล้วมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง บ่งบอกว่าเป็นเวลาตีสามกว่าแล้ว เขามีเวลาไม่มาก

“พระจันทร์จำที่ลุงบอกได้มั้ยลูก”

“จำได้ค่ะ”

“ไหนบอกลุงสิว่าจำได้ว่าไง”

“หนูกับตะวันต้องไปรออยู่ตรงประตู แล้วรอเจอผู้ใหญ่ แล้วบอกว่าหนูกับตะวันมาขอเจอพ่อ พ่อหนูชื่อการันต์ แล้วให้หนูเอาของในนี้ให้ดู” ของในนี้ที่เด็กหญิงพูดถึงคือสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าสะพายข้างรูปแมวของเธอ “เดี๋ยวหนูหยิบออกมาแล้วจะพูดต่อว่าต้องพูดยังไง”

“ไม่เป็นไรลูก ลุงรู้ว่าพระจันทร์ของลุงเก่ง และจำได้…” อานนท์ลูบศีรษะชมเด็กหญิงที่ยิ้มหวานให้ “ลุงกลัวแต่พอเจอคนแปลกหน้า พระจันทร์จะกลัวจนพูดไม่ออก แล้วจะทำเสียเรื่อง”

“ถ้ามีตะวันอยู่ด้วย หนูไม่กลัวค่ะ เพราะตะวันบอกว่าจะดูแลพี่พระจันทร์ แล้วจะได้อยู่กับแม่กอหญ้า รอที่บ้านเรา…อ้อ บ้านคุณป้า แม่กลับมาจะพาเราไปอยู่บ้านใหม่ ไม่ต้องรอให้เฉดหัวนะ”

อานนท์สะท้อนใจ เห็นชัดว่าคำว่า ‘เฉดหัว’ เป็นคำพูดที่ได้ยินจากภรรยาของเขาและลูกๆ ที่ชอบรังแกหลานทั้งสองคน ยังไม่นับญาติของภรรยาที่พูดใส่เด็กๆ เสมอว่าเป็นภาระ ไม่มีพ่อและแม่เลวติดคุก บางก็บอกว่าทิ้งไปมีผัวใหม่ ซึ่งมันทำร้ายจิตใจเด็กที่ต่อให้แสดงออกว่าเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็คงรับรู้และเสียใจ โดยเฉพาะพระจันทร์ที่อ่อนไหวและขี้แย ขี้กลัว แม้จะช่างพูดเวลาอยู่กับคนที่น้องสนิท

“ลุงขอโทษนะ เรื่องบ้าน เรื่องป้า เรื่องพี่ๆ”

“โอ๋ๆ ลุงไม่ร้องไห้นะ ไม่เป็นไรค่ะ แทนบุญคุณ เลี้ยงหนูกับตะวันรอแม่ ไม่เป็นไรค่ะ เนอะตะวันเนอะ ไม่เป็นไร ลุงไม่ร้องไห้นะคะ” เด็กหญิงเข้าไปกอด ลูบหลังลุง และยิ้มหวานให้น้องชายแฝด ที่ยิ้มเล็กๆ ให้พี่สาวเหมือนจะให้กำลังใจและบอกว่าคิดเหมือนพี่

“เอานี่ไปลูก…ยาทากันยุงนะ ถ้ายุงกัดก็ทาตัวไว้นะลูก” อานนท์หยิบขวดยาทากันยุงออกมาจากกระเป๋ากางเกง ใส่ในมือเด็กชาย “ตะวันดูแลพี่พระจันทร์นะลูก”

เด็กชายพยักหน้า และหันไปเห็นยุงเกาะหน้าพี่สาวก็รีบปัดให้ ถึงตอนนี้อานนท์ก็รีบหยิบขวดยาทากันยุงมาช่วยทาให้หลานทั้งสองคน ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ทำอย่างที่ตั้งใจทำตั้งแต่แรก บอกให้เด็กๆ เดินไปที่ประตู เด็กสองคนที่เหมือนตอนแรกจะมีความกล้า แต่เมื่อเดินห่างลุงไปไม่ถึงสิบเมตร เด็กผู้หญิงขี้กลัวก็เดินไม่ออก เธอเบะปากจะร้องไห้ และหันมาหาลุง โดยที่ยังกุมมือน้องชายไว้

อานนท์โบกมือให้เดินต่อ แต่หลานสาวเริ่มสะอื้น เขากำลังจะใจอ่อน แต่ก็กัดฟันกลับขึ้นรถและถอยออกห่างจากตรงนั้น กับภาพที่เห็นเด็กหญิงปล่อยโฮ ทำท่าจะวิ่งกลับมาหา ขณะรถของเขาก็ถอยออกไปจากจุดนั้น ออกไปอย่างเร็ว แต่ก็เห็นทุกอย่างผ่านกระจกมองหลัง เห็นพระจันทร์วิ่งตามรถมา โดยมีตะวันวิ่งตาม

เด็กหญิงสะดุดล้มหน้าคะมำ เขาหยุดรถ เกือบจะถอยกลับไปรับหลานทั้งคู่ ถ้าโทรศัพท์มือถือเขาไม่ดังขึ้น เป็นภรรยาที่โทร.เข้ามา มันย้ำเตือนให้เขาตั้งสติได้ว่า ถ้าต้องกลับไปเจอสภาพเก่าๆ สู้ให้หลานอยู่ตรงนี้กับพ่อแท้ๆ ก็ยังดีกว่า

