โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

SCG Business Direction 2022 แผนธุรกิจบนปัจจัยเสี่ยงสงครามยูเครน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มี.ค. 2565 เวลา 08.48 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2565 เวลา 08.50 น.

เอสซีจีเปิดเวทีแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจปีเสือ ภายใต้ตีม “SCG Business Direction 2022”

โดย “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ฉายภาพเทรนด์การลงทุนในยุควิกฤตเศรษฐกิจอุบัติใหม่จากสถานการณ์ยูเครน-รัสเซีย และการปรับตัวของบริษัท

แผนธุรกิจ 360 องศา

จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงหลายด้าน ทั้งสถานการณ์โควิด สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาภาวะเงินเฟ้อ และวิกฤตระยะยาวอย่างปัญหาโลกร้อน

แนวทางปรับตัวของเอสซีจีมองเป็นระยะสั้นกับระยะยาว ดังนี้

“กลยุทธ์ระยะสั้น” เน้น 1.ปิดทุกความเสี่ยง บริหารต้นทุนพลังงาน และดูแลซัพพลายเชน จัดเตรียมวัตถุดิบให้มีปริมาณเพียงพอและอยู่ในต้นทุนที่เหมาะสม ทำสัญญาซื้อขายพลังงานล่วงหน้า พร้อมบริหารต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

2.ยืดหยุ่นปรับตัวตามสถานการณ์ โดยติดตามต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบที่สูงขึ้นตามกลไกตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันท่วงที และพยายามให้เกิดผลกระทบกับลูกค้าให้น้อยที่สุด

ส่วน “กลยุทธ์ระยะยาว” 1.เร่งแนวทาง ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero-Go Green-Lean เหลื่อมล้ำ-ย้ำร่วมมือ) ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อมุ่ง Net Zero 2050

2.ปรับแผนลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ยังคงเดินหน้าปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ในเวียดนามที่มีความคืบหน้าตามแผน 91% คาดว่าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งปีแรก 2566 และทบทวนโครงการลงทุนใหม่ที่กระทบกับการใช้เงินในระยะยาว

ปัจจัยบวก-ลบวิกฤตยูเครน

สำหรับมุมมองต่อสถานการณ์ยูเครน “รุ่งโรจน์” แบ่งส่วนประกอบได้ 4 ข้อ 1.ตัวสถานการณ์จริง ๆ ในยูเครน 2.มาตรการคว่ำบาตร ปฏิกิริยาของประเทศในกลุ่มอียู สหรัฐ มีการแซงก์ชั่นสินค้าตัวบุคคลของรัสเซีย

3.ต้นทุนพลังงาน ซึ่งรัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน 1 ใน 4 ป้อนให้กับอียู และสัดส่วน 1 ใน 3 กรณีก๊าซธรรมชาติ รัสเซียจึงเป็นผู้ผลิตก๊าซและน้ำมันรายใหญ่ของโลก 4.ความต้องการในการจับจ่ายใช้สอยที่เกิดขึ้นทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย

“ตรงไปตรงมาเลยคือเรื่องพลังงาน+เงินเฟ้อไปด้วยกัน ที่คนกังวลคือเรื่องเงินเฟ้อ ปี 2565 มองว่ายุคหลังโควิด ความต้องการสินค้ามีมากขึ้นทำให้เกิดสินค้าขาดแคลน ราคาจึงแพงขึ้น อันนี้เห็นชัด พอมีสงครามรัสเซีย-ยูเครนออกมา ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากความต้องการอย่างเดียวแล้ว เป็นเกิดมาจากต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ละประเทศกระทบไม่เหมือนกัน ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากก็ได้รับผลกระทบมากกว่าทั้งเศรษฐกิจภาพรวม การส่งออก การผลิต”

ดังนั้น วิกฤตเศรษฐกิจล่าสุดจากสถานการณ์ยูเครนจึงเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นความท้าทายของภาคธุรกิจ

