โคทม อารียา : ศึกษาการสืบเชื้อสายบรรพชนผ่านดีเอ็นเอ
โคทม อารียา : ศึกษาการสืบเชื้อสายบรรพชนผ่านดีเอ็นเอ
วิธีการสืบเชื้อสาย ว่าบรรพชนของเราเป็นใคร มาจากไหนนั้น อาจใช้ศาสตร์หลายศาสตร์ด้วยกัน เช่น โบราณคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ แต่ล่าสุด ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมศาสตร์ทำให้สามารถใช้การศึกษาดีเอ็นเอได้ด้วยความแม่นยำระดับหนึ่ง เพื่อมาประกอบการศึกษาด้วยศาสตร์อื่น ๆ
คนเรามีแนวโน้มเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มนุษย์เคยเชื่อมานานหลายพันปีว่า โลกของเราเป็นศูนย์กลางของสุริยะจักรวาล แต่พอพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก็ยังอยากเชื่อว่าสุริยะจักรวาลของเราอยู่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก และทางช้างเผือกน่าจะอยู่ตรงกลางเอกภพ ไป ๆ มา ๆ ก็ต้องยอมรับว่า เอกภพนี้แปลก หามีศูนย์กลางไม่
คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่ปัจจุบันเราเรียกว่าแผ่นดินไทยนี้ มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ชอบคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของเรา เป็นของคนไทยที่มีเชื้อสายหรือชาติพันธุ์ไทยแท้ คือไม่เจือปนชาติพันธุ์อื่น ๆ หรือถึงจะเจือบ้างก็เป็นส่วนน้อยเต็มที แต่ศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ และพันธุกรรมศาสตร์จะบอกว่า บรรพชนของเราไม่ใช่ “ไทยแท้” แต่เป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” และเป็นเช่นนี้เอง โดยไม่ควรถือว่าชาติพันธุ์ใดเป็นใหญ่เหนือชาติพันธุ์อื่น
มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง จัดอยู่ในสกุลโฮโม (แปลว่ามนุษย์) อยู่ในสปีซีย์ซาเปียนส์ (แปลว่าฉลาด) ก่อนที่โฮโม ซาเปียนส์จะแพร่จากบรรพชนที่อยู่ในทวีปแอฟริกาจนกระจายไปทั่วโลกนั้น ก็มีมนุษย์สปีซีย์อื่น เช่น โฮโม นีอันเดอทัลที่แพร่กระจายอยู่ในทวีปยูเรเซีย และโฮโม เดนิโซวันที่กระจายอยู่ในเอเชียในยุคหินเก่า เป็นต้น มนุษย์ซาเปียนส์อยู่ร่วมกับมนุษย์สายพันธุ์อื่นนับหมื่นปี กว่าที่สายพันธุ์อื่นจะสูญพันธุ์ แต่ก็ไม่เชิง เพราะในมนุษย์ปัจจุบัน ยังพบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ของนีอันเดอทัล หรือเดนิโซวันอยู่บ้าง แม้จะไม่มากนัก และขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ตรวจหาสารพันธุกรรมอีกด้วย ทั้งนี้ พอให้เรายอมรับได้ว่าไม่มี “พันธุกรรมแท้” ของมนุษย์ฉลาด คือมีพันธุกรรมที่ผสมกับสเปซีย์อื่นอยู่บ้าง เผื่อเราจะถ่อมตัวลงมาว่า มิใช่ฉลาดอยู่สปีซีย์เดียว
คราวนี้มาพิจารณาการแบ่งกลุ่มมนุษย์สมัยใหม่หรือโฮโม ซาเปียนส์ออกเป็นเชื้อชาติหรือ race ดูบ้าง ตามทฤษฎีจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ มองโกลอยด์ โคเคซอยด์ และนิกรอยด์ โดยใช้สีผิว เหลือง ขาว ดำ เพื่อเป็นเกณฑ์การแบ่งตามลำดับ แต่ปัจจุบันพบว่า สารพันธุ์กรรมระหว่าง “เชื้อชาติ” ทั้งสามไม่ต่างกันมากนัก และมีการผสมผสานระหว่าง “เชื้อชาติ” ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งการถือสีผิวได้นำไปสู่การเหยียดผิว หรือ racism ที่มนุษย์สีผิวหนึ่งถือว่าตนเหนือชั้นกว่ามนุษย์สีผิวอื่น แม้การแบ่งเชื้อชาติจะยังมีอยู่บ้างแต่ได้รับความนิยมน้อยลง โดยใช้คำว่า “ชาติพันธุ์” (ethnicity) ในการแบ่งกลุ่มมากกว่า