“พระจันทร์ ตะวัน…ลุงขอให้พวกหลานโชคดี…ยกโทษให้ลุงด้วยนะลูก”

คุยท้ายตอน : ฝากติดตามด้วยนะคะ กดเข้าชั้น ขอหัวใจ คอมเมนต์คุยกับส้มผัก ด้วยจะขอบคุณมาก ชอบไม่ชอบกันมั้ยคะ อาจจะเหมือนดราม่าหน่อย แต่จริงๆ แล้วเขียนให้ออกแนวน่ารักนะคะ

บทที่1 (2)

+++

ต้นตระกูล ‘คุปตะมนตรี’ เป็นตระกูลผู้ดีเก่า ก่อนจะมาร่ำรวยจริงๆ เมื่อคนรุ่นก่อนจับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ก่อสร้างอาณาจักรขึ้นมายิ่งใหญ่และยิ่งแข็งแกร่งเมื่อได้สะใภ้เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูล ‘รุจิโรจน์’ ที่เป็นเจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ระดับประเทศ มูลค่าทรัพย์สินของสองตระกูลมีจำนวนมหาศาล ซึ่งทั้งหมดจะตกเป็นของ ‘การันต์ คุปตะมนตรี’ หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของสองตระกูล

พ่อกับแม่ของการันต์เป็นคนทำงานเก่ง บ้างานทั้งคู่ ไม่ได้อยากแต่งงาน แต่ต้องแต่งเมื่อผู้ใหญ่เห็นควรและแต่งเพราะธุรกิจ เมื่อไม่ได้มีความรักให้กัน ก็ไม่ได้อยากมีลูก แต่เมื่อผู้ใหญ่อยากได้หลาน พวกเขาก็มีให้ โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และใช้แม่อุ้มบุญ หล่อนกลายมาเป็นแม่นมให้การันต์ ซึ่งถูกเลี้ยงแบบเด็กสองบ้าน เดี๋ยวอยู่บ้านคุปตะมนตรี เดี๋ยวไปอยู่บ้านรุจิโรจน์

ทั้งสองบ้านมีเหมือนกันคือเอาใจหลานทุกอย่างเพื่อจะให้หลานรัก ตัวการันต์เป็นเด็กฉลาด เรียนเก่ง สร้างความภูมิใจให้ทั้งสองตระกูล แต่มันก็ทำให้เขากลายเป็นคนเอาแต่ใจ ใจร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้ ชอบเอาชนะ ขาดความเห็นใจคนอื่น แล้วเป็นคนขี้เบื่อ เกลียดการถูกผูกมัด ประกาศชัดว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นเจ้าของเขา ไม่มีใครมีสิทธิ์หึงหวงเขา ถ้าไม่พอใจก็แยกย้ายทางใครทางมัน

แม้การันต์จะไม่ได้ถูกเลี้ยงจากพ่อและแม่ แต่เหมือนเลือดพ่อกับแม่จะอยู่ในสายเลือดเขา ต่อให้เขาเป็นผู้ชายที่เหมือนจะดูเพลย์บอย ชอบอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง เกลียดการอยู่คนเดียว แต่ก็เป็นคนที่จริงจังกับการทำงาน ยิ่งในช่วงสองปีหลังที่เขาเสียครอบครัวฝ่ายพ่อไปเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินส่วนตัวตก เขาสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดได้ด้วยการทำงาน

ชายหนุ่มสามารถพาธุรกิจของคุปตะมนตรีผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้ ลบคำสบประมาททุกอย่างลง กลายเป็นท่านประธานที่คนแวดวงธุรกิจให้การยอมรับในความสามารถ อาจจะไม่ได้เรียกว่าสง่างาม แบบมีธรรมาภิบาล แต่ก็เรียกว่าแข็งแกร่ง ใจกล้าพอที่จะเหยียบหัวคนเพื่อพาตัวเองกลับไปยิ่งใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะมีคนเกลียด มีคำก่นด่าจากคนที่เสียประโยชน์ มองชายหนุ่มวัยยังไม่ถึงสามสิบคนนี้ว่าเป็นคนจองหอง หยิ่งผยอง หน้าเลือด ขาดความเมตตาและความเห็นใจคนอื่น

ด้วยภาพลักษณ์อย่างนั้นทำให้คนรอบตัวค่อนข้างเกรงกลัวการันต์ ถ้าเขาอยู่ตรงไหน คนรอบตัวจะค่อนข้างเครียด โดยเฉพาะพวกเด็กรับใช้ในบ้าน ทั้งคนเก่าคนใหม่ต่างก็รู้ว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ยิ่งในวันที่เมื่อวานชายหนุ่มบ่นว่าอยากกินข้าวแช่ แม่ครัวจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปตลาดเลือกซื้อของด้วยตัวเอง โดยมีลูกสาวคอยเป็นลูกมือคอยหิ้วของให้ มีคนขับรถซึ่งเป็นสามีไปส่งและพร้อมจะรอรับกลับ

คนทั้งสามออกไปจากบ้านก่อนที่เด็กแฝดพระจันทร์กับตะวันจะถูกพามาทิ้งไว้ จึงไม่ได้เจอกัน แต่พอกลับมาช่วงตีห้า ในจังหวะที่รถรอให้ประตูอัตโนมัติเปิด มีคนในรถเหลือบไปเห็นเท้าเล็กๆ โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างประตูบานเล็ก

