กาลครั้งหนึ่ง ณ ฮอลลีวูด Once Upon a Time in Hollywood: A Novel
ค่อนข้างจะผ่าเหล่าผ่ากอต่างจากที่ผ่านๆ มาสักหน่อยนะครับ สำหรับ Once Upon a Time in Hollywood หรือ ‘กาลครั้งหนึ่ง ณ ฮอลลีวูด’ นิยายเรื่องแรกของเคว็นติน ทาแรนติโน ซึ่งผมเลือกหยิบมาแนะนำชวนอ่านกันในครั้งนี้
กล่าวคือมันเป็นผลงานในลักษณะ ‘นิยายที่เขียนขึ้นตามหนัง’ หรือที่เรียกกันว่า Movies Novelization ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ (ที่มีข้อจำกัดในแง่ฉากสนทนา ผ่านการขึ้นตัวหนังสือข้อความบนจอ ทำให้จำเป็นต้องเล่ารวบรัดตัดความ) แรกเริ่มนิยายประเภทนี้จึงอาจเป็นคล้ายๆ คู่มือประกอบการดูหนัง เพื่อเพิ่มอรรถรสให้เต็มอิ่มมากขึ้น
ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพัฒนา เข้าสู่ยุคหนังสี และหนังเสียง หน้าที่ของนิยายจากหนังก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสินค้าพ่วง ด้วยเหตุผลทางด้านธุรกิจล้วนๆ เช่นเดียวกับของที่ระลึกสารพัดสารพันจากหนังอย่างเสื้อยืด ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา
ประโยชน์หน้าที่กว้างๆ ของงานเขียนจำพวกนี้ คือในยุคที่โทรทัศน์ยังไม่ถือกำเนิด สื่อวิดีโอยังเป็นแค่จินตนาการอันไกลโพ้น เมื่อหนังออกฉายและลาโรงไปแล้ว โอกาสที่จะทบทวนดูซ้ำจึงเป็นเรื่องยาก ต้องรอให้มีการนำกลับมาฉายใหม่แบบนานทีปีหน นิยายที่เขียนขึ้นแปรรูปจากภาพเป็นตัวอักษร จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถย้ำทวนความชื่นชอบประทับใจต่อตัวหนัง
เช่นเดียวกับผู้ชมที่พลาดโอกาสไม่ได้ดูเมื่อครั้งหนังเข้าฉายตามโรง การอ่านนิยายชนิดนี้พอจะประทังแก้ขัด ตอบสนองความกระหายอยากใคร่รู้ว่าหนังเหล่านั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
ย่อหน้าข้างต้น ผมมีประสบการณ์โดยตรงเมื่อตอนสมัยเรียน ครั้งนั้นมีการขึ้นภาษีนำเข้าฟิล์มหนังต่างประเทศ ส่งผลให้บรรดาบริษัทจัดจำหน่ายใหญ่ๆ ที่มาเปิดสาขาในบ้านเรา (เรียกรวมกันง่ายๆ ว่าค่ายหนังเมเจอร์) ตัดสินใจประท้วงด้วยการไม่ส่งหนังเข้าฉาย ผู้ชมชาวไทยจึงอดดูหนังฮอลลีวูดที่โด่งดังและฮิตมากมาย ในจำนวนนี้มี Star Wars และ James Bond ตอน The Spy Who Love Me ซึ่งเป็นลำดับต้นๆ ของ ‘โปรแกรมเพชรพันล้าน’ ที่สุดแสนจะเย้ายวนใจ
นี่ยังไม่นับรวมถึงว่า ก่อนจะมีปัญหาภาษี ปกติของหนังฝรั่งที่เข้าฉายในบ้านเราสมัยกาลครั้งนั้น ใช้เวลาเดินทางมาถึงไทย ล่าช้าเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว หนังเข้าฉายในอเมริกาสัปดาห์นี้ บ้านเราอาจได้ดูในอีกหนึ่งหรือสองปีให้หลัง ถือเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญเหลือเกิน
ด้วยสภาพโดยรวมดังที่กล่าวมา การอ่านนิยายจากหนังจึงเป็นทางออกอย่างหนึ่ง และระยะปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 อาจถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีดของนิยายที่เขียนขึ้นจากหนัง
เป็นความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อนจะซบเซาลงในเวลาต่อมา เมื่อวิดีโอเทปและเครื่องเล่นถือกำเนิดขึ้นและแพร่หลายไปทั่วทุกครัวเรือน