บทความนี้อ้างอิงหนังสือชื่อ “ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้” เขียนโดย วิภู กุตะนันท์ เป็นสำคัญ
คราวนี้ขอพิจารณามนุษย์ที่อพยพมาอยู่ในอาณาบริเวณที่ตั้งชื่อว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านดูบ้าง มนุษย์ยุคแรกดำรงชีวิตโดยการเก็บของป่าล่าสัตว์ มักตั้งถิ่นฐานบริเวณเพิงผา ใกล้ลำน้ำ มีการกะเทาะหินกรวดแม่น้ำมาใช้เป็นเครื่องมือ เราเรียกเครื่องมือหินเหล่านี้ว่า “โหบิเนียน” (Hoabinhian) มีอายุระหว่างสมัยหินเก่ากับสมัยหินใหม่ ราว 35,000-12,000 ปีมาแล้ว เครื่องมือหินโหบิเนียนกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่แถบประเทศจีนตอนใต้ จนถึงคาบสมุทรมลายู
รูปแบบการดำรงชีพที่เปลี่ยนจากการล่าสัตว์มาเป็นการทำการเกษตร เริ่มเมื่อประมาณ 12,000 ปีมาแล้วที่อนาโตเลีย ประเทศตุรกีปัจจุบัน และในยุโรปเมื่อราว 9,000 ปีที่แล้ว และมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 4,500 – 3,500 ปีมาแล้ว เริ่มที่บริเวณราบลุ่มของแม่น้ำแยงซี สำหรับประเทศไทย มีแหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานอยู่ในสมัยดังกล่าวที่ขอนแก่น โคราช และสุพรรณบุรี เป็นต้น แสดงว่ามีการเคลื่อนย้ายของผู้คนซึ่งอาจมาทดแทนชาวโหบิเนียน (แบบแพร่ของผู้คน หรือ demic diffusion) หรือเคลื่อนย้ายในเรื่องเครื่องมือ วัฒนธรรม ภาษา รูปแบบการใช้ชีวิต เป็นสำคัญ (แบบแพร่ด้วยวัฒนธรรม หรือ cultural diffusion)
ในด้านภาษา ภาษาที่กระจายจากจีนตอนใต้เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 4,000 ปีที่แล้วได้แก่ภาษาออสโตรเอเชียติก (austro มีความหมายว่าอยู่ทางใต้) และมาพร้อมกับวัฒนธรรมการเพาะปลูก เริ่มมีการใช้โลหะสำริดมาหล่อและขึ้นรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ราว 3,500 – 2,500 ปีมาแล้ว ดังปรากฏในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นต้น ต่อมาในสมัยเหล็ก มีการหลอมเหล็กเมื่อราว 2,500 – 2,000 ปีก่อน เพื่อทำเป็นเครื่องมือและอาวุธ รวมทั้งเครื่องประดับ โบราณวัตถุสมัยเหล็กชนิดหนึ่งที่พบแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ “กลองมโหระทึก” ที่แรกพบในแหล่งโบราณคดีดองซอน แถบปากแม่น้ำแดงของเวียดนาม และพบในหลายแห่งของประเทศไทย เช่น ที่จังหวัดชุมพร นอกจากนี้ยังพบทางตอนใต้ของจีน ในบริเวณที่มีชนเผ่าหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ ซึ่งคนจีนเรียกว่า “ชาวเยว่” (หมายถึงพวกป่าเถื่อน)
ชาติพันธุ์ชาวเยว่กลุ่มหนึ่งพูดภาษาตระกูลไท-กะได ชาวเยว่อีกส่วนหนึ่งรับวัฒนธรรมชาวฮั่น ขณะที่บางส่วน รวมทั้งชาติพันธุ์ไท – กะไดได้อพยพลงใต้เมื่อราว 1,500 – 1,000 ปีมาแล้ว ดังนั้น ก่อนที่คนที่พูดภาษาตระกูลไท – กะไดจะเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาศัยการแพร่ของผู้คน (demic) และการแพร่ของวัฒนธรรมนั้น พื้นที่แห่งนี้มีคนที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติกอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
ภาษามอญและเขมรจัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก จารึกภาษามอญและศิลปะทวารวดีที่พบในเกือบทุกภาคของประเทศไทย ตลอดจนจารึกภาษาเขมรและศิลปะสมัยพระนครที่พบในกัมพูชาและภาคอีสาน ล้วนสะท้อนถึงอารยธรรมของมอญและเขมรที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่ออารยธรรมของมอญและเขมรเริ่มลดลงเมื่อประมาณ 800 ปีที่แล้ว ได้ปรากฏรัฐหรืออาณาจักรของชาวไทขึ้นหลายรัฐในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น อาณาจักรสุโขทัย ราวปี 1781 อาณาจักรล้านนา ราวปี 1835 อาณาจักรอยุธยา ราวปี 1893 และอาณาจักรล้านช้าง ราวปี 1896 มีสมมุติฐานหลายประการว่าชาวไทยปัจจุบันมาจากไหน สมมุติฐานที่น่าจะเป็นไปได้คือ (1) บรรพชนมาจากตอนใต้ของดินแดนจีนในลักษณะการแพร่ของผู้คน (demic) ที่มาพร้อมกับภาษา วัฒนธรรม และพันธุกรรม (2) บรรพชนส่วนใหญ่คือชาวมอญและเขมรที่อาศัยอยู่ก่อนที่ผู้คนที่พูดภาษาตระกูลไท – กะไดจะอพยพลงมาจากจีน มีการผสมผสานกัน และคนดั้งเดิมก็เปลี่ยนมาพูดภาษาตระกูลไท – กะได คือมีการแพร่ของวัฒนธรรม
แม้ว่าคนไทยปัจจุบันจะพูดภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 90) แต่บางพื้นที่จะมีภาษาประจำถิ่นหรือภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังได้รับการอนุรักษ์อยู่ แม้นโยบายการศึกษาของรัฐจะพยายามบังคับกลมกลืนก็ตาม ก็ยังมีภาษาพูดที่เป็นภาษาแม่อยู่ประมาณ 70 ภาษา ซึ่งแสดงถึงความหลากหลาย-รุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต ในปัจจุบัน พอจำแนกภาษาชาติพันธุ์ได้ดังนี้ ผู้คนราวร้อยละ 4 พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (กระจายอยู่ทั่วไป และโดยเฉพาะในตอนใต้ของภาคอีสาน) ราวร้อยละ 3.2 พูดภาษาตระกูลจีน-ทิเบต (ส่วนใหญ่เป็นชาวเขา) ราวร้อยละ 2 พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน (คือภาษามลายูถิ่นที่พูดในจังหวัดชายแดนภาคใต้) ราวร้อยละ 0.3 พูดภาษาตระกูลม้ง – เมี่ยน (บางคนอาจเรียกเพี้ยน คือแทนคำว่าม้ง ด้วยคำว่าแม้ว บางคนอาจเรียกชาวเมี่ยนว่าชาวเย้า เป็นต้น)
การศึกษาค้นคว้าดีเอ็นเอเพื่อสืบสายบรรพชนในประเทศไทยเริ่มต้นมาเมื่อหลายสิบปีแล้ว ชนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการศึกษาคือชาวมานิ ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตนเอง และแปลว่า “คน” ส่วนคนไทยมักเรียกพวกเขาว่า ซาไก หรือเงาะ เป็นต้น จากการตรวจดีเอ็นเอพบว่า พวกเขาคือคนดั้งเดิมเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ปัจจุบันเหลือจำนวนน้อยมากที่อาศัยอยู่ในป่าของเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรี มีรูปร่างเตี้ย ผมหยิก และผิวคล้ำ พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก กลุ่มย่อยอัสเลียน ซึ่งเป็นภาษาของชาวนิกริโต
ข้อมูลดีเอ็นเอของชาวนิกริโตในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า ชาวมานิและชาวเซมังในมาเลเซียมีบรรพชนร่วมกัน และเปรียบเทียบได้กับตัวอย่างโบราณของชาวโหบิเนียนในประเทศลาวที่มีอายุราว 8,000 ปี อีกทั้งชาวมานิได้รับพันธุกรรม (ในสัดส่วนราวร้อยละ 65) จากชาวอองเกที่เป็นประชากรนิกริโตในหมู่เกาะอันดามัน และยังพบว่า ชาวมานิและชาวนิกริโตในคาบสมุทรมลายู ไม่มีสัดส่วนดีเอ็นเอของประชากรมนุษย์โบราณเดนิโซวัน ซึ่งต่างจากประชากรนิกริโตในฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย
ในหนังสือ “ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้” วิภูได้เสนอผลการศึกษาดีเอ็นเอของคนในภาคต่าง ๆ ได้แก่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และได้นำเสนอผลการศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูกโบราณด้วย ซึ่งจะขอนำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอต่อโดยสังเขป ดังนี้