“อะไรน่ะ…” หญิงสาววัยยี่สิบที่นั่งข้างเบาะคนขับรถเพ่งตามอง “เดี๋ยวๆ พ่อ นั่นเด็กที่ไหนมานอนกอดกันตรงนั้นน่ะ”

“อะไรของเองวะนังแจ่ม” คนเป็นแม่ที่นั่งอยู่เบาะหลังถามแจ่มจันทร์ ด้วยวัยหกสิบทำให้มองอะไรในช่วงแสงกลางคืนไม่ค่อยเห็นนัก “เด็กอะไรของเอ็ง จะมีเด็กที่ไหนไปอยู่ตรงนั้น”

“เด็กจริงๆ นะแม่ แป๊บนะ พ่อรอแป๊บเดียวแจ่มไปดูก่อน” หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถ คนเป็นพ่อยังคงไม่ขยับรถ แม้ประตูบ้านจะเปิดออกกว้าง พร้อมให้รถเข้าไปแล้ว “เด็กจริงๆ…ตายแล้ว! ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้เนี่ย นอนตั้งแต่เมื่อไหร่ ลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย แม่ พ่อ มาดูหน่อย หนูๆ ลูก…”

เสียงของแจ่มจันทร์ทำให้พ่อและแม่รีบลงมาจากรถ เข้าไปชะโงกหน้าดูเด็กสองคนที่ยังคงหลับสนิท หลังพิงรั้วกึ่งนอนกึ่งนั่งเหยียดขาอยู่กับพื้นหญ้า ตรงจุดนั้นไม่ได้สว่างมากนัก พวกเขาจึงยังคงไม่ได้เห็นเนื้อตัวเด็กชัด แต่เท่านี้ก็ดูตกใจกันมาก เพราะมันไม่ปกติที่จะมีเด็กมานอนแถวนี้ลำพังแค่สองคน

“ตายแล้วมานอนนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยุงไม่กัดพรุนหมดเหรอเนี่ย หนู ลูก ตื่นๆ ลูก” แจ่มจันทร์ เอื้อมมือไปแตะแขนทั้งคู่ เขย่าตัวเบาๆ “หนู…ตื่นลูก”

ในขณะที่แจ่มจันทร์ปลุกเด็กแฝด ป้าเอี่ยมแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ สายตามองเด็กทั้งคู่ขณะที่กวาดตามองรอบๆ บริเวณ หาว่าจะมีใครอื่นอยู่ตรงนี้ไหม แต่ก็ไม่เห็นวี่แวว เด็กทั้งคู่เนื้อตัวดูมอมแมม ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ เป็นจังหวะเดียวกับที่ลุงยศที่กลับไปหยิบไฟฉายในรถย้อนกลับมา สาดแสงไฟใส่หน้าเด็กทั้งคู่ที่เริ่มงัวเงียตื่น นั่งขยี้ตาตัวเอง

“ตายแล้ว! นั่นรอยอะไรน่ะ” แจ่มจันทร์ร้องอย่างตกใจ เมื่อเห็นรอยช้ำที่แสงไฟฉายของพ่อเธอส่องไปตรงหน้าเด็กผู้ชาย

“ยุงกัดเหรอ” ป้าเอี่ยมถาม เพราะเห็นไม่ชัด “พ่อส่องหน้าเด็กผู้ชายสิ ตาเป็นอะไรน่ะ แก้มด้วย ไม่ใช่รอยยุงกัดแล้วมั้ง”

พร้อมคำพูดของป้าเอี่ยม ผู้ใหญ่ทั้งสามคนก็มีคำตอบในใจ มันไม่ใช่รอยยุงกัน แต่เป็นร่องรอยของการถูกทำร้าย เด็กแฝดสองคนที่หน้าตาดูน่าเอ็นดู ต้องถูกทำร้ายร่างกายมา และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่มาอยู่ตรงนี้ โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็กอาจจะหนีการถูกทารุณกรรมมา ทั้งคู่ต้องการความช่วยเหลือ

ต้องแจ้งตำรวจ นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามพ่อแม่ลูกรู้สึกว่าต้องทำ แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ทำอะไร ก็ต้องถูกสายตาแบ๊วๆ ของเด็กสองคนที่มองพวกเขาสะกดไว้ เด็กผู้หญิงที่ตอนแรกอยู่ใกล้แจ่มจันทร์ ตกใจทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ขยับไปเกาะและหลบอยู่หลังเด็กชาย ที่มีรอยช้ำที่ตา ตอนแรกเขาก็เหมือนจะกลัว แต่พอเห็นเด็กหญิงพร้อมจะปล่อยโฮ ก็กัดฟัน กางแขนออก ทำท่าเหมือนจะปกป้อง

“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องกลัวพวกเรานะ” แจ่มจันทร์เจรจายิ้มให้ พ่อและแม่ต่างพยักหน้า “พี่ชื่อพี่แจ่มนะ ส่วนนี่แม่ของพี่แจ่มชื่อป้าเอี่ยม คนนี้เป็นพ่อพี่แจ่มชื่อลุงยศ”

“เอ็งแนะนำตัวเองว่าพี่ไม่อายเหรอนังแจ่ม” คนเป็นพ่อว่า “เอ็งต้องเป็นรุ่นน้าหนูๆ แล้ว ส่วนข้ากับแม่เอ็งต้องเป็น ยายกับตาแล้ว”

