Ganni แบรนด์สุดสนุกจากโคเปนเฮเกน ผู้ริเริ่ม Scandi Style 2.0 และไม่บอกว่าตัวเองเป็นแบรนด์ Sustainable แต่ “จะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่รับผิดชอบมากขึ้นทุกวัน”
ก่อนหน้านี้หากพูดถึงการแต่งตัวสไตล์สแกนดิเนเวียน เราอาจนึกถึงสีดำและการแต่งกายแบบมินิมัล แต่
ปี 2023-2024 มานี้หลายคนคงได้เห็นการแต่งกายสไตล์สาวโคเปนเฮเกนแบบใหม่ หรือ Scandi style 2.0 ผ่านตามาบ้าง หรืออาจเป็นคุณเองที่กำลังชื่นชอบสไตล์โคตรสนุกสุดคอนทราสต์นี้อยู่ เพราะทั้งแบรนด์ไทยแบรนด์เทศและสาวๆ ทั่วโลกต่างก็อินกับการสวมเดรสกับรองเท้าเดินป่า เสื้อแขนพองผูกโบว์กับกางเกงลายเสือและรองเท้าบูท
หลายคนบอกว่าเทรนด์นี้นอกจากจะทำให้การแต่งตัวสนุกขึ้น ยังสวมใส่สบาย พร้อมรับทุกสถานการณ์ในแต่ละมื้อแต่ละเดย์ และแบรนด์ที่ทำให้ Scandi style 2.0 เป็นที่นิยมก็คือ Ganni แบรนด์สัญชาติเดนมาร์ก ตัวต้นเรื่องที่ทำให้แฮชแท็ก #GanniGirl บูมและมีผู้ใช้งานแฮชแท็กนี้เกือบแสนคนในช่วงต้นปี 2023
Ganni เริ่มก่อตั้งในปี 2000 โดย Frans Truelsen เจ้าของแกลเลอรีในโคเปนเฮเกนที่เริ่มสร้างแบรนด์จากความต้องการที่จะผลิตเสื้อสเวตเตอร์แคชเมียร์ให้เพอร์เฟกต์ที่สุด ก่อนจะเปลี่ยนมือเป็น Nicolaj และ Ditte Reffstrup คู่รักดีไซเนอร์ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ ในปี 2009 โดย Nicolaj รับบทเป็น CEO ส่วน Ditte ภรรยามีตำแหน่งเป็น Creative Director ทั้งคู่เปลี่ยนโฟกัสของแบรนด์มาที่การทำเสื้อผ้าพร้อมส่วมใส่ที่ร่วมสมัยมากขึ้น จนปี 2018 Andrea Baldo ก็เข้ามาเทคโอเวอร์เป็น CEO ขณะที่ Nicolaj ปรับบทบาทไปทำในส่วน CSR ส่วน Ditte ยังคงเป็น Creative Director จนถึงปัจจุบัน
Nicolaj เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “สาวโคเปนฯ จะไม่ใส่เดรสกับส้นสูง เพราะมันออกจะสาวและโรแมนติกไปหน่อย บางครั้งพวกเธอจะมิกซ์พวกผ้าพิมพ์ลายสัตว์ หรือเสื้อแขนพองสไตล์วิกตอเรียนเข้ากับรองเท้าบูทคาวบอย” ส่วน Ditte เองก็ชอบเรียกมันว่า Scandi Style 2.0 “GANNI คือความคอนทราสต์ เราจับคู่เสื้อผ้าผู้หญิงเข้ากับรองเท้าสนีกเกอร์หรือเดนิม และแน่นอนว่ามันเป็น effortless style คือง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพราะเรามาจากโคเปนเฮเกน ทุกอย่างที่นี่ ผ่อนคลายแต่ยังคูล ที่นี่เราใช้จักรยานทุกวัน คุณจะไม่เห็นสาวๆ ขึ้นส้นสูงเวลาปั่นจักรยานเพราะพวกเธอจะสวมรองเท้าสนีคเกอร์ แต่อาจจะมีส้นสูงอยู่ในตะกร้านะ” และเสื้อผ้าของ Ganni ก็รับจบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี
Ditte รักการแต่งตัวมาตั้งแต่เด็กและฝันอยากเป็นดีไซเนอร์เสมอมา งานแรกของเธอในแวดวงแฟชั่นคือการเป็นบายเออร์ฝึกหัดให้กับ Bruuns Bazaar แบรนด์เดนมาร์ก แม้ไม่ใช่เส้นทางตามแบบฉบับของดีไซเนอร์ แต่งานนั้นก็ช่วยให้เธอเข้าใจเป็นอย่างมากว่าทำไมผู้คนจึงแต่งกายแบบนั้นแบบนี้ และหากถามว่าคอนเซ็ปต์ของ Ganni มาจากไหน เธอตอบว่า “แม้จะคลิเช่ แต่มันมาจากหัวใจ เราต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างหายไปจากซีนแฟชั่นของสแกนดิเนเวียน เหตุผลที่เราก้าวเข้ามานั้นมาจากความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์บางอย่างที่สะท้อนวิธีการแต่งกายของฉันและเพื่อนๆ แทนที่จะถูกครอบงำจากความโบโฮจ๋าๆ และความมินิมัลของสแกนดิเนเวียนแฟชั่นในช่วงเวลานั้น เรากลับอยากได้ตัวตนที่แตกต่างและหลากหลาย คือไม่ต้องซีเรียสกับแฟชั่นมากแต่ทำให้คุณรู้สึกเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่เริ่ดสุด” และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าแทนที่ว่าทำไมเสื้อผ้าของ GANNI จึงมีสีสันสดใสและเต็มไปด้วยลายปริ้นต์ เรียกได้ว่าฉีกจากเสื้อผ้าสแกนดิเนเวียนสไตล์แบบเดิมๆ ที่มินิมัลจ๋า และมีสีดำเป็นหลัก
ส่วน Nicolaj หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้าน IT ในโคเปนเฮเกน เขาก็เริ่มต้นทำโปรเจกต์ของตัวเอง เพราะรู้ตัวว่าอยากลองเริ่มต้นทำอะไรตั้งแต่แรกเริ่มดู นั่นทำให้เขากลายมาเป็น co-found ของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Spleak Media Network Nicolaj บอกว่า เขาไม่เคยจินตนาการแม้สักครั้งว่าตัวเองจะย้ายออกจากงานสายเทคมาที่แวดวงแฟชั่น แต่เมื่อโอกาสมาถึงประกอบกับเห็นแพสชั่นในการสร้างแบรนด์ของภรรยามันเหมือนไฟของเขาลุกโชนตามไปด้วย “พวกเรามองเห็นแพสชั่นที่จะเติมเต็มช่องว่างทั้งในแถบสแกนดิเนเวียและตลาดต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือหัวใจของเราอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก เงื่อนไขเพียงข้อเดียวของผมในการก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นคือ เรายืนกรานที่จะทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก เพราะการเป็นฮีโร่ในถิ่นตัวเองไม่เคยเป็นสิ่งที่ดึงดูดผมเลย” จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม Ganni จึงมีจำนวนเกือบร้อย store และกว่า 600 จุดวางขาย และเป็นสไตล์ที่ครองใจคนทั้งโลก
ไม่เพียงแค่อยากให้สไตล์ของ Ganni ครองโลกเท่านั้น แต่ Nicolaj ยังเอาจริงเอาจังกับเรื่องโลกด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการทำแฟชั่นยั่งยืน หรือ sustainability แม้ Ganni จะไม่ได้ตะโกนว่าตัวเองเป็นสายแฟแคร์โลกในอินสตาแกรมหรือทางการตลาด แต่พวกเขามีเป้าหมายที่เรียกได้ว่าทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจาก Ganni จะใช้ผ้ารีไซเคิลและผ้า Dead stock อยู่เสมอ หน้าร้านที่แอลเอและนิวยอร์กยังใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุจากตึกเก่า ยังไม่พอ Nicolaj ยังทำ Ganni Lab ไลน์สินค้าที่ทดลองผลิตด้วยความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก UN แถมกำลังจะเปิดให้เช่า รีไซเคิล ซ่อมแซม ไปจนการ pre-loved เพื่อ close loop การผลิตในอุตสาหกรรมแฟชั่นบนเว็บไซต์ของ Ganni เองในนาม Ganni Repeat ภายในปี 2025