ในภาคเหนือ มีการค้นพบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก แหล่งสำคัญบนพื้นที่สูงแหล่งหนึ่งอยู่ที่อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นี่มีการค้นพบโครงกระดูกของคนสมัยหินกะเทาะ 3 โครง อายุราว 13,640 ปี 12,000 ปี และ 9,800 ปี และยังพบหลักฐานของคนในวัฒนธรรมโลงไม้ (ที่เคยแพร่หลายทางตอนใต้ของประเทศจีน) อายุราว 2,300 -1,000 ปี นอกจากนี้ ภาคเหนือยังเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 25 กลุ่ม มีทั้งที่อยู่มานานกว่าพันปี เช่น ชาวละว้า และกลุ่มที่เพิ่งเคลื่อนย้ายเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพียงไม่กี่สิบถึงร้อยปี เช่น อาข่า ม้ง และเมี่ยน
บรรพชนร่วมของประชากรไท – กะไดในภาคเหนือ เดิมใช้คำเรียกขานว่า “ไทยวน” ปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “คนเมือง” แทน นอกจากไทยวนแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท – กะไดอีก เช่น ลื้อ ยอง เขิน ไทใหญ่ ฯลฯ มีหลายกลุ่มที่เคลื่อนย้ายมาจากตอนใต้ของประเทศจีนเมื่อราว 200 ปี มาแล้ว ชาวไทยวนมีพันธุกรรมที่ใกล้ชิดกับชาวไดและจ้วง ที่พูดภาษาตระกูลไท – กะไดและอาศัยอยู่ในตอนใต้ประเทศจีนในปัจจุบัน มากกว่าจะใกล้ชิดกับประชากรที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติก (ละว้าและมอญ)
สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการพบวิหารพระแม่เจ้าจามเทวีที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1253 ซึ่งแสดงถึงการมีอยู่ของชาวมอญมานานแล้ว ปรากฏหลักฐานด้วยว่า กลุ่มชาติพันธุ์ละว้าที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกอาศัยอยู่ในภาคเหนือมากว่า 1,300 ปีแล้ว พวกเขาเรียกตนเองว่า “ละเวือะ” ส่วนคนไทยภาคเหนือเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลัวะ” เมื่อชาวมอญสร้างอาณาจักรหริภุญไชยในพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 ชาวละว้ากลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่บนภูเขา อีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ต่อในพื้นราบและรักษาวัฒนธรรมประเพณีบางอย่างไว้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งผสมกลมกลืนกับคนที่พูดภาษาตระกูลไท – กะได
ภาคอีสานมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบสูง แบ่งเป็นแอ่งกระทะสองแอ่งใหญ่คือแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่พูดภาษาอีสานในตระกูลไท – กะได และยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่พูดภาษาตระกูลไท – กะได เช่น ผู้ไท แสก ญ้อ กะเลิง ฯลฯ และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาออสโตรเอชียติก เช่น ชาวญัฮกุร ชาวเขมร เยอ กูย บรู โส้ ฯลฯ พบหลักฐานชุมชนโบราณที่เก่าแก่ประมาณ 3,500 – 2,400 ปี เช่น ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อุดรธานี (แอ่งสกลนคร) และแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด (แอ่งโคราช)
จากการศึกษาดีเอ็นเอพบว่า ผู้หญิงชาวลาวอีสานมีพันธุกรรมของชาวเขมรร้อยละ 5 – 10 ขณะที่ผู้ชายมีสัดส่วนพันธุกรรมของชาวเขมรมากกว่า คือประมาณร้อยละ 25 โดยที่สัดส่วนในแอ่งโคราชตอนใต้สูงกว่าในแอ่งสกลนครอย่างชัดเจน (ในอีสานใต้ มีผู้พูดภาษาเขมรสูงเป็นภาษาแม่ประมาณหนึ่งล้านคน)
หลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากแสดงถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมและอาณาจักรของชาวมอญและเขมรในอดีต โดยที่วัฒนธรรมทวารวดีที่รุ่งเรืองเมื่อราว 1,600 – 1,000 ปีที่แล้ว ได้ปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดีประมาณ 106 แห่ง ในจำนวนนี้ 70 แห่งอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและในภาคตะวันออก ส่วนอีกประมาณ 30 แห่งอยู่ในภาคอีสาน ส่วนวัฒนธรรมเขมรสมัยพระนครรุ่งเรืองขึ้นหลังการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมทวารวดีในราวพุทธศตวรรษที่ 16 และปรากฏอยู่ที่แหล่งโบราณคดีในประเทศไทยในรูปแบบของประสาทและศาสนสถานที่ก่อสร้างด้วยไม้ อิฐ หิน ศิลาแลง จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่กระจายอยู่ในแอ่งโคราช
ประชากรสมัยทวารวดีได้สร้างเมืองโบราณขึ้นหลายแห่งในภาคกลาง เช่น เมืองอู่ทอง เมืองคูบัว เมืองนครปฐม เมืองศรีเทพ เมืองศรีมโหสถ และปรากฏศิลาจารึกเป็นภาษาสันสกฤตและภาษามอญจำนวนหนึ่งอยู่ในเมืองเหล่านั้น แสดงว่าประชากรสมัยทวารวดีจำนวนหนึ่งน่าจะพูดภาษามอญ
ผลการศึกษาดีเอ็นเอของคนไทยในภาคกลาง 8 จังหวัด พบว่าคนทั้ง 8 จังหวัดมีโครงสร้างพันธุกรรมที่คล้ายกับชาวมอญในจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี ทั้งคนไทยและชาวมอญมีสัดส่วนพันธุกรรมที่คล้ายกับชาวเขมรและชาวญัฮกุรจากภาคอีสานราวร้อยละ 30 -50 และมีพันธุกรรมที่คล้ายกับชาวอินเดียร้อยละ 10 – 20
ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนไทยภาคกลางมีสัดส่วนพันธุกรรมที่ได้รับจากคนที่พูดภาษาตระกูลไท – กะไดน้อยกว่าเพื่อน (ร้อยละ 10 โดยประมาณ) ได้รับจากคนที่พูดภาษาเขมรในสัดส่วนที่มากขึ้นเล็กน้อย แต่จากการสุ่มตรวจในบางจังหวัด พบว่าได้รับสัดส่วนพันธุกรรมจากชาวมอญถึงร้อยละ 80
ผมขอสรุปในเบื้องต้นเอาเองว่า สำหรับการแพร่สู่ภาคกลางนั้น เป็นการแพร่ของผู้คนที่พูดภาษาตระกูลไท – กะได ในสัดส่วนที่น้อยกว่าการแพร่ของวัฒนธรรม ซึ่งมีผลทำให้บรรพชนคนไทยในภาคกลางสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมจากชาวมอญเป็นส่วนใหญ่ ผลการศึกษาที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ คนไทยในภาคกลาง (รวมทั้งคนไทยในภาคใต้ที่จะกล่าวถึงต่อไป) และประชากรชาวมอญ มีการผสมผสานทางพันธุกรรมกับชาวอินเดียในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ (ในภาคใต้อาจสูงถึงร้อยละ 30 ถึง 60) ข้อมูลดีเอ็นเอระบุว่า การผสมผสานกับชาวอินเดียน่าจะเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อราว 700 – 500 ปีมาแล้ว ผมเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการแพร่ที่มาจากชมพูทวีป เป็นการแพร่ของวัฒนธรรม (ภาษา ศาสนา ศิลปกรรม นาฏศิลป์ วรรณกรรม ฯลฯ) แต่การแพร่ทางการค้าขายและทางการเมืองที่พาผู้คนจากอินเดียมาด้วยนั้น ดูจะมีความสำคัญและทิ้งร่องรอยปรากฏทางพันธุกรรมอยู่จนทุกวันนี้
จากการศึกษาดีเอ็นเอในงานนิติวิทยาศาสตร์ของประชากรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) พบว่าดีเอ็นเอของชาวไทยพุทธกับของชาวมลายูมุสลิมไม่ต่างกันในทางสถิติ กระนั้น ดีเอ็นเอของชาวไทยพุทธจะใกล้ชิดกับชาวไทยในภาคกลางและอีสาน โดยมีสัดส่วนดีเอ็นเอของชาวมาเลย์เพียงร้อยละ 3 ขณะที่ชาวมลายูมุสลิมใน จชต. มีสัดส่วนดีเอ็นเอของชาวมาเลย์ประมาณร้อยละ 30