“ใช่ลูก ตากับยายรวมถึงน้าแจ่มไม่ทำอะไรหนูหรอกนะ” ป้าเอี่ยมบอกอย่างใจดี

ทั้งสามให้เวลาเด็กทั้งสองคน ระหว่างนั้นก็เฝ้าสังเกตตัวเด็ก นอกจากรอยช้ำตามตัวแล้ว ยังมีรอยยุงกัด ซึ่งเด็กทั้งสองน่าจะแพ้ยุง เพราะนอกจากรอยแดงแล้วยังมีเป็นตุ่มนูนดูน่าสงสาร ยังไม่นับอาการที่เด็กผู้หญิงเหมือนตัวสั่น กำเสื้อเด็กผู้ชายไว้แน่น การได้เห็นหน้าชัด พอเดาได้ว่าทั้งคู่น่าจะเป็นแฝดอายุน่าจะสามสี่ขวบ เป็นเด็กที่หน้าตาน่าเอ็นดู แม้จะมีร่องรอยแผลที่หน้า ผิวพรรณขาวละเอียด ปากนิดจมูกหน่อย เรียกว่าหน้าตาดีทั้งคู่

“หนูชื่ออะไรบ้างจ๊ะ” แจ่มจันทร์ชวนคุย ขณะที่เด็กชายยังคงกางแขนกัน เหมือนปกป้องเด็กผู้หญิงที่เริ่มดูตื่นน้อยลง แอบชะโงกหน้ามองผู้ใหญ่ทั้งสามทีละคน “เด็กน่ารักสองคนนี้ชื่ออะไรบ้างนะ”

แจ่มจันทร์คิดว่าเด็กชายน่าจะเป็นคนกล้าและการที่เขามีแผลและรอยช้ำมากกว่าเด็กหญิงคงเพราะเอาตัวเองปกป้องเด็กผู้หญิง ทั้งที่ตัวเท่าๆ กัน เขาน่าจะเป็นคนกล้าจึงชวนคุย แต่เด็กชายเม้มปาก มองเด็กหญิงที่อยู่ข้างหลัง ลดมือลงข้างหนึ่งตบเบาๆ ที่มือป้อมๆ ของเด็กหญิงเหมือนให้ความกล้า ก่อนจะดึงมือกลับมากางออกเพื่อปกป้องอีก มันเป็นท่าทางที่น่าเอ็นดูทำให้ผู้ใหญ่ที่มองอยู่อมยิ้ม

“สวัสดีค่ะ” เด็กผู้หญิงบอกเบาๆ และเริ่มปล่อยเสื้อเด็กชาย ยกมือไหว้ ถึงตอนนี้เด็กผู้ชายที่กางมือไว้จึงยกมือไหว้บ้าง แต่ไม่มีเสียงทักทาย “หนูชื่อพระจันทร์ค่ะ เป็นพี่สาวของตะวัน”

“ชื่อน่ารักจัง” แจ่มจันทร์เป็นฝ่ายชวนคุย “ว่าแต่หนูเป็นลูกเต้าเหล่าใครคะ…หมายถึงพ่อแม่น่ะ พ่อแม่หนูชื่ออะไรลูก ทำไมพวกหนูมาอยู่ตรงนี้จ๊ะ”

หลังคำถามเด็กหญิงยังไม่ตอบกระทั่งเด็กผู้ชายพยักหน้าให้เธอจึงหันมาหาผู้ใหญ่ทั้งสาม ก้าวออกมาเหมือนจะทำหน้าที่คุยเอง ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งสาม ว่าทำไมเด็กชายที่ดูกล้าหาญกว่า ทำไมไม่คุยเอง ตั้งแต่มาถึงยังไม่ได้ยินเสียงพูดของเด็กชายเลย

“พ่อหนูอยู่บ้านนี้ค่ะ” เธอชี้เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ทำเอาคนทั้งสามอึ้ง มองตากัน ก่อนจะหันมาหาคำตอบต่อจากเด็กหญิง “หนูกับตะวันมาหาพ่อค่ะ มาขออยู่กับพ่อ อยู่ไม่นานค่ะ อยู่รอแม่กลับมา แล้วหนูกับตะวันจะไป ไม่ให้เฉดหัวค่ะ หนูสัญญาไม่เป็นภาระค่ะ หนูกับตะวันกินข้าวนิดเดียว สองคนกินด้วยกันได้ค่ะ”

แม้จะยังประหลาดใจ งงกับสิ่งที่เด็กหญิงพูด แต่ทั้งสามคนก็เห็นความน่าสงสาร เจียมตัว ดูน่าเวทนาจากคำพูดและท่าทางของคนตัวน้อยๆ ทั้งสอง แล้วก่อนที่พวกเขาจะถามความต่อ เด็กหญิงก็หยิบกระเป๋าสะพายข้างของเธอออกมา พยายามรูดซิปเปิด แต่ทำไม่คล่อง เด็กชายจึงช่วยเปิดและหยิบของในนั้นออกมา เป็นกระดาษพับไว้อย่างเรียบร้อยและมีรูปถ่ายแบบโพลารอยด์ที่ตอนส่งให้ถูกปิดหน้าไว้

“นี่มัน…”

แจ่มจันทร์พลิกขึ้นดูจึงเห็นว่าเป็นรูปถ่ายของชายหญิงคู่หนึ่งฝ่ายชายกอดผู้หญิงที่ใส่ชุดนักศึกษาไว้ ฝ่ายหญิงยิ้มอย่างมีความสุขและผู้ชายแม้ไม่ได้ยิ้มแต่เขาเป็นคนถือกล้องและถ่ายรูปนี้