“น้ำมันแพง” แรงเหวี่ยงข้ามโลก

สำหรับประเทศไทย กระทบหนักมาจากยุคโควิด (2563-2564) โดยภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 15% ของจีดีพีได้รับผลกระทบเต็มที่ ขณะที่ราคาน้ำมัน ปี 2564 เฉลี่ย 60 เหรียญ/บาร์เรล สัดส่วน 5% ของจีดีพี ปี 2565 ขึ้นไปสูงที่ 130 เหรียญ/บาร์เรล แพงขึ้น 2 เท่า หรือมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% ของจีดีพี

บทสรุปราคาน้ำมันแพงขึ้นเป็น 10% ก็ยังกระทบน้อยกว่าการท่องเที่ยว 15% ซึ่งหดตัวรุนแรง เมื่อมองในเทอมสัดส่วนจีดีพี

“เท่าที่ผมประเมินตรงนี้ ยูเครนเรียกว่ากระทบไม่รุนแรงเท่าโควิด ซึ่งเอสซีจีมีธุรกิจหลักคือเคมีภัณฑ์ ยอดขายคิดเป็นครึ่งหนึ่ง กำไรก็มากกว่า 60% ถือว่าใหญ่มากในเอสซีจี ตอนนี้ 130 เหรียญ/บาร์เรล ผลกระทบที่มีต่อเอสซีจีต้องบอกว่ารุนแรงมาก มีคนถามหลาย ๆ คน (สงครามยูเครน) เหมือนจะอยู่ไกลจากไทย ยอดขายที่เราขายรัสเซีย-ยูเครนมีแค่ 1-2% แต่ผลกระทบหลัก ๆ เลยมาจากต้นทุนน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบ ที่ตามมาคือธุรกิจซีเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเพราะมีต้นทุนพลังงาน 15-20% ของต้นทุนรวม ตรงนี้ก็มีผลกระทบโดยตรง ส่วนธุรกิจแพ็กเกจจิ้งมีต้นทุนพลังงาน 5% กระทบน้อยกว่า”

สร้างสมดุลแผนระยะสั้น-ยาว

คำถามที่ผู้ประกอบการอยากฟังมากที่สุดจาก CEO เอสซีจีหนีไม่พ้นเรื่องกลยุทธ์รับมือ

“ตอนนี้ยังยิ้มได้อยู่ ที่ยิ้มได้เพราะต้องยอมรับว่าเราเพิ่งผ่านวิกฤตมา มุมหนึ่งอาจจะยังไม่แข็งแรง แต่อีกด้านหนึ่งเรารู้วิธีการรับมือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชีวิตผมเกิดมาก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนนะ โควิดไม่เคยเจอ รัสเซีย-ยูเครนก็ไม่เคยเจอ แต่เรารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร”

โดยกลยุทธ์ระยะสั้น 1.ต้องบริหารความเสี่ยง ทำยังไงให้มั่นใจว่าธุรกิจจะสามารถเดินต่อไปได้แม้เจอวิกฤต ไม่ว่าต้นทุนพลังงาน การบริหารซัพพลายเชน ทำยังไงให้มีของมาผลิต ต้องดูอย่างมั่นใจว่าซัพพลายเชนเราอยู่ได้ มีของในราคาต้นทุนที่เหมาะสม

2.ต้นทุนทางการเงิน มีกระแสเงินสดเพียงพอ หนี้เพียงพอควบคุมไม่ให้มากไป ดอกเบี้ยอยู่ในต้นทุนการเงินที่เหมาะสม

3.การเจอภาวะแบบนี้เอสซีจีถือว่าหนักหน่วง วิธีหนึ่งที่เราจะต้องทำเสมอคือทำตัวให้สามารถปรับตัวได้ง่ายในทุก ๆ เรื่อง ทั้งสินค้าต้นทุนพลังงาน ปรับราคาตามกลไกตลาด น้ำมันแพงขึ้นเราก็ต้องมีการปรับต้นทุนของเราให้เป็นไปตามนั้น ที่สำคัญต้องยืดหยุ่น มีการเตรียมพร้อมดูสถานการณ์เรื่อย ๆ

ส่วนกลยุทธ์ระยะยาว สถานการณ์ตอนนี้วันหนึ่งต้องจบ เมื่อจบลงเราต้องมาดูแผนระยะยาวว่าเรื่องใดยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยกตัวอย่างง่าย ๆ โครงการเคมิคอลที่เวียดนามเสร็จไป 90% ช่วงครึ่งปีหลัง 2565 จะมีการสตาร์ตไลน์ผลิต ต้องมีความมั่นใจในการบริหารจัดการ