จากการศึกษาดีเอ็นเอของคนไทยในภาคใต้ พบว่าดีเอ็นเอฝ่ายหญิงของประชากรที่พูดภาษาตระกูลไท – กะได กับของประชากรที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน (ใน จชต.) นั้น เหมือนกันและคล้ายคลึงกับของคนไทยภาคกลางและชาวมอญ ส่วนการศึกษาดีเอ็นเอฝ่ายชายที่ภูเก็ตและนครศรีธรรมราช ระบุว่ามีบรรพชนร่วมกับชาวมอญและคนไทยภาคกลาง แต่มีการผสมผสานกับชาวอินเดียมากกว่าฝ่ายหญิง
การศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูกโบราณยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ เพราะต้องหาซากศพที่อยู่ในสภาพดี เช่นอยู่ในถ้ำที่อุณหภูมิและความชื้นค่อนข้างคงที่ และต้องพบฟันหรือกระดูกหูส่วนพีทรัสที่แข็งและอยู่ในสภาพดีด้วย อีกทั้งต้องระวังมิให้ดีเอ็นเอที่สกัดได้ถูกปนเปื้อนด้วยดีเอ็นเอปัจจุบัน ผลการศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูกโบราณที่พบในแหล่งโบราณคดีที่อำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน และที่แหล่งบ้านเชียง อุดรธานี พบว่า ราว 4,000 ปีมาแล้ว คนโบราณสมัยหินใหม่ได้นำวัฒนธรรมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แพร่ลงมาจากประเทศจีนตอนใต้สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาจทดแทนคนดั้งเดิมที่เป็นชาวนิกริโตในวัฒนธรรมโหบิเนียน หรือไม่ได้ทดแทนมากนัก เพราะเป็นการแพร่ทางวัฒนธรรมมากกว่าโดยผู้คนก็เป็นได้
อย่างไรก็ดี พบความแตกต่างระหว่างคนโบราณปางมะผ้ากับคนโบราณบ้านเชียง โดยมีข้อสันนิษฐานว่า คนโบราณปางมะผ้าจำนวนประมาณ 44% มาจากคนโบราณลุ่มแม่น้ำเหลือง 43% มาจากลุ่มแม่น้ำแยงซี ส่วนอีก 13% เป็นคนโบราณในวัฒนธรรมโหบินเนียน แต่คนโบราณบ้านเชียงไม่ได้มาจากลุ่มแม่น้ำเหลือง คือประมาณ 60% มาจากลุ่มแม่น้ำแยงซี อีก 40% เป็นคนดั้งเดิมของวัฒนธรรมโหบินเนียน
ในหนังสือ “ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้” วิภูผู้เขียนสรุปว่า ในปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มได้เลือนหายไป การศึกษาดีเอ็นเอของกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ก่อนที่เราอาจจะไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้ศึกษา
ผมขอเสริมว่า อัตลักษณ์ประการสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ช่วยให้เราสืบสานบรรพชนและที่มาของพวกเขาได้ คือภาษา เราต้องอนุรักษ์และทำนุบำรุงภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้เช่นกัน การบังคับกลมกลืนภาษาอื่นโดยภาษาไทยในนามของชาตินิยมนั้น จะมีผลเป็นการทำลายวัฒนธรรมบางส่วนของพวกเขา เราจะเหลือไว้แต่ซอฟต์เพาเวอร์ที่เป็นวัฒนธรรม “ไทยแท้” โดยไม่สนใจวัฒนธรรมอันรุ่มรวยที่เป็นมรดกของแผ่นดินและของบรรพชน ทั้งนี้ โดยใช้เศรษฐกิจนำวัฒนธรรมกระนั้นหรือ เราจะสามัคคีเฉพาะคน “ไทยแท้” ที่มีอยู่ก็แต่ในจินตนาการของผู้หลงใหลกระนั้นหรือ หรือเราจะสามัคคีกับมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง ที่มีทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและทางพันธุกรรมร่วมกับเราจนทุกวันนี้ เราจึงควรนิยามบรรพชนให้กว้างไกลไปในอดีต โดยไม่ติดสมมุติอยู่กับนิยามที่คับแคบมิใช่หรือ
โคทม อารียา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โคทม อารียา : ศึกษาการสืบเชื้อสายบรรพชนผ่านดีเอ็นเอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th