“คุณการันต์ไม่ใช่เหรอ แล้วถ่ายกับใคร…”

“พ่อกับแม่ของหนูกับตะวันค่ะ พ่อการันต์กับแม่กอหญ้าค่ะ”

เด็กหญิงบอกอย่างภูมิใจ เด็กชายก็พยักหน้าสนับสนุน พวกเขาไม่รู้สักนิดว่ากำลังทำผู้ใหญ่สามคนช็อกอย่างสุดขีด มองตากันและมองกลับไปในบ้าน ยังคงไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังออกมาจากในบ้าน คนที่ออกมาคือแม่นมของการันต์ที่ออกมาพร้อมกับเด็กรับใช้ เพื่อจะรอใส่บาตรพระ

“ทำอะไรกันน่ะ ทำไมมาจอดรถไว้แบบนี้”

หญิงวัยกลางคนท่าทางดูเป็นผู้ดีและก็แลดูน่าเกรงขามเอ่ยถาม ทำเอาคนทั้งสามรีบลุกขึ้นด้วยท่าทางสุภาพขยับเปิดทางให้เห็นเด็กแฝดสองคน ซึ่งเวลานี้เด็กหญิงขยับไปหลบอยู่หลังเด็กผู้ชายที่กางแขนออกปกป้องเด็กหญิงเมื่อเห็นว่าเธอกลัว

“แล้วนั่นเด็กที่ไหน” ความสงสัยทำให้คุณนมเดินเข้ามาหา มีบางอย่างน่าสงสัย รู้สึกคุ้นหน้าอย่างประหลาด

เหมือนลุงยศจะอ่านใจคุณชบาออก แกจึงสาดไฟฉายใส่หน้าเด็กผู้ชายสลับกับเด็กหญิง การเห็นหน้าเด็กแฝดทำให้แม่นมตกใจ จนหลุดปาก

“ทำไมเด็กสองคนนี้ หน้าเหมือนคุณการันต์…”

คุยท้ายตอน : ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ส้มผักอ่านไม่ได้ตอบรายท่าน แต่อ่านทุกอย่างเลย เรื่องนี้เปิดมาอาจจะดูเศร้า เครียดๆ เพราะสงสารเจ้าแฝดนะคะ แต่ยังไงส้มผักก็ยังยืนยันว่า คนอ่านจะมีความสุขไปกับเจ้าแฝดนะคะ เอาใจช่วยเจ้าแฝดด้วยนะ เรื่องจะค่อยๆ เปิดออกมา ยังไงก็ฝากกดติดตาม พูดคุยคอมเมนต์ให้กำลังใจส้มผักด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ เจอกันตอนหน้านะ

บทที่1 (3)

+++++++

หลังคำหลุดปากเบาๆ ของชบา ซึ่งต่อให้หล่อนบอกกับคนในบ้านว่าเป็นเพียงแม่บ้าน แต่ทุกคนก็ให้ความเคารพยำเกรงไม่ต่างกับเจ้านายคนหนึ่ง เพราะนอกจากหล่อนจะเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้แทนเจ้าบ้าน หล่อนยังเป็นคนเลี้ยงการันต์มา เป็นญาติห่างๆ ฝ่ายแม่ที่เคยถูกลูกของตัวเองบอกว่า รักการันต์มากกว่าลูกแท้ๆด้วยซ้ำ เพราะชีวิตหลังเป็นแม่อุ้มบุญให้การันต์ ชบาก็แทบจะยกเวลาทั้งหมดให้ครอบครัวนี้ ส่งแค่เงินเลี้ยงดูลูก

“นี่ค่ะ…” แจ่มจันทร์ยื่นสิ่งที่รับมาจากเด็กหญิงให้ถึงมือคุณแม่บ้านใหญ่ซึ่งยังคงไม่ได้รับสิ่งนั้นมา สายตายังทิ้งอยู่ที่เด็กทั้งสองคน เธอจึงอธิบายเพิ่มเติม เพื่อบอกว่าของในมือเธอสำคัญแค่ไหน “แจ่มรับมาจากน้องพระจันทร์ค่ะ คุณนมดูสิคะ มีรูปคุณการันต์กับนักศึกษาคนหนึ่งด้วยค่ะ”

คราวนี้ชบารับสิ่งที่แจ่มจันทร์ส่งให้ เห็นว่าเป็นกระดาษพับอยู่สองชิ้นและรูปถ่ายโพลารอยด์ที่เมื่อพลิกดู จึงเห็นว่าเป็นรูปถ่ายของการันต์ มองจากทรงผมและการแต่งตัวเดาได้ว่าน่าจะเป็นช่วงหลายปีก่อน อย่างน้อยๆ น่าจะห้าปีได้ ส่วนนักศึกษาผู้หญิงในรูป หล่อนไม่แน่ใจว่าเคยรู้จัก พยายามเพ่งดู แต่ก็ยังนึกไม่ออก รูปก็เล็กบวกกับแสงเวลานี้ทำให้ดูไม่ชัดนัก จึงจะดูกระดาษอีกสองพับที่ติดมา