ในห้วงขณะ ‘นาทีทอง’ นั้น นิยายจากหนังในบ้านเราเฟื่องฟูขนาดที่ว่า บางเรื่องที่ดังในอเมริกา ก็ฮิตในบ้านเราแบบกวดกระชั้นตามมาติดๆ ตัวอย่างเช่น E.T. the Extra-Terrestrial นิยายที่เขียนโดยวิลเลียม คอตซ์วิงเกิล (อิงจากบทหนังของเมลิสสา แม็ทธิสัน) มีฉบับภาษาไทยถึง 4 สำนวนแปลเป็นอย่างต่ำ เท่าที่ค้นย้อนหลังแล้วเจอข้อมูล ก็คือ อี.ที. เพื่อนรักจากต่างดาว, อี.ที. เพื่อนรักต่างพิภพ, อี.ที. เพื่อนต่างพิภพ และ อี.ที. เพื่อนต่างโลก
นิยายที่เขียนจากหนัง เป็นกลุ่มงานที่ถูกประเมินค่าไว้ต่ำ เพราะเป็นงานแบบทำตามใบสั่ง ตามโจทย์ มีหนังเป็นกรอบกำหนดบังคับให้ต้องเขียนในลักษณะถอดแบบทำตาม มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกับหนังเข้าไว้ จนแทบไม่เหลือช่องทางสำหรับแสดงความคิดสร้างสรรค์ หรือโชว์ทักษะฝีมือของนักเขียน
นี่ยังไม่นับรวม เวลาอันน้อยนิดสำหรับการทำงาน และค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายราคาถูก
เนื้องานที่ปรากฏออกมา เกือบร้อยทั้งร้อย จึงปราศจากคุณค่าความน่าสนใจในทางศิลปะ แทบจะกล่าวได้ว่ากระทั่งสำนวนโวหารก็ยังถูกล่ามโซ่ล็อกกุญแจมือเอาไว้แน่นหนา นิยายจากหนังจึงโดนเหยียดว่าเป็นเพียงแค่การถ่ายสำเนาจากหนังมาเป็นเรื่องย่อขนาดยาวและละเอียดเท่านั้นเอง
แต่ที่ว่ามานั้น เป็นสภาพรวมๆ กว้างๆ นะครับ ไม่ใช่บทสรุปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตายตัว
เงื้อและง้างมาแบบนี้ แปลได้ว่าทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นนะครับ
นิยายที่เขียนจากหนังเรื่อง Once Upon a Time in Hollywood ก็เป็นอีกหนึ่งข้อยกเว้น
อย่างแรกสุด คือเขียนโดยเคว็นติน ทาแรนติโน ซึ่งเป็นผู้กำกับ (ตามปกติส่วนใหญ่ นิยายจากหนัง มักเป็นงานของนักเขียนซึ่งชื่อเสียงเรียงนามไม่เป็นที่รู้จัก)
อันที่จริง ผู้กำกับที่มาเขียนนิยายจากหนังที่ตัวเองกำกับ มีอยู่พอสมควรนะครับ เท่าที่ผมนึกออกฉับพลัน ได้แก่ กีเยร์โม เดล โตโร และวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ดังนั้น การที่เคว็นติน ทาแรนติโนมาเขียนนิยายจากหนัง แม้จะเป็นข้อยกเว้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด
ความน่าตื่นเต้นแท้จริง อยู่ที่ข้อยกเว้นต่อมา คือเนื้องานและรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดที่ปรากฏใน Once Upon a Time in Hollywood ฉบับนิยาย
จำเป็นต้องย้อนทวนหวนไปยังฉบับหนังเมื่อปี 2019 ก่อนนะครับ – เวลา 2 ชั่วโมง 41 นาที สำหรับการเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเรื่อง Once Upon a Time in Hollywood ถือว่ายาวกว่าเกณฑ์ปกติทั่วไปอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังที่เกิดขึ้นจบลงภายใน 3 วัน
2 วันแรก (วันเสาร์ที่ 8 และอาทิตย์ที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ 1969) ใช้เวลาบอกเล่าในหนัง 2 ชั่วโมง จากนั้นก็ตัดข้ามไปอีก 6 เดือนต่อมา คือวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 1969
เหตุการณ์ 2 วันแรก แจกแจงแนะนำตัวละคร 3-4 ราย ตัดสลับไปมา
