โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. เกาะติดอุตสาหกรรมยานยนต์ หวั่นกระทบแรงงาน 1 ล้านคน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ม.ค. 2568 เวลา 15.59 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 08.57 น.

ธปท. เผย ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเผชิญความท้าทาย คาดกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่มาก แต่ห่วงกระทบแรงงาน 1 ล้านคน ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 2.25% เป็นจุดยืนที่เป็นกลาง พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากมีความจำเป็น

6 ม.ค.2568 นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทายไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เนื่องจากกเป็นปัจจัยเฉพาะของธุรกิจนี้ในปัจจุบัน โดยจะเห็นได้จากทั้งในยุโรปเอง เช่น ในเยอรมันก็มีการปิดโรงงานของบริษัทยานยนต์ชื่อดัง และในระยะต่อไปยังมีความท้าทายค่อนข้างเยอะ

“ผลกระทบจากปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อเศรษฐกิจไทยมองว่ามี 2 แง่ ในแง่ของมูลค่าหรือผลต่อสัดส่วนจีดีพีอาจจะไม่ได้เยอะมากในภาพรวม แต่ว่าในแง่ของแรงงานมีผลกระทบค่อนข้างสูง หรือ ประมาณล้านกว่าคน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอย ที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตา เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้”

ทั้งนี้ ตัวเลขสินเชื่อเช่าซื้อคาดการณ์ว่า ตัวเลขจริงในปี 2567 จะออกมาติดลบ หลังจากไตรมาสที่ 3/2567 หดตัว -7.7% โดยในปี 2568 สถานการณ์อาจจะปรับดีขึ้นบ้าง แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งมีสัญญาณบางอย่างเริ่มทรงตัว ทั้งราคารถมือสองและยอดขายรถที่เริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงินธปท. กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับขอบล่าง ซึ่งปีนี้คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 1.1% ด้านภาวะการเงินโดยรวมสามารถทำหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยแม้ว่าจะเห็นสินเชื่อชะลอลงเป็นผลจากความต้องการสินเชื่อลดลง ส่วนหนึ่งจากธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพึ่งพาสินเชื่อน้อยลง ความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูง และการชำระคืนนี้ที่กู้ยืมไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

โดยธุรกิจที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เช่น โรงแรมและร้านอาหาร และการขนส่ง สินเชื่อใหม่ชะลอลงตามความต้องการกู้ที่ลดลง ด้านธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันสูง เช่น เอสเอ็มอี ในภาคการค้า ธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง สินเชื่อใหม่ลดลง จากความเสี่ยงด้านเครดิต และธุรกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ภาคยานยนต์ โดยสินเชื่อใหม่หดตัว ตามความต้องการกู้ที่ลดลง จากความแน่นอนของทิศทางอุตสาหกรรม

ด้านหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน โดยไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 89% จากการขยายตัวของหนี้ที่น้อยกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการก่อหนี้ใหม่ลดลงส่วนหนึ่งจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

ทั้งนี้ ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น นโยบายการเงินต้องสามารถพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ที่อาจเกืกดขึ้นช้าหรือเร็ว ที่อาจมีผลมากหรือน้อยได้ โดยการคงดอกเบี้ยนโยบาย เห็นว่าดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงศักยภาพ เงินเฟ้อที่โน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมทั้งรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน ในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ปรับสูงขึ้น

“จุดยืนของนโยบายการเงินที่ระดับ 2.25% ถือเป็นจุดยืนที่เป็นกลาง สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวในปลายปีนี้และต้นปีหน้า และจุดยืนยังสอดคล้องกับระบบการเงิน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ทยอยลดลงค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบริบทที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนนโยบายการเงินจะต้องพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่างๆ หรือนโยบายแบบ Robust Policy และสอดคล้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะสั้นและระยะยาว (Policy Stance)”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...