“เกิดอะไรขึ้นทำไมจอดรถกันแบบนี้นายยศ แล้วมาอออะไรกันอยู่ตรงนี้” อังคณาซึ่งเป็นลูกสาวของชบาตามออกมาเจอเหตุการณ์ จึงถามอย่างประหลาดใจ ทำท่าจะเอ็ดเด็กในบ้าน แต่สายตากวาดไปเห็นตะวันกางมือออกปกป้องพระจันทร์ ทำเหมือนหล่อนเป็นตัวอันตราย “เด็กที่ไหนคะคุณแม่…สกปรกจัง”

“พระท่านมาแล้วค่ะคุณนม” เด็กรับใช้อีกคนที่จัดโต๊ะเตรียมตักบาตรร้องบอก ทำให้ชบาต้องวางเรื่องอื่นไว้ก่อน เพื่อไปเตรียมรับพระท่าน จึงส่งของที่ถือไว้ในมือ จะให้แจ่มจันทร์ถือ แต่อังคณาเอื้อมมือมารับไปก่อน “นิมนต์ค่ะ พระคุณท่าน…”

ลุงยศรีบไปเอารถเข้าบ้าน ป้าเอี่ยมก็ตามเข้าไป แจ่มจันทร์ก็เกือบจะวิ่งตามแม่เข้าไปด้วย แต่หันไปเห็นเด็กสองคนเสียก่อน จึงยืนอยู่เป็นเพื่อน ในขณะที่อังคณาก็ดูของที่เพิ่งรับมา ด้วยแววตาตกใจปนประหลาดใจ และคลี่กระดาษสองพับนั้นมาเปิดดู เพียงแค่เจอจดหมายที่อานนท์เขียนไว้ ก็หันขวับมามองเด็กแฝด

แจ่มจันทร์เห็นแววตามาดร้ายระคนตกใจนั้น จึงไม่แปลกใจที่เห็นพระจันทร์ทำท่าจะร้องไห้ แต่ตะวันก็ยังกางมือเหมือนจะกันตัวอังคณาไว้ สายตาเด็กชายมองคนที่เขาคิดว่าจะทำอันตรายพี่สาวและเขา แต่แล้วคนที่ทำหน้ายักษ์ใส่ก็เลือกที่จะถือของในมือวิ่งเข้าไปในบ้าน หลังจากดูจนแน่ใจว่ากระดาษอีกพับคืออะไร

“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะพระจันทร์” แจ่มจันทร์ย่อตัวลงปลอบ ซึ่งพออังคณาออกไปพ้น ความกังวลของเด็กหญิงก็คลายไป เธอพยักหน้ารับ มองภาพที่ชบากำลังตักบาตรให้พระสามรูป

“ตะวัน…” เธอเรียกน้องชายผ่านการกระตุกชายเสื้อ “พี่อยากทำบุญจัง เอาของถวายพระดีนะ แล้วขอมนต์วิเศษได้ ทำบุญกันนะ”

เป็นอีกครั้งที่ตะวันพยักหน้า เด็กหญิงยิ้มกว้าง ก่อนจะทำหน้าเศร้า

“แต่เราไม่มีของทำบุญ ต้องมีข้าว กับข้าวนะ พี่พระจันทร์มีขนม แต่กินแล้ว ไม่น่ากินเลย”

เธอล้วงเอาซองเปล่าใส่ขนมออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทำท่าจะร้องไห้ แต่เด็กชายล้วงเอาลูกอมเม็ดหนึ่งออกมา ส่งให้ตรงหน้าเด็กหญิง พยักหน้าให้เหมือนบอกให้เธอเอาขนมนี้ไปทำบุญถวายพระ จับมือพี่สาวขึ้นมาส่งขนมใส่มือเธอ แล้วมองซ้ายขวา วิ่งไปทางพุ่มดอกเข็มใกล้ๆ และพยายามเด็ดดอกเข็มออกมา ส่งให้พี่สาว เขาพยักหน้าและชี้ไปทางพระที่ตอนนี้รับของใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว และเตรียมให้พร

“มีดอกไม้กับขนมแล้วไปใส่บาตรกัน” เด็กหญิงรับช่อดอกเข็มได้ก็ก้าวเข้าไปใกล้พระ โดยมีน้องชายตามไปติดๆ “สวัสดีค่ะ ขอหนูกับตะวันทำบุญได้มั้ยคะ”

เมื่อพระท่านยิ้มให้คนตัวน้อยสองคนก็ตรงเข้าไปหา พอจะใกล้ถึงพระก็คุกเข่าลง ก่อนจะนึกได้ว่าต้องถอดรองเท้า เมื่อหันไปเห็นคนอื่นทำ น้องชายก็ทำตาม พี่สาวพนมมือหลับตาเหมือนจะอธิษฐานขอพร แต่ก็นึกได้หันกลับมาส่งขนมก้อนเดียวที่มีคืนให้น้อง

“ตะวันใส่ขนมนะ พี่พระจันทร์จะใส่ดอกไม้ เราจะได้บุญสองคน จะขอมนต์วิเศษให้พ่อยอมให้เราอยู่รอแม่ที่บ้านนะ”

ไม่มีใครพูดอะไรในขณะที่เด็กแฝดทั้งสองหลับตาพนมมือขอพรที่พวกเขาอยากได้ ใช้เวลาครู่ใหญ่จึงได้ลืมตาขึ้น พระท่านมารับดอกไม้และขนม ก่อนจะให้พรเจ้าแฝดก็ก้มลงกราบ เหมือนคุ้นเคยกับการทำบุญแบบนี้ สร้างรอยยิ้มให้ผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองโดยเฉพาะคุณชบา

“สาธุ” เด็กผู้หญิงเปล่งเสียงดัง แต่ก็ยังไม่มีใครได้ยินเสียงเด็กผู้ชาย คนอื่นอาจจะไม่ทันคิดอะไร แต่แจ่มจันทร์เริ่มสงสัยว่า หรือเด็กผู้ชายจะเป็นใบ้ แม้เขาจะไม่ได้ใช้ภาษามือสื่อสารก็ตาม “คะ?”

