โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จักประโยชน์ของ ‘ก๊าซธรรมชาติ’ ที่เป็นมากกว่าเชื้อเพลิง

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ก.ค. 2567 เวลา 01.53 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2567 เวลา 01.53 น. • The Bangkok Insight

ชวนทำความรู้จัก "ก๊าซธรรมชาติ" ที่นอกจากจะใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า และใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากมาย

ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทับถมของซากสิ่งมีชีวิตและจมลงจนถูกแรงกดและอุณหภูมิที่เหมาะสม จนกลายเป็นก๊าซธรรมชาติ

เชื้อเพลิง

ในความรู้สำหรับผู้บริโภคแบบเรา ๆ ก๊าซธรรมชาติเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม แต่แท้ที่จริงแล้วนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

ทั้งนี้เพราะก๊าซธรรมชาติ มีองค์ประกอบของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดปนอยู่ด้วยกัน เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน เพนเทน ฯลฯ หากก๊าซธรรมชาติถูกนำเข้าสู่โรงแยกก๊าซ จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย

ตัวอย่างเช่น การนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตปิโตรเคมี ก๊าซหุงต้ม วัตถุดิบในการกลั่นน้ำมัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากนำก๊าซธรรมชาติที่มี อีเทน โพรเพน ฯลฯ ไปเผาเป็นเชื้อเพลิง แทนที่จะถูกแยกเพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก

เรียนรู้จุดกำเนิดก๊าซธรรมชาติ

จุดกำเนิดของก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและอยู่ในสถานะก๊าซ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ คาร์บอน (C) และไฮโดรเจน (H) ที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว อาจมีสิ่งเจือปน เช่น ซัลเฟอร์ คาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ เพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ยังมีด้วยกันหลายชนิด เช่น ก๊าซมีเทน (CH4), ก๊าซอีเทน (C2H6), ก๊าซโพรเพน (C3H8), ก๊าซบิวเทน (C4H10), ก๊าซเพนเทน (C5H12) เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการทับถมสะสมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหินหรือชั้นดิน แล้วเกิดการย่อยสลายสะสมรวมตัวอยู่กับตะกอนดินเลน

ต่อมาเมื่อผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนของชั้นตะกอนนี้จะจมตัวลงเรื่อย ๆ จนลึกถึงระดับที่ได้รับความร้อนและความกดดันของผิวโลก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารอินทรีย์จนเกิดเป็นปิโตรเลียมในที่สุด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้ระยะเวลารวมกันหลายร้อยล้านปี

การจำแนกประเภทก๊าซธรรมชาติ

อีกประเด็นที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ยังไม่รู้คือ ก๊าชธรรมชาติ ยังจำแนกออกได้หลายประเภท โดยสามารถใช้เกณฑ์การจำแนกหลัก ๆ ดังนี้

การจำแนกตามองค์ประกอบของสารประกอบไฮโครคาร์บอน คือ การจำแนกประเภทก๊าซธรรมชาติ ตามปริมาณของสารประกอบไฮโครคาร์บอนแต่ละชนิด แบ่งออกเป็น

  • Dry Gas

ก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย มีเทน(CH4) และ อีเทน(C2H6) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่มีสถานะเป็นก๊าซ โดยมีอุณหภูมิและความดันปกติ ได้แก่ โพรเพน(C3H8), บิวเทน(C4H10), เพนเทน (C5H12) ฯลฯ

องค์ประกอบในก๊าซธรรมชาตี่ที่กล่าวมาข้างต้น สามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas; LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล

ทั้งนี้ ประโยชน์ของ Dry Gas สามารถใช้เป็นใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตา ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตเมธานอล ปุ๋ยไนโตรเจน แอมโมเนีย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น

  • Wet Gas

ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วย อีเทน (C2H6), โพรเพน (C3H8), บิวเทน (C4H10), เพนเทน (C5H12) ฯลฯ และเมื่อนำ Wet Gas มาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกันจะได้สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ได้แก่ มีเทน (Methane), อีเทน (Ethane) (C2H6), โพรเพน (Propane) (C3H8), บิวเทน (Butane) (C4H10) , เพนเทน (C5H12) และ NGL (Natural Gas Liquid)

องค์ประกอบที่ถูกแยกออกนี้ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่างกันไป เช่น ใช้เป็นก๊าซหุงต้ม (Liquefied Petroleum Gas; LPG) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานกลั่นน้ำมันดิบ และที่สำคัญที่สุด คือ เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีชนิดต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่า

จะเห็นได้ว่า Wet Gas มีสารประกอบไฮโครคาร์บอนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเผาใช้เป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงนำ Wet Gas ไปผ่านกระบวนการในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกเอาสารประกอบไฮโครคาร์บอนแต่ละชนิดออกมา และนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

จำแนกองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซอีเทน (C2H6) ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) เส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปแปรรูปต่อไป

ก๊าซโพรเพน (C3H8) ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP) เพื่อผลิตยางสังเคราะห์ กาว หม้อแบตเตอรี่

ก๊าซบิวเทน (C4H10) ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเติมแต่ง เพื่อเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมัน ยางสังเคราะห์ และพลาสติกเอบีเอส

ก๊าซโพรเพน (C3H8) และก๊าซบิวเทน (C4H10) หากนำก๊าซ 2 ชนิด มาผสมกัน และอัดใส่ถังจะได้เป็น Liquefied Petroleum Gas (LPG) หรือที่เรียกว่า ก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ และใช้ในการเชื่อมโลหะได้ รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย

ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (Natural Gasoline) ประกอบด้วยเพนเทน (C5H12) และเฮกเซน (C6H14) เป็นองค์ประกอบหลัก โดยจะอยู่ในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ สามารถส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมันเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูป และยังเป็นตัวทำละลายซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน

องค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่าน้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็น วัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือ การถ่ายทำภาพยนตร์

สำหรับก๊าซจากอ่าวไทย (Gulf Gas) มีคุณลักษณะเป็น Wet Gas ประเทศไทยจึงมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย

การจำแนกตามสารเจือปนในก๊าซธรรมชาติ

  • Sweet Gas หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า อยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย
  • Sour Gas หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์อยู่มากมีฤทธิ์เป็นกรดกัดกร่อนเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์เจาะและผลิต

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปก๊าซธรรมชาติถือว่าเป็น Sour Gas ถ้ามีส่วนประกอบของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ มากกว่า 4 ส่วนในล้านส่วน (ppm) อย่างไรก็ตามเกณฑ์นี้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

การจำแนกตามรูปแบบการกำเนิด

Conventional Gas แหล่งก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิมที่อยู่ภายในโพรงชั้นหินที่ลึกลงไปในผิวโลก สามารถขุดเจาะมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย

Unconventional Gas แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งในอดีตไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะขุดเจาะเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ จึงไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้ สามารถนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง Unconventional มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

Shale Gas ก๊าซธรรมชาติที่พบในชั้นหินดินดาน ที่มีคุณสมบัติยอมให้ก๊าซไหลผ่านยาก ต้องใช้วิธีขุดเจาะ แบบแนวราบ (Horizontal Drilling) เพื่อช่วยเพิ่มผิวสัมผัสระหว่างหลุมเจาะกับชั้นหินควบคู่ไปกับวิธีทำให้แตกทางไฮดรอลิก

Coalbed Methane ก๊าซธรรมชาติที่พบในชั้นถ่านหิน มีองค์ประกอบหลัก คือ มีเทน

Tight Gas ก๊าซธรรมชาติที่พบในชั้นหินทรายหรือหินไลม์สโตน ซึ่งก๊าซซึมผ่านได้ยาก

โดยสรุป เมื่อจำแนกตามเกณฑ์ทั้ง 3 เกณฑ์ ก๊าซในอ่าวไทย คือ Wet Sour Conventional Gas จึงสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแยกสารประกอบต่าง ๆ มากกว่าใช้เผาเป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่ต้องมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในการปรับปรุงคุณภาพจากที่มีก๊าซไข่เน่า และลักษณะแหล่งก๊าซที่เป็นกระเปาะเล็ก ซึ่งทุกกระบวนการสำรวจและขุดเจาะจะต้องใช้ทั้งเวลา เทคโนโลยีและเงินทุนมหาศาล ดังนั้น ในการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด จึงถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...