คนแรกเป็นพระเอก (เคยดัง) วัย 42 ปี ชื่อริก ดาลตัน ซึ่งปัจจุบันตกอับต้องมารับบทผู้ร้าย (ในฐานะดารารับเชิญ) และกำลังอยู่ในภาวะว้าวุ่นสองจิตสองใจ หาข้อสรุปไม่ลงว่าจะฝืนทำงานในฮอลลีวูดต่อไปเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา หรือเดินทางไปเล่นเป็นพระเอกหนังคาวบอยเกรดต่ำในอิตาลี ซึ่งมีรายได้แน่นอนเป็นกอบเป็นกำ และปะเหมาะเคราะห์ดี อาจ ‘แจ้งเกิด’ ได้อีกครั้ง
ถัดมาคือหนุ่มใหญ่รูปหล่อชื่อ คลิฟฟ์ บูธ สตันท์แมนประจำตัวริก ดาลตัน (ผู้เป็นทั้งเพื่อนรักและเจ้านาย) เมื่อริกตกต่ำ การงานของคลิฟฟ์ก็พลอยย่ำแย่ไปด้วย โดยความสามารถแล้ว ชายหนุ่มสามารถไปเล่นบทผาดโผนเสี่ยงตายให้กับดาราอื่นๆ ได้ไม่ยาก แต่จากข่าวลือว่าคลิฟฟ์ฆ่าเมียตัวเอง รวมทั้งเหตุการณ์ประลองฝีมือกับว่าที่ดาราดังในขณะนั้นอย่างบรูซ ลี ก็ส่งผลให้เขาโดนแวดวงเพื่อนร่วมอาชีพตั้งแง่รังเกียจ จนเหมือนถูกขึ้นบัญชีดำอยู่กลายๆ
การงานของคลิฟฟ์ จึงมีเพียงแค่คอยขับรถรับส่งริกไปกลับจากบ้าน-โรงถ่าย รวมถึงงานเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย อย่างเช่นการซ่อมเสาอากาศโทรทัศน์ พ้นจากนี้แล้วก็ว่างเกือบทั้งวัน เป็นเหตุให้นำตัวเองไปพบเจอรู้จักกับเด็กสาวใจแตกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิก ‘ครอบครัวแมนสัน’
คนสุดท้ายคือ ชารอน เทต ดาราและนางแบบสาวสวยชาวอเมริกัน ซึ่งแต่งงานกับโรมัน โปลันสกี ผู้กำกับชื่อดังชาวโปแลนด์ และย้ายมาอยู่บ้านหลังติดกันกับริก ดาลตัน
เรื่องราวของชารอนมีเหตุการณ์เบาบางมาก ว่าด้วยชีวิตทั่วไปในหนึ่งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เริ่มจากจัดกระเป๋าให้สามี ซึ่งกำลังจะเดินทางไปลอนดอนเพื่อเตรียมงานหนังเรื่องใหม่ จากนั้นก็แวะไปยังร้านขายหนังสือเก่า เพื่อรับนิยายเรื่อง Tess of the d’Urbervilles ฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่เธอสั่งซื้อไว้ แล้วผ่านโรงหนังใกล้ๆ กัน ซึ่งกำลังฉายเรื่อง The Wrecking Crew ที่เธอแสดง จึงตัดสินใจปุบปับเข้าไปนั่งดูจนจบ แล้วจึงกลับบ้าน
ช่วง 41 นาทีสุดท้าย ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์อีก 6 เดือนต่อมา ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม กล่าวโดยกว้างและอ้อม คือการเล่าเรื่องเชื่อมโยงเหตุการณ์แต่ละส่วนเข้าสู่จุดบรรจบพบกัน
ผมคิดว่าเงื่อนไขปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของ Once Upon a Time in Hollywood คือการที่ผู้ชมส่วนใหญ่ ควรจะหรือน่าจะรู้ว่าเหตุการณ์จริงนอกจอหนัง ในคืนวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 1969 ได้เกิดอะไรขึ้น จนกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปทั่วโลก และส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่ได้ทราบ
Once Upon a Time in Hollywood เล่นและใช้ประโยชน์จากการรับรู้ดังกล่าวของผู้ชม จากนั้นก็เล่าเรื่องด้วยส่วนผสม 2 อย่าง
อย่างแรกเป็นตัวละครและเหตุการณ์สมมติที่แต่งขึ้นใหม่ คือพฤติการณ์ทั้งหลายทั้งปวงของ ริก ดาลตัน กับคลิฟฟ์ บูธ อย่างต่อมาเป็นเรื่องที่อิงจากเหตุการณ์จริงและบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง
คล้ายๆ หนังหรือนิยายอิงประวัติศาสตร์/ปลอมประวัติศาสตร์ (นึกถึง ‘มังกรหยก’ ของกิมย้ง หรือ ‘บุพเพสันนิวาส’ ก็ได้นะครับ ง่ายและชัดเจนดี) ลักษณะโดยรวมกว้างๆ ของงานทำนองนี้ ก็คือส่วนที่เป็นเรื่องแต่งแทรกตัวเข้าไปปะปนกับเรื่องจริง (หรือข้อมูลพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่รับรู้ร่วมกัน) ในลักษณะหนุนส่งเกื้อกูลกัน
พูดง่ายๆ เรื่องแต่งจะหวือหวาพาฝันอย่างไรก็ได้ตามอัธยาศัย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะไม่ไปหักล้างหรือทำให้เหตุการณ์จริงเฉไฉเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ตรงกันข้าม บ่อยครั้งเรื่องแต่งทำหน้าที่ตะล่อมให้เรื่องจริงที่ทำทีทำท่าว่าจะออกนอกลู่นอกทาง ไม่ตรงกับในแบบเรียนที่เราท่านคุ้นเคย กลับมาเข้าที่เข้าทางดังเดิม
Once Upon a Time in Hollywood มีบางช่วงที่เรื่องจริงกับเรื่องแต่งคล้ายจะลงรอยกัน แต่บ่อยครั้งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ส่วนที่มีน้ำหนักเด่นสุด คือหนังก่อกวนด้วยวิธียียวนและแพรวพราว จนทลายเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง ส่งผลให้ข้อมูลจริงที่ผู้ชมรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วกับบทสรุปของหนัง ปะทะประสานงากันอย่างจัง เกิดเป็นอรรถรสที่แปลกประหลาด ด้วยกรรมวิธีการเล่าเรื่องอันชาญฉลาด
นิยายเรื่อง Once Upon a Time in Hollywood เริ่มต้น 2-3 บทแรก ด้วยรูปทรงที่ดูจะโน้มเอียงไปทาง ‘เล่าตรงตามหนัง’ มีผิดแผกอยู่บ้างก็คือการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ฉากการพบกันระหว่างริกกับมาร์วิน เอเยนต์ที่แนะนำให้พระเอกหนุ่มไปเล่นหนังอิตาลี เปลี่ยนจากในบาร์เป็นสำนักงานของฝ่ายหลัง
ความแตกต่างชัดเจนต่อมา คือเคว็นติน ทาแรนติโน ใช้เทคนิคเกี่ยวกับมุมมองของผู้เล่าเรื่องในแบบนักเขียนเป็นพระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสิ่ง เหตุการณ์เดียวกันในนิยายจึงมีคำอธิบายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครถี่ถ้วนชัดแจ้งมากกว่าฉบับหนัง (รวมทั้งยังเล่าเพิ่มถึงที่มาที่ไปในอดีตหนหลัง) ทำเอาผมรู้สึกเหมือนกำลังอ่านเฉลยข้อสอบอยู่พักใหญ่
ในหลายๆ บทถัดจากนั้น ความไม่เหมือนกันระหว่างหนังกับนิยายก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งถึงตอนจบ ก็สามารถสรุปได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าระหว่างหนังกับนิยาย เป็น ‘คนละเรื่องเดียวกัน’
ตัวละครหลัก บุคลิกนิสัย บทพูดบางส่วน และเหตุการณ์ทั้งหมดในฉบับหนัง ยังคงเหมือนกันและมีอยู่ครบถ้วน แต่ที่แตกต่างคือบางเรื่องก็เล่าสั้นยาวไม่เท่ากัน มีทั้งที่หนังเล่าละเอียด แต่นิยายกลับเล่าผ่านๆ ตรงข้ามกับบางขณะที่หนังเล่ารวบรัด นิยายกลับว่ากันเต็มเหยียด
ยิ่งไปกว่านั้น การเรียงลำดับเหตุการณ์ก็ไม่ตรงกัน หนังยึดเอาเวลาตามปฏิทิน รวมทั้งลำดับเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก ในแต่ละวัน ถ้าหากจะมีย้อนอดีตไปไกลกว่านั้น ก็แสดงออกในฉากแฟลชแบ็กชัดเจนให้รู้กันทั่ว แต่นิยายร้อยเรียงตามการสลับเหตุการณ์ของตัวละคร (ริก, คลิฟฟ์, ชารอน และเดบรา โจ เจ้าของสมญา ‘พุตซีแคต’) แต่ละบทก็มักจะเฉไฉออกนอกเรื่องจากปัจจุบันไปยังอดีตเนิ่นนาน บางบทก็มีการเล่าแถมพกไปถึงอนาคตในอีกหลายปีต่อมา (ซึ่งเกินเลยเขตแดนตอนจบในฉบับหนังไปมากโข)