“แบมือออกมาสิหนูน่ะ” หลวงตาท่านบอกเด็กหญิงเมื่อหยิบขนมเค้กที่เพิ่งรับบิณบาตรมาจากชบาเมื่อครู่ คนตัวน้อยยังไม่เข้าใจ แต่เห็นหลวงตาอีกรูปหยิบเค้กลักษณะเดียวกันส่งให้ตะวัน “จะให้หนูเหรอคะ…อ้อ หลวงตาโดนตัวหนูไม่ได้ เพราะเป็นผู้หญิง…ขอบคุณค่ะ”

เธอยกมือไหว้แล้วรับขนมมาดู

“ว้าว น่ากินจัง มีสตรอว์เบอร์รีของชอบพี่พระจันทร์ด้วย”

ในขณะที่เด็กสองคนดีใจกับของที่ได้ พระท่านก็เดินออกไป ถึงตอนนี้ชบาจึงได้เดินมาหาเจ้าแฝดที่ดีใจกับการได้ขนม ทั้งสองกระโดดเย้ๆ พากันไปนั่งที่ขอบทาง ช่วยกันแกะกล่องใส่เค้กจะกินตรงนั้นอย่างไร้เดียงสา หรือไม่ก็คงหิวจัด

“ไหนของที่ฉันฝากไว้น่ะ” ชบาเอ่ยถามแจ่มจันทร์ที่ทำหน้างง ขณะละสายตาจากเจ้าแฝด “ของที่เธอบอกว่ารับมาจากเจ้าแฝด ฉันส่งคืนไปให้แล้วไม่ใช่เหรอ”

“เมื่อกี้คุณอังรับไปค่ะ”

“แล้วแม่อังไปไหน”

“กลับเข้าบ้านแล้วค่ะ” แจ่มจันทร์รู้สึกว่าอังคณาเข้าไปอย่างไม่ปกติ แต่ก็กลัวจะถูกเอ็ดจึงรีบพูดต่อ “สงสัยจะปวดท้องค่ะ”

“แล้วกัน” คุณชบาพึมพำไม่เชิงว่าบ่น แต่สายตายังอยู่ที่เจ้าแฝด ซึ่งตอนนี้เค้กก้อนแรกถูกแกะโดยมือเด็กผู้ชายจนสำเร็จ และเขาไม่กินก่อน เลือกที่จะส่งให้พี่สาว ที่รับไปกินอย่างอร่อย เขาจึงได้มาแกะชิ้นของตัวเองกินต่อบ้าง ยิ้มแก้มตุ่ยด้วยกันทั้งคู่ โดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาผู้มากวัยกว่ามองอยู่แววตามีรอยยิ้มเมตตาและเอ็นดู

“คุณนมเห็นรูปแล้วใช่มั้ยคะ” แจ่มจันทร์เปิดประเด็นถาม “น้องพระจันทร์บอกว่าเป็นรูปพ่อกับแม่ของพวกน้องค่ะ…บอกชื่อคุณการันต์ถูกด้วยนะคะ บอกว่าชื่อพ่อการันต์กับแม่กอหญ้า”

“กอหญ้า? ผู้หญิงในรูปชื่อกอหญ้าเหรอ” คุณชบาไม่เชิงถาม แต่เหมือนพูดสิ่งที่หล่อนรู้อยู่แล้ว มันทำให้หล่อนหันกลับไปหาเจ้าแฝด “ไหนคุณท่านว่าแท้งไปแล้ว…”

“คะ?” แจ่มจันทร์ได้ยินไม่ถนัด แต่ก็มั่นใจว่าคุณชบารู้จักกอหญ้า สีหน้าคุณแม่บ้านใหญ่บอกเธออย่างนั้น แต่ก็ไม่กล้าซักถาม “เราจะทำยังไงกับน้องดีคะ จะให้แจ่มแจ้งตำรวจมั้ยคะ”

แจ่มจันทร์ยังคงไม่ได้คำตอบ เพราะคุณแม่บ้านใหญ่ของเธอยังคงมองเด็กสองคนแบบไม่วางตา มองอย่างครุ่นคิด เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าเหมือนจะโทร.แจ้งความ แต่ก็ถูกหยุดไว้ก่อน

“พาเข้าไปในบ้าน…ไปทางด้านหลังนะ แล้วดูแลให้ดี อย่าให้ออกมาทางหน้าตึก”

“แต่ว่าเด็กๆ มาเจอคุณการันต์” แจ่มจันทร์รู้ความหมายของการห้ามไม่ให้มาทางหน้าตึก เพราะเป็นส่วนพื้นที่ที่การันต์อยู่ ตอนแรกถามเพราะปากไว แต่พอเห็นสายตากำราบของคุณแม่บ้านก็รู้ตัวว่าล้ำเส้น “ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอโทษค่ะ”

ยกมือไหว้ แล้วรีบหันไปหาเด็กแฝดที่กินขนมเค้กหมดไปอย่างรวดเร็ว

“อร่อยมั้ยจ๊ะ” ตัวน้อยทั้งสองพยักหน้าและยังเลียมือ “ในบ้านมีเยอะเลยนะ มีของอร่อยๆ อย่างอื่นด้วย อยากกินมั้ยคะ งั้นตามน้าแจ่มมา น้าแจ่มจะพาไปค่ะ”

แจ่มจันทร์ยื่นมือออกไปทั้งสองข้างรอรับมือเล็กๆ พระจันทร์ส่งมือให้อย่างเร็วและทันที แต่ตะวันยังคงยืนเฉย

“ตะวันไม่ชอบให้โดนตัวค่ะ ตะวันไม่ให้ใครจับตัว นอกจากพี่พระจันทร์กับแม่กอหญ้าและลุงอานนท์”

“เหรอจ๊ะ ว่าแต่น้องพระจันทร์พูดเก่งจังนะ ผิดกับน้องตะวัน น้าแจ่มยังไม่เห็นน้องตะวันพูดเลย ไหนพูดให้น้าแจ่มฟังหน่อยสิคะ” แจ่มจันทร์ถาม ก่อนจะรอ แต่เด็กชายยังเงียบ “อย่าบอกนะคะว่าน้องตะวันเป็นใบ้ แต่หูยังได้ยินนี่คะ”

เด็กชายไม่ตอบ และเด็กหญิงก็ดูมีเรื่องให้เธอสนใจมากกว่า เมื่อเธอเพิ่งสังเกตว่าหลังประตูบานใหญ่ที่ยังเปิดทิ้งไว้ คืออาณาเขตบ้านคุปตะมนตรี เธอไม่เคยเห็นบ้านหลังใหญ่และสวยขนาดนี้มาก่อน ถึงกับมองแบบอ้าปากค้าง

“ว้าว…ตะวัน บ้านสวยจัง บ้านพ่อการันต์สวยจัง หลังใหญ่มากๆ มีที่เยอะแยะ ตะวันกับพี่พระจันทร์ตัวนิดเดียว พ่อการันต์ต้องยอมให้เราอยู่รอแม่แน่ๆ เลย ดีจังเนอะ เราไม่โดนเฉดหัวแล้วนะ ดีใจจัง”

เด็กหญิงหันกลับไปสวมกอดน้องชายแฝด แล้วหันไปหาแจ่มจันทร์และคุณชบา เพื่อถามความ

“พ่อการันต์อยู่ไหนคะ หนูกับตะวันจะไปสวัสดีค่ะ แล้วจะขออยู่บ้านด้วยหน่อยค่ะ หนูจะช่วยทำงานบ้านนะ ตะวันล้างจานได้ค่ะ หนูรดน้ำต้นไม้ได้ ถูบ้านก็ได้ค่ะ กินข้าวหนึ่งจาน มีไข่หนึ่งฟอง ทำไข่ดาว หนูกินไข่แดง ตะวันกินไข่ขาวค่ะ แล้วขอซอสด้วยก็พอค่ะ”

เจ้าแฝดมีใบหน้าเหมือนกัน ตัวไล่เลี่ยกัน…

แต่ทั้งคุณชบาและแจ่มจันทร์เห็นตรงกันคือคาเรกเตอร์ชัดทั้งคู่…

พี่พระจันทร์ สดใส พูดเก่ง แต่อาจขี้กลัวไปบ้างตามประสาเด็กผู้หญิง แต่ถ้ามีแฝดน้องอยู่ด้วย เธอก็จะอุ่นใจ ในขณะที่แฝดน้อง ตะวัน เป็นเด็กนิ่งๆ ไม่พูด แต่พร้อมจะเอาตัวเล็กๆ ของเขาปกป้องพี่สาวและที่สำคัญคือหวงตัว ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่โดนตัว แม้ผู้ใหญ่อย่างแจ่มจันทร์และคุณชบาจะแสดงออกชัดเจนว่าใจดีกับพวกเขา…

“พาเจ้าแฝดเข้าบ้านเถอะ” คุณชบาบอกแจ่มจันทร์ “พาไปอาบน้ำอาบท่าและหาหยูกยาทาให้ด้วย เสร็จเรื่องบนตึกแล้วฉันจะแวะไปดู”

บอกจบก็เดินแยกตัวไป แต่ก็ต้องหันกลับมาเมื่อพระจันทร์เรียกไว้

“คุณยายขา” เธอรอให้ผู้มากวัยกว่าหันกลับมามอง แล้วยกมือไหว้ ตะวันก็ทำตาม “ขอบคุณนะคะ คุณยายใจดีมากๆ เลยค่ะ ใจดีเหมือนแม่กอหญ้าเลย เนอะตะวัน คุณยายใจดีเหมือนแม่เราเลยเนอะ ดีจังเด็กดีจะได้เจอคนใจดี เหมือนแม่กอหญ้าว่าเลยเนอะ เราต้องเป็นเด็กดีเนอะ”

คุยท้ายตอน: คนอ่านขออีกตอน อีกตอนก็มา อ่านแล้วรู้สึกยังไงบอกส้มผักด้วยนะคะ ส้มผักจะได้รู้ว่าคนอ่านรับสารที่ส้มผักจะสื่อได้แค่ไหน มันเป็นประโยชน์มากๆ กับการพัฒนางานเขียนของส้มผัก ฝากเอ็นดูเจ้าแฝดด้วยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...