บิ๊กหิน เผยเบื้องลึกประสานไทย-กัมพูชา ส่งมอบนักโทษ ครั้งประวัติศาสตร์
อดีตจเรตำรวจ เผยเบื้องลึกประสานไทย-กัมพูชา ส่งมอบนักโทษทางบกครั้งประวัติศาสตร์
จากกรณี ข่าวการส่งตัวนักโทษไทยจำนวนถึง 32 คน กลับมาดำเนินคดีต่อที่ประเทศไทย โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายไทย มารับมอบตัวนักโทษจากเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์กัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก-ปอยเปต ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2566
นับเป็นการส่งตัวนักโทษไทยข้ามแดนทางบกจำนวนมาก ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากมีเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณาหลายเรื่อง ทั้งค่าใช้จ่าย กฎหมายของทั้งสองประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการในการผ่านแดน และการขนส่ง
วันที่ 11 ต.ค. 66 พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองผิดกฎหมาย ( ตำแหน่งในขณะนั้น ) เปิดเผยว่า เบื้องหลังความสำเร็จสำคัญของการส่งตัวนักโทษไทย มีจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเข้าร่วมหารือ 2 ฝ่าย อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2566
ที่นำโดย พล.ต.อ.วิสนุ พร้อมด้วย นายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชฑูต ณ กรุงพนมเปญ พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบช.ส. พ.ต.อ.ปิยวัฒน์ เกียรติก้อง ผู้ช่วยฑูตฝ่ายตำรวจประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงพนมเปญ เข้าหารือกับ พล.ต.อ.Santebandit Neth Savoeun ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา และ พล.ต.ท.Sam Vannvirak ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา จนสามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนจนเป็นผลสำเร็จ
พล.ต.อ.วิสนุ เปิดเผยถึงข้อมูลเชิงลึกว่า เรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่ สมเด็จเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีดำริจะส่งตัวนักโทษไทยที่ถูกดำเนินคดีในกัมพูชามารับโทษต่อที่ประเทศไทย เพื่อให้เป็นตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งก่อนหน้านั้น มีความพยายามในการประสานงานกับทางฝ่ายไทย โดยการขับเคลื่อนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ
แต่มีเหตุติดขัดจากขั้นตอน และการทำงานในระบบราชการหลายประการ จนเวลาล่วงเลยมากว่า 3 ปี ก็ยังไม่สำเร็จ อาจเป็นเพราะการนำตัวนักโทษเดินทางกลับไทย เป็นการนำนักโทษข้ามแดนทางบกจำนวนมาก แถมยังเป็นครั้งแรกระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เนื่องจากไม่สามารถใช้เครื่องบินพาณิชย์ขนส่งตัวนักโทษได้ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
ดังนั้น การส่งตัวนักโทษจำนวนมากข้ามแดนทางบกครั้งนี้ จึงเป็นทางเลือก ที่ต้องมีการวางแผนและบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของกัมพูชาและไทยอย่างรัดกุม รอบคอบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการวางแผนและประสานงานร่วมกันภายใต้ข้อจำกัดทั้งทางด้านระเบียบข้อกฎหมาย การขนส่งลำเลียง การรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
พล.ต.อ.วิสนุ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองผิดกฎหมาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทราบปัญหาดังกล่าว จึงได้ขออนุมัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อนำคณะเข้าพบหารือกับ ผบ.ตร.กัมพูชา เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2566 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อวางแผนร่วมกัน ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ในการนี้ สมเด็จเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สั่งกระทรวงยุติธรรมกัมพูชาดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยอนุมัติให้ยกเว้นค่าปรับให้นักโทษไทยซึ่งก่อนหน้านี้เป็นอุปสรรคในการโอนตัวนักโทษเป็นอย่างมาก
นอกจากนั้น ทางการกัมพูชายังได้นำตัวนักโทษที่จะโอนตัวทั้งหมดมาไว้ที่กรุงพนมเปญเพื่ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนการส่งมอบ และได้เสนอให้ ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.ประชุมหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเตรียมการในส่วนความรับผิดชอบเพื่อให้ภารกิจลุล่วง
โดยมีการกำหนดพื้นที่การส่งมอบนักโทษ ที่จุดผ่านแดนบ้านคลองลึก-ปอยเปต จว.สระแก้ว ซึ่งทางฝั่งไทย ได้บูรณาการหน่วยงาน ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางหลวง กองปราบปราม กรมราชฑัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อจัดรูปขบวนการลำเลียง โดยเตรียมรถพยาบาลสำหรับการลำเลียงนักโทษที่มีอาการป่วยด้วย ตลอดจนการวางกำลังรักษาความปลอดภัยเส้นทางตั้งแต่จุดผ่านแดนบ้านคลองลึก จนกว่าจะส่งถึงเรือนจำคลองเปรม
การทำงานตรงนี้ สำเร็จได้ต้องขอบคุณ ทางการกัมพูชา โดยเฉพาะ พล.ต.ท.Sam Vannvirak ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา และ ทางการไทย โดยเฉพาะ คุณเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชฑูต ณ กรุงพนมเปญ พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบช.ส. ที่ช่วยเป็นแม่งานสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันในครั้งนี้จนประสบความสำเร็จ
นับเป็นผลสำเร็จชิ้นประวัติศาสตร์อีกหนึ่งชิ้นที่ พล.ต.อ.วิสนุ ได้อาสาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนผลักดัน ให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานไทยและกัมพูชา ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ เมื่อ 30 ก.ย.2566 ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การส่งมอบนักโทษผ่านแดนทางบกจำนวน 32 คน ในวันที่ 9 ต.ค.2566 ได้สำเร็จตามแผน ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการประสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง และเป็นต้นแบบการปฏิบัติในการขนส่งตัวนักโทษจำนวนมากระหว่างประเทศทางบกต่อไป