ที่ใหญ่สุดก็คือการตั้งเป้าว่าจะเป็นแบรนด์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน หรือ carbon neutral อธิบายอย่างง่ายคือ Ganni จะเป็นแบรนด์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือมีการสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนกับการดูดซับกลับคืนสู่ธรรมชาติด้วยวิธีต่างๆ ภายในปี 2050 หรือไวกว่านั้น
และตอนนี้พวกเขายังได้รับการรับรองจาก B corp ซึ่งหมายความว่า Ganni เป็นธุรกิจธุรกิจที่ได้มาตรฐานสูงสุดของการตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีความโปร่งใสเปิดเผยได้ มีความรับผิดชอบทางกฎหมาย
และล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Ganni ยังได้ออกหนังสือ The Ganni Playbook คู่มือการทำธุรกิจแบบมีความรับผิดชอบ และแน่นอนว่าสโคปไปที่วงการแฟชั่น หนังสือเขียนโดย Nicolaj Reffstrup และ Brooke Roberts-Islam นักเขียนสายแฟ ที่ในเล่ม Ganni นำเสนอพิมพ์เขียวเพื่อเป็นคู่มือสำหรับการปลูกฝังเรื่องความยั่งยืนจากภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น
ความน่าสนใจก็คือ Ganni ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นแบรนด์ sustainable ด้วยมองว่าแก่นแกนของแฟชั่นนั้นคือความใหม่และการบริโภค ซึ่งตรงกันข้ามกับความหมายของคำว่ายั่งยืน แต่ Ganni เลือกใช้วิธีการบอกว่า “จะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่รับผิดชอบมากขึ้นทุกวัน” เป็นแบรนด์ที่ชวนให้คิดว่ากระแส sustainable fashion ตอนนี้ที่แต่ละแบรนด์ต่างก็ตะโกนว่าฉันซันเทนจ้านั้นเรา green washing หรือไม่ หรือเอาจริงเอาจังกับมันแค่ไหน
อ้างอิง
https://www.vogue.com/article/ganni-is-coming-to-america
https://www.instyle.com/history-of-ganni-fashion-brand-7104947
https://www.sohohouse.com/house-notes/issue-006/fashion/how-i-got-here-ganni
https://www.sleek-mag.com/article/the-impact-review-ganni-nicolaj-reffstrup-on-responsibility/
https://www.elle.com.au/fashion/fashion-news/ganni-australia-scandi-style-28767/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Ganni แบรนด์สุดสนุกจากโคเปนเฮเกน ผู้ริเริ่ม Scandi Style 2.0 และไม่บอกว่าตัวเองเป็นแบรนด์ Sustainable แต่ “จะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่รับผิดชอบมากขึ้นทุกวัน”
- กระเป๋าคลัทช์สุดฉีกจาก JW Anderson ที่หยิบเอา ‘อะไรที่โคตรไม่แกลม’ มาให้คลายเครียดกันแบบแพงๆ
- น้ำตาลไหน?! น้ำตาล ‘Mocha Mousse’ การทวงบัลลังก์ความเริ่ดของ ‘ลิปสีน้ำตาล’ ที่เคยฮิตในอดีต แต่หายเงียบไปสักพัก สู่วันที่กลับมาเป็นสีแห่งปี 2025 จะสายฝอ สายเกา ก็เลิฟหมด
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com