“รุ่งโรจน์” ระบุว่า โชคดีบางเรื่องในระยะสั้นกับระยะยาวตรงกัน เช่น ESG ซึ่งเอสซีจีกำลังทำเรื่อง go zero หรือ net zero เรื่อง energy transition เปลี่ยนพลังงานให้เป็นพลังงานที่สะอาดขึ้น การใช้พลังงานทางเลือก ใช้ low carbon energy ให้มากขึ้น ต้องให้ความสำคัญและต้องทำอย่างจริงจัง

กฎเหล็ก 3 ข้อไปต่อ-พอแค่นี้

ไฮไลต์แผนลงทุนของเอสซีจีคือโครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP ในเวียดนาม ถอยหลังไม่ได้แล้ว และมีแต่จะเดินหน้าให้จบ 100% โดยงบฯลงทุนใหม่ปีนี้ 8 หมื่นกว่าล้านบาท สัดส่วนครึ่งหนึ่งเทให้กับการลงทุนในเวียดนาม

สูตรธุรกิจท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน เริ่มต้นด้วย 1.ถ้าเป็นลักษณะลงทุนที่ใช้เวลานาน ต้องทบทวน 2.ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานให้ไพรออริตี้สูง ต้องทำ เผลอ ๆ จะต้องเร่งด้วย 3.ถ้าเป็นเรื่องของการเข้าไปซื้อกิจการ ยังเดินหน้าต่อแต่ให้ทบทวน ถ้าเป็นโครงการกรีนฟิลด์ (ลงทุนเองทั้งหมด) ต้องไปดูว่างบฯลงทุนอยู่ได้ไหม ความต้องการเป็นยังไง

“ผมคิดว่า 3 หลักนี้จะทำให้ผู้บริหารแต่ละสายงานรู้แล้วว่าจะใช้หลักการยังไงในการทำงานในช่วงนี้”

ปรับราคา-สะท้อนต้นทุน

ประเด็นที่คนอยากรู้มากที่สุดอีกเรื่องคือการปรับราคาสินค้าและผลิตภัณฑ์ แนวคำตอบคือ ธุรกิจเคมีคอลซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอสซีจีไม่ใช่แค่ต้นทุนพลังงาน แต่เป็นต้นทุนวัตถุดิบเลย

“ต้องบอกตรงนี้ว่าเอสซีจีเราอยู่ในภาวะที่ต้องแข่งขัน ราคาสินค้าก็อยู่ในกลไกตลาด เนื่องจากเราอยู่กับลูกค้ามานาน เราอยากคงราคาให้ลูกค้าไปรอด ในภาวะแบบนี้ทุกคนอยากขายของได้หมด ดังนั้นทุกคนจึงชะลอเรื่องการปรับราคาให้เต็มที่ เรียกว่าฝืนเต็มที่ แต่บางอย่างไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดแต่ให้กระทบลูกค้าน้อยที่สุด เราพยายามรักษาต้นทุน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ต้องมีการปรับ (ราคา) ขึ้น”

สูตรธุรกิจที่ปรุงขึ้นเพื่อ “คงราคาสินค้า” ให้นานที่สุด แปลงเป็นสูตร 2 ทิศทาง 1.”ไดนามิกไพรซิ่ง” ให้เป็นไปตามกลไกตลาดและปรับตัวให้ทัน 2.”ไดนามิกโปรดักชั่น” ผลิตเท่าที่จำเป็น ผลิตเท่าที่จะขายและผลักออกไปได้

“…เพราะเราก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าถ้าสถานการณ์ตรงนี้เกิดคลี่คลายไปได้ สิ่งที่จะเห็นเลยคือราคาพลังงานทั้งโลกก็จะลง ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้ตัวเบาที่สุด”

ประเด็นที่อยากสื่อสาร เราพยายามชะลอ พยายามทำให้ผลกระทบมีน้อยที่สุด กับซัพพลายเชนของเราหรือกับผู้บริโภค และเรื่องราคาถ้ามีการปรับจะพยายามทำให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้มากที่สุด 2 สิ่งนี้คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...