ที่สำคัญคือ หลายบทหลายตอน เล่าในสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหนัง
ควรต้องบอกด้วยว่า บางบทที่ไม่มีอยู่ในหนังเข้าข่าย ‘ออกทะเล’ ถ้าคำนึงถึงว่าทำให้เส้นเรื่องหลักไม่คืบหน้า บางบทก็หลุดออกมาจากส่วนรวม จนแทบจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แยกขาดจากกัน และทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายที่เหมือนรวมเรื่องสั้นอยู่เหมือนกัน
ถ้าหากว่าหลักใหญ่ใจความของ Once Upon a Time in Hollywood ฉบับหนัง คือการเล่นแร่แปรธาตุอย่างซุกซนระหว่างเรื่องแต่งและเรื่องจริงแล้วล่ะก็ (ฉบับนิยายก็ยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มเปี่ยม และจัดหนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน) ความโดดเด่นของฉบับนิยาย คือการเน้นย้ำให้เห็นว่า ภายใต้ธรรมชาติที่ผิดแผกระหว่างศิลปะต่างแขนงคือหนังกับนิยายนั้น เรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน สามารถบิดผันพลิกแพลงบอกเล่าออกมาให้ได้อรรถรสแตกต่างกันมากมายเพียงไร
ฉบับนิยายยังอุดมไปด้วยการ ‘เติม’ ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเกร็ดพงศาวดารฮอลลีวูดในช่วงเวลาตามท้องเรื่อง ซึ่งบริการแฟนๆ อย่างเต็มอิ่ม ตั้งแต่การพรรณนาถึงหนังยุโรปและหนังของอากิระ คุโรซาวะ, ซีรีส์และรายการโทรทัศน์ยอดนิยม, รายการเพลงทางวิทยุและลีลาการจัดของดีเจดังๆ, เรื่องเล่าชวนหลงใหลเกี่ยวกับเสน่ห์ของหนังเกรดบีทุนต่ำจำนวนมาก, ตำนานสุดยอดนักแสดงขี้เมา ฯลฯ
กล่าวโดยรวม ข้อมูลรายละเอียดทั้งหลายเหล่านี้ บ่งชัดถึงความรักหลงใหลของเคว็นติน ทาแรนติโน ที่มีต่อสื่อบันเทิงและวัฒนธรรมป็อปยุคนั้น และเป็นส่วนที่โดดเด่นมาก จนบางขณะที่อ่าน เกือบจะเผลอคิดไปว่ากำลังอ่านงานในเชิงสารคดี (อย่างไรก็ตาม ทาแรนติโนก็ยังแสบสันคงเส้นคงวาในการทำให้ผู้อ่านต้องแยกแยะตรวจสอบว่า สิ่งที่เขาเล่าๆ มานั้น หนังและตัวบุคคลใดมีอยู่จริง เรื่องใดเป็นการโกหกยกเมฆ)
ในความเป็นนิยาย ตามขนบแบบที่ผมคุ้นเคย Once Upon a Time in Hollywood มีปัญหาค่อนข้างมากในการดำเนินเรื่อง เต็มไปด้วยลีลาจอมยื้อ (หนังของเขาก็เป็นเช่นนี้ แต่ผ่านการพิสูจน์ เป็นที่คุ้นเคย กระทั่งยอมรับกันทั่วว่าเป็นส่วนดี) ตั้งใจออกนอกเรื่องอยู่เนืองๆ มีโครงสร้างการเล่าเรื่องยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ห่างไกลและปราศจากความลงตัวเหมือนอย่างที่ฉบับหนังมีความถึงพร้อม
พูดยากตัดสินใจไม่ถูกนะครับ ว่าเป็นนิยายที่ดีหรือเลว แต่พูดง่ายสบายปาก ว่าเป็นนิยายที่กล้า บ้าเลือด แหวกแนว และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูงปรี๊ดน้องๆ เด็กเปรต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมองหนังสือเล่มนี้ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องเล่า’
Once Upon a Time in Hollywood เป็นเรื่องเล่าที่สนุกระดับเติมไม้ยมกหลายๆ อัน ใส่เครื่องหมาย ยกกำลังสอง ยกกำลังสาม แล้วตบท้ายด้วยเครื่องหมายไปยาลใหญ่
แปลไทยเป็นไทยได้ว่า เป็นเรื่องเล่ามหาหฤหรรษ์เมามันบันเทิง ซึ่งเขียนโดยสุดยอดนักเล่าเรื่องคนหนึ่งของยุคสมัยนี้นะครับ