"อัตตาตน" การเอาชนะที่พ่ายแพ้ - พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเรา "รู้เยอะ" นั่นหมายความว่า "เราไม่รู้อะไรเลย"
ใครๆ ก็อยากเป็นคนเก่ง แต่สิ่งที่พ่วงมากับความเก่งคือ ความทะนงตน หรืออีโก้ ในทางพระพุทธศาสนาคือ “อัตตา” ความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราทำตัวเสมือนน้ำเต็มแก้ว
ยิ่งเก่ง ยิ่งทะนงตน ยิ่งอีโก้สูง ยิ่งไม่ฟังใคร “อัตตา” คือ ความยึดมันถือมั่นในตนเองว่า ฉันแน่ ฉันเก่ง ซึ่งความหมายจริงๆ นั้นกว้างมาก
ส่วนคำว่า “อิด” ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันฟรอยด์คือ “สัญชาตญาณ” ไม่ว่าคนเราจะเกิดมาในป่าเขา หรือเมืองใหญ่ ดำเนินชีวิตเป็นคนดอย หรือคนเมือง ก็มักจะมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น สัญชาตญาณคือการยึดความปลอดภัยของตนเองเป็นที่ตั้ง เมื่อมีภัยมาก็หนี หรือสู้เพื่อป้องกันตัวเป็นอัตโนมัติ
ส่วน “อีโก้” คือ การถือตนเองเป็นที่ตั้ง แต่คนเราล้วนมี “ซุปเปอร์อีโก้” ซึ่งคือหลักศีลธรรมจรรยาคอยยับยั้งใจว่า “ไม่ได้..ไม่เหมาะ…ไม่ควร” ต่อสู้กันภายในจิตใจอย่างนี้เพื่อให้เกิดสมดุล
แต่บางคนมีซุปเปอร์อีโก้สูง อีโก้น้อย จึงเกิดความรู้สึกผิดมากเกินไป ก็มีผลทางจิตได้เหมือนกัน
“อีโก้” กับ “อัตตา” มีส่วนคล้ายกันมาก แต่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว เพียงให้เรารู้ไว้ว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นในตนเองเหมือนกันเท่านั้น
คนเก่ง หรือคนมีตำแหน่งสูงมักจะมีอีโก้ หรืออัตตาสูงตามไปด้วย
คนเราพอมีตำแหน่งสูง มีลูกน้องมาก มีคนนับหน้าถือตามาก ก็เป็นเพราะตนเองมีอำนาจในการให้คุณให้โทษแก่เขา คนที่เข้ามาใกล้ชิดส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นคนที่หวังผลประโยชน์ ประจบสอพลอ นายชี้นกบอกว่าเป็นไม้ ก็ว่าเป็นไม้ตาม สรรเสริญเยินยอนาย
ผลคือนายจะรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่นเพราะคนรอบข้างยืนยันว่านายเก่ง นายยอดเยี่ยม ทุกอย่างสำเร็จได้เพราะฝีมือนายทั้งนั้น
พอคนเราได้เป็นใหญ่ ก็มักจะมีคนเข้ามาประจบทุกวันจนเผลอลืมตัว ตั้งหลักไม่ได้ เสียคนไปในที่สุด เนื่องจากถูกชื่นชมทุกวันๆ มีแนวโน้มสงสัยว่าตนเองนั้นสุดยอดจริงๆ เก่งจริงๆ
ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ในแวดวงราชการ หรือเพียงนักการเมืองเท่านั้น ข้าราชการที่มีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ที่ประชาชนทั้งประเทศมอบให้ เพื่อมาทำหน้าที่ในการอำนวยประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชนทั้งประเทศก็เช่นกัน
สมมุติว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวง ซี10 เทียบเท่ากับอธิบดี แต่ไม่ได้ตำแหน่งบริหาร ก็เหมือนกับมีอำนาจลอยๆ แต่ทันทีที่มีคำสั่งย้ายให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่กรมใดก็มีอำนาจมากขึ้น บางกรมมีลูกน้องเป็นหมื่นคน ยกตัวอย่าง กรมป่าไม้ ควบคุมดูแลพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ก็มีอำนาจมากทวีคูณขึ้นมาได้
แต่ถ้าพรุ่งนี้ถูกย้ายกลับไปอยู่ในตำแหน่งอื่น เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษา ตามเนื้องานก็อาจจะต้องไปนั่งชงกาแฟกินเอง ไม่มีลูกน้องสักคน
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าอำนาจมากับตำแหน่ง มีอิทธิพลในการอำนวยผลประโยชน์ให้กับผู้คนมหาศาล แค่เซ็นเอกสารนิดเดียวก็เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนได้มากมาย
ไม่ว่าจะทำการเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนก็ได้ จะเลื่อนตำแหน่งให้ลูกน้องที่มีเป็นหมื่นคนก็ได้ มีอำนาจเต็มมือ แต่พอพ้นจากตำแหน่ง อำนาจก็หมดไปในคราวเดียว ถ้าเทียบกับเอกชนที่ต้องหาเอง ทำเอง อำนาจค่อยๆ เข้ามา แต่ว่าคงอยู่ยั่งยืนกว่า ซึ่งเป็นอำนาจคนละแบบกับราชการ หรือนักการเมือง
ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ใหญ่ระดับใดก็ตาม ต้องเปิดหูเพื่อรับฟังเสียงเตือน เสียงคัดค้านที่ไม่เห็นด้วยกับเราบ้าง เพราะนั่นคือเสียงสวรรค์ที่จะฉุดเราให้พ้นจากความผิดพลาด จงเปิดใจรับฟังผู้อื่น แล้วเราจะสมบูรณ์ขึ้น
มีงานวิจัยของนักจิตวิทยาพบว่า ปฏิกิริยาการทำงานของสมองในการสั่งการ หรือการตัดสินใจของคนที่มีอำนาจมากต่อเนื่องกัน มักจะมีอาการคล้ายคนที่เป็นโรคทางจิตเวชคือ สมองตัดสินใจแบบไม่ยั้งคิด สะเปะสะปะ คล้ายคนโรคจิตอ่อนๆ เพราะฉะนั้น การที่เรามีคนคอยดึงรั้ง ทักท้วง หรือติติงบ้างนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ดี
“อัตตา” หรือ “อีโก้” นั้น มักจะมาพร้อมกับคำว่า “อำนาจ” เมื่อเรามีอำนาจ สิ่งที่จะตามมาก็คือความหูดับ เริ่มไม่ฟังเสียงคนอื่น เมื่อนั้นเราก็จะก้าวเข้าสู่วงจรแห่งความเสื่อม
เพราะฉะนั้น เราควรจะรับฟังความคิดเห็น หรือเสียงตักเตือนจากคนรอบข้าง ที่เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ ซึ่งจะทำให้เราไม่ก้าวเข้าสู่วงจรแห่งความเสื่อมที่สร้างความผิดพลาด แล้วไม่สามารถแก